Header Ads

วิเคราะห์ภาพยนตร์ : American Beauty (1999)

 วิเคราะห์ภาพยนตร์ American Beauty


การกำกับ  
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Sam Mendes ผู้กำกับที่เรียกได้ว่าพอหันมาจับงานทางด้านภาพยนตร์จอยักษ์ก็คว้ารางวัลออสการ์ไปเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยกำกับภาพยนตร์ทางโทรทัศน์อยู่ 2 เรื่อง คือ Cabaret ในปี 1993 และ Company ในปี 1996 ก่อนจะหันมากำกับงาน American Beauty ในปี 1999 นั่นเองที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำในวงการฮอลีวู้ดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพยนตร์แนวหลักที่ Mendes มักให้ความสนใจที่จะมากำกับส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์แนวที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งนอกจาก American Beauty แล้ว อย่างเช่น Road to Perdition หรือ Revolutionary Road ก็ตาม ซึ่งงานกำกับของเขาเน้นสะท้อนที่ความตรงไปตรงมาของประเด็ยที่เขาจะสื่อ พูดง่ายๆก็คือ ภาพยนตร์ของเขาจะจับประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นแกนหลัก สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ไม่สะเปะสะปะ 
 
สำหรับงาน American Beauty นี้สามารถคว้ารางวัลออสการ์ไปได้ถึง 5 สาขา จากทั้งหมดที่เข้าชิง 8 สาขาในปีนั้น ซึ่งรวมทั้งสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลจาก BAFTA ไปถึง 6 รางวัลจากการเข้าชิง 14 สาขาในปีนั้น ซึ่งรวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชาย และหญิงยอดเยี่ยมด้วย ซึ่งด้วยความแรงในเวทีต่างๆของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีการเอานำเข้ามาฉายในบ้านเราด้วย แต่ด้วยความเป็นหนังรางวัลในตัวจึงยืนโรงอยู่ในบ้านเราไม่นานนัก

 
การกำกับของ Sam Mendes ในหนังเรื่องนี้ยังติดการเล่าเรื่องแบบหนังโทรทัศน์มาอยู่มาก แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการกำกับเรื่องนี้ของเขาคือ เขามีความพยายามในการจัดแคปเจอร์กล้องให้มีลักษณะที่เป็นการสะท้อนความจริงให้มากที่สุด ไม่เน้นไปที่การตบแต่งหรือบิดเบือนมุมกล้องเพื่อเพิ่ม หรือเสนอประเด็นใดเป็นพิเศษต่อคนดู พูดง่ายๆก็คือ งานกำกับของเขามีลักษณะที่เป็น Realism ที่แฝงอยู่ในรูปแบบหนังแบบ Formalism ซึ่งมีการจัดแต่งองค์ประกอบของฉาก แต่ต้องการนำเสนอสิ่งต่างๆด้วยความเป็นสัจจนิยม ส่วนวิธีการสร้างจินตนาการ หรือเพิ่มอารมณ์คนดูในประเด็นต่างๆที่ต้องการนำเสนอจะใช้วิธีการสร้างโลกความฝัน โลกจินตนาการ หรือเลือกที่จะใช้สัญลักษณ์แทนเสียมากกว่า เพื่อให้ตัวหนังยังคงความเป็นกลิ่นไอของแนวสัจจนิยมอยู่ นอกจากนี้องค์ประกอบของลักษณะการถ่ายทำด้วยกล้องวิดีโอ ให้ความรู้สึกถึงการถ่ายลักษณะ Handled Camera ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของการเล่าเรื่องตลอดเวลา ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนแนวทางการนำเสนอของเรื่องนี้ว่าต้องการแฝงความเป็น Realism ในรูปแบบที่ถูกจัดแต่งองค์ประกอบไว้ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด


การกำกับภาพ
นอกเหนือจากงานด้านการกำกับของผู้กำกับ Sam Mendes ที่ได้รางวัลออสการ์ไปครอง นี่ก็เป็นงานอีกด้านหนึ่งที่ได้คว้าออสการ์ไปครองเช่นกัน งานกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยผู้กำกับภาพฝีมือขั้นเทพ อย่าง Conrad L. Hall ลูกชายของ James Norman Hall ผู้ประพันธ์หนังสือก้องโลกอย่าง Mutiny on the Bounty มาพูดถึงลูกชายเขาที่เรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับภาพฝีมือต้นๆของวงการเลยก็ว่าได้ กับฝีมือการกำกับภาพกว่า 40 เรื่องในชั่วชีวิตเขา ผลงานการกำกับภาพเรื่องสุดท้ายในชีวิตเขาคือ Declaration of Independence ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องสั้น ซึ่งออกฉายในปี 2003 ซึ่งเป็นปีที่เขาจากโลกนี้ไปด้วยวัย 76 ปี สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศออสการ์ มีถึงสามเรื่อง และสามารถเข้าชิงได้ถึง 10 เรื่องทีเดียว

 
สำหรับงานกำกับภาพของเรื่อง American Beauty นี้เรียกได้ว่าเรียบง่ายแต่งดงาม ซึ่งก็คือ ไม่ได้ใช้มุมกล้อง หรือการเคลื่อนกล้องที่เป็นพิเศษ หรือยากอะไรมากมาย แต่การเคลื่อนกล้องส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้ นอกจากการตั้งกล้องนิ่งๆแล้ว คือการแพนกล้อง และการแทรคกล้องเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านการจัดองค์ประกอบของภาพให้ลงตัวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งน้ำหนักในแต่ละเฟรมของภาพ เพื่อให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปมากกว่าที่จะมาเล่นมุมกล้องเพื่อให้ความรู้สึกคนดู สิ่งเหนือชั้นไปกว่านั้น นอกจากการวางตำแหน่งของสิ่งต่างๆในภาพเพื่อต้องการให้ความรู้สึกคนดูแล้ว การจัดวางองค์ประกอบต่างๆของสิ่งต่างๆในภาพยังมีความหมายความสำคัญด้วย เช่น การวางตำแหน่งของสมาชิกในบ้านเลสเตอร์ ที่จัดตำแหน่งของลูกสาว (เจน) ไว้ตรงกลางนั้นก็แสดงถึงว่า เขาต้องการนำเสนอในประเด็นที่ว่ามีลูกสาวเป็นจุดศูนย์กลางของบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างพุ่งมาที่ลูกสาวใช้ลูกสาวเป็นประเด็นในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่ลูกสาวได้รับไม่ใช่ความอบอุ่นจากพ่อแม่ แต่เป็นปัญหามากมายต่างหาก นอกจากการแพน และการแทรคกล้องแล้ว สิ่งที่สังเกตุได้อย่างหนึ่งคือการเปิดเรื่อง หรือเปิดย่อหน้าใหม่ของเรื่องราวมักจะใช้กล้องที่เครน ในลักษณะเคลื่อนไปตามแนวยาวในถนน ซึ่งเป็นการนำเสนอว่าเป็นการเดินทางอีกบทหนึ่งของชีวิต

 
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้คือ หนังต้องการนำเสนอความเป็นสัจจนิยมมากพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการกำกับภาพคือ ลักษณะภาพที่เป็นภาพระดับสายตา หรือ Eye-level Shot ซึ่งให้ภาพในลักษณะที่ไม่บิดเบือนอารมณ์ผู้ดู โดยให้ผู้ดูรับรู้อารมณ์โดยตรงได้จากฉากๆนั้นเลย โดย Conrad L. Hall อาศัยการจัดองค์ประกอบภาพในการให้อารมณ์ความรู้สึกกับคนดูแทน นอกจากนี้สิ่งที่สังเกตุได้ในภาพที่ต้องการนำเสนอแบบตรงๆนี้คือ สิ่งที่สำคัญ บทสนทนาที่ตัวละครกำลังสนทนากัน หรือสิ่งอื่นๆที่ให้ความหมายสำคัญในเรื่อง ผู้กำกับภาพ มักพยายามจัดองค์ประกอบไว้ตรงกลางของเฟรม เพื่อสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง 
 
นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดองค์ประกอบอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวางตำแหน่งของตัวละครสองตัวอย่าง ริคกี้ และฟิทซ์ ที่ฟิทซ์มักจะถูกวางตำแหน่งไว้ทางด้านบนของเฟรมเสมอ ซึ่งแสดงถึงการมีอำนาจเหนือกว่า ส่วนริคกี้จะอยู่ทางด้านล่างของเฟรม เพื่อแสดงถึงความที่อ่อนแอกว่าเป็นต้น นอกจากนี้แล้วภาพอีกลักษณะหนึ่งคือภาพที่เกิดจาก กล้องวิดีโอ ซึ่งให้ภาพในลักษณะของ Handled Camera ซึ่งผู้กำกับภาพ ก็พยายามให้ภาพในกล้องวิดีโอเป็นภาพที่มีความคมชัดน้อยกว่า เพื่อแยกระหว่างการดำเนินเรื่อง กับการนำเสนอประเด็นประเด็นหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การจัดแสงของฉากต่างๆ โดยจะเห็นว่าแสงก็มีความสำคัญในการให้อารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป โดยแสงที่สว่าง จะให้อารมณ์ที่ต้องการเล่าเรื่องที่เป็นอยู่จริงๆแบบตรงไปตรงมา หรือว่า แสงโทนมืด หรือ Low Key ก็จะให้ความรู้สึกที่เร้นลับทางอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นการแสดงถึงสภาวะจิตใจของตัวละคร หรือความไม่แน่นอนในฉากนั้นๆได้


การลำดับภาพ
แน่นอนว่าหลังจากการกำกับภาพแล้ว ย่อมมีการลำดับภาพ และเรื่องราวต่อ การตัดต่อลำดับภาพเรื่องนี้ทำได้ดีไม่แพ้กัน เป็นอีกสาขาหนึ่งที่ได้ชิงออสการ์ แต่ไม่สามารถคว้าใจกรรมการไปครองได้ งานลำดับภาพในเรื่อง American Beauty เป็นส่วนของการดูแลโดย Tariq Anwar และ Christopher Greenbury สำหรับ Anwar นั้นได้ร่วมงานกับ Sam Mendes อีกครั้งใน Revoluyionary Road และผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของเขาคือ The King's Speech ซึ่งก็ทำได้ดีที่สุดคือการเข้าชิงออสการ์เท่านั้นครับ

สำหรับงานของทั้งคู่ใน American Beauty ถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับถึงแม้จะไม่ได้โดดเด่นเตะตา โดนใจเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เรื่องนั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างดีไม่สะดุด การตัดต่อในหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่ามีครบแทบทุกแบบเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การตัดต่อแบบต่อเนื่อง ที่มีมากที่สุด , การตัดต่อสลับเหตุการณ์ , การตัดต่อแบบเรียบเรียง หรือแม้กระทั่งการตัดต่อแบบกระโดดที่มีน้อยที่สุด และเป็นการตัดต่อที่ยาก และไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่นัก การตัดต่อแบบต่อเนื่องนั้นเรียกได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบช็อตต่อช็อตในการดำเนินเรื่องทั่วไปของเหตุการณ์หนึ่งๆ โดยจะมีการเอาการตัดต่อแบบสลับเหตุการณ์เข้ามาใช้เมื่อต้องการสลับเหตุการณ์ไปเล่าเรื่องของตัวละครอีกตัวหนึ่ง เช่น กำลังเล่าเรื่องของเลสเตอร์ อยู่ ก็ตัดไปเล่าเรื่องของแคโรลีน เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ หรือเน้นอารมณ์ความต่างของตัวละครสองตัวในสภาวะเหตุการณ์ที่ต่างกัน เพื่อเล่าถึงสภาวะอารมณ์นั้นๆของตัวละคร นอกจากนี้การตัดต่อแบบเรียบเรียง ซึ่งเป็นการตัดต่อที่มักพบในสารคดีข่าว ก็ถูกนำเอามาใช้ด้วยเช่นกัน ในการเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาของตัวละครตัวหนึ่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครหลักของเรื่องอย่างเลสเตอร์ ก็มักใช้การตัดต่อแบบนี้ นอกจากนี้การตัดต่อที่หายากที่สุดอย่าง การตัดต่อแบบกระโดดก็มีใช้น้อยมากในเรื่องนี้ โดยจะเป็นการตัดต่อเพื่อสร้างความขบคิดให้แก่ผู้ดูในการคาดเดาบทสรุป หรือผู้กระทำ อย่างเช่นฉากตอนจบของเรื่องที่เลสเตอร์ถูกยิงก็เป็นการตัดต่อแบบกระโดดเพื่อให้ผู้ดูได้ขบคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดอะไรกับตัวละครและใครเป็นผู้กระทำการกระทำดังกล่าวเป็นต้น


เครื่องแต่งกาย
งานด้านเสื้อผ้าการแต่งกายของหนังเรื่องนี้ดูผิวๆแล้วก็ไม่มีอะไรเช่นกัน ไม่ได้หรูหรา ฟูฟ่าแบบที่ออสการ์ชอบเลยซักนิด จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักที่ไม่สามารถเข้าชิงออสการ์ได้ ผลงานการออกแบบของงานด้านเสื้อผ้านี่คาดว่ามีอิทธิพลมาจากการรังสรรค์บท โดย Alan Ball ซึ่งรังสรรค์การสร้างสัญลักษณ์ที่สำคัญๆในเรื่องไว้มากมาย ซึ่งถูกควบคุมการดูแลเสื้อผ้าโดย Julie Weiss ซึ่งถึงแม้ว่าเสื้อผ้าในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาเหมือนหนังย้อนยุค หรือหนังโปรดักชั่นใหญ่ๆ แต่หนังเรื่องนี้มีความสุข นุ่มลึกในการเลือกเสื้อผ้ามากกว่าที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจในการคัดสรรค์เสื้อผ้าทรงแปลกๆที่ออสการ์ชอบ 
 
ซึ่งหนังเรื่องนี้ใช้เทคนิคการสื่อความหมายในการเล่าเรื่องผ่านทางลักษณะ และสีสันเสื้อผ้าในการเล่าเรื่อง หรือบอกอารมณ์ของตัวละคร รวมทั้งคาแร็กเตอร์ของตัวละครด้วย เช่น ริคกี้ซึ่งเป็นตัวละครที่ค่อนข้างลึกลับ และไม่มีคาแร็กเตอร์ที่เปิดเผยเท่าตัวอื่นมากนัก และเป็นพวกแอนตี้สังคมด้วย ลักษณะเสื้อผ้าจึงเป็นการใส่เสื้อผ้าที่คลุมข้อมือ และบางครั้งใส้ถึงสองชั้นด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเพิ่มความซับซ้อนในคารแร็ตเตอร์บางครั้งก็นำหมวกไหมพรมมาใส่ด้วยซ้ำ ซึ่งสภาวะปกติในเรื่องไม่มีตัวละครตัวไหนใส่เลย เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นอกีงานในหลายๆงานของหนังเรื่องนี้ที่ใช้คำว่า สุขุม นุ่มลึก ได้อย่างเต็มปาก

ดนตรีประกอบ
ดนตรีประกอบเรื่องนี้ก็ถูกรังสรรค์มาด้วย Composer ชื่อดังอย่าง Tomas Newman ซึ่งน่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งคือ การเข้าชิงออสการ์ด้านดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้นสามารถเข้าชิงได้สูงถึง 9 ครั้งทีเดียว แต่ยังไม่สามารถคว้าออสการ์มาครองได้เลย ตัวอย่างผลงานเยี่ยมๆที่เข้าชิงได้เช่น Shawshank Redemtion , Road to Perdition หรือ Finding Nemo เป็นต้น และอย่างปีที่ผ่านมากับ The Help และ The Iron Lady ซึ่งก็ไม่สามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้เช่นกัน 
 
สำหรับดนตรีประกอบเรื่อง American Beauty ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียวสำหรับดนตรี "American Beauty” ด้วยการใช้เสียงเปียโนที่แสดงถึงอารมณ์ที่กำลังใช้ความคิดได้เป็นอย่างดี บวกกับเสียงเครื่องสีที่ให้อารมณ์สับสนของตัวละคร ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้แสดงถึงอารมณ์ความคิดของตัวละครในเรื่องนี้ที่แสดงถึงอารมณ์การสับสันในการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีทีเดียว และด้วยจังหวะที่ค่อนข้างช้าเหมือนการย่างก้าวของชีวิตซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของการเล่าเรื่องของการเดินทางของการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในตอนท้ายของเพลงที่ใช้เสียงเปียโนที่สูงขึ้นนั่นแสดงได้ถึงความปารถนาที่เปี่ยมล้นที่ซ้อนอยู่ภายในเสียงนุ่มลึกของเปียโนได้เป็นอย่างดี เป็นดนตรีที่สวยงาม สะท้อนถึงความสวยงามแบบอเมริกันได้เป็นอย่างดี

หรือในอีกนัยหนึ่งของดนตรี "American Beauty” นั้นที่ใช้ประกอบฉากที่ถุงพลาสติกกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่นั้น ก็สามารถให้อารมณ์ที่เคว้งคว้างของตัวละคร ที่สับสันในชีวิตหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้สักทีที่มองเป็นเหมือนถุงพลาสติกที่อยากล่องลอยแบบอิสระเสรี ไม่ต้องมีแบบแผนไม่ต้องมีแก่นสารในชีวิต เป็นความต้องการที่ยากจะไปได้ถึงที่ตรงนั้น

หรืออีกดนตรีหนึ่งคือ "Still Dead” ที่ใช้จังหวะดนตรีที่ไม่หดหู้เท่าอันแรก ซึ่งใช้จังหวะที่เร็วขึ้น เพิ่มเสียงเครื่องกระทบให้ความรู้สึกที่เร่งเร้าขึ้น เพื่อแสดงถึงอารมณ์ตัวละครที่ดีขึ้น และตั้งใจที่จะทำอะไรบางอย่างที่อยู่ในความคิด หรือใช้ในการดำเนินเรื่องที่ไม่มีความหดหู้หรือสับสนของตัวละครอย่างดนตรีอันแรก แต่เป็นการดำเนินเรื่องของตัวละครอย่างมีความสุขที่มากขึ้น และมีจุดหมายที่ชัดเจน

“Arose” ดนตรีอีกสไตล์หนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่แสดงถึงความที่แฝงไปด้วยเวทมนต์ที่ส่งผลต่อความรู้สึก และอารมณ์ที่หลงไหลของตัวละครในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ อารมณ์หลงไหลที่เลสเตอร์มีให้แต่แองเจลล่าในหลายๆตอนของเรื่องนี้ นี่คือเพลงสไตล์สามแนวที่ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ ซึ่งยังมีเพลงอื่นอีกมากมายในเรื่องนี้

การแสดง
- Kevin Spacey
นอกจากจะเป็นนักแสดงทีีมีบทบาทที่เด่นในเรื่องแล้ว การแสดงของเขาก็ดูจะเด่นที่สุดในเรื่องด้วยเช่นกัน ด้วยการรับบทเป็นเลสเตอร์ พ่อผู้มีปัญหากับการถึงช่วงอายุกลางคนที่ชีวิตดูไร้จุดหมายว่างเปล่าไม่มีอะไรที่แน่นอนต้องทำตามคำสั่งของภรรยาเท่านั้น ซึ่งกับการแสดงในช่วงแรกที่เล่นเป็นคนสับสน เบื่อหน่ายในชีวิตก็สามารถแสดงออกมาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือแววตาที่ดูไร้จุดหมายไร้ความหวังในชีวิต รวมทั้งสีหน้าท่าทางในการแสดงความอึดอัดต่อการมีชีวิตคู่ และการปรับเป็นปกติเมื่อต้องสร้างภาพก็สามารถทำออกมาได้ดี เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนคาแร็กเตอร์อีกแบบหนึ่งในตอนกลางๆและท้ายๆเรื่อง ก็สามารถแสดงเป็นคนที่มีแววตามุ่งมั่นอยากเป็นผู้นำครอบครัว อยากทำอะไรก็ตามในสิ่งที่ทำได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าแววตาที่ดูมุ่งมั่น หรือน้ำเสียงที่ดูมั่นใจนอกจากนี้ ยังสามารถแสดงบทที่เศร้าเมื่อมองย้อนผ่านรูปครอบครัวถึงวันวานก่อนๆของความอบอุ่นของครอบครัวที่เคยมีได้อย่างดี ซึ่งไม่ได้แสดงให้คนดูดูความเสียใจจากน้ำตา แต่สามารถแสดงให้เห็นความเสียใจผ่านทางสีหน้าได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่มีหลายมิติมากและ เควินก็สามารถแสดงมันออกมาได้อย่างดีในทุกๆมิติ

 - Annette Bening
เป็นตัวละครที่เรียกได้ว่ามีหลายมิติเช่นกัน แต่ล่ะมิติของตัวละครนี้มีด้านที่ฉูดฉาดอยู่ด้านหนึ่งที่ชัดเจนคือการสร้างภาพของการเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงที่เธอสนทนากับคนอื่นที่สามารถชี้ชัดให้กับคนดูถึงความเสแสร้งที่เมื่อเปรียบเทียบกับความจริงที่เธอคุยกันภายในครอบครัวแล้วช่างต่างกันสิ้นดี เห็นได้ชัดจากน้ำเสียงที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในมิติที่เธอแสดงเสียงการมีอำนาจสั่งการสามีก็แสดงออกมาได้ดี ซึ่งเป็นเสียงที่ดูเป็นสุภาพสตรี ไม่ได้แข็งกระด้างแต่เป็นเสียงที่มีพลังอำนาจสั่งการที่ดี นอกจากนี้สีหน้าของเธอก็ค่อนข้างสื่อออกมาได้ดี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสีหน้าระรื่นที่เธอมีต่อชู้ กับหน้าตรึงเครียดที่เธอแสดงต่อสามีเธอจริงๆ รวมทั้งกับตอนจบของเรื่องที่เธอเดินตางฝนร้องไห้ ก็สามารถแสดงพลังออกมาถึงการเป็นภรรยาที่อัดอั้นตันใจในเรื่องต่างๆของครอบครัวที่ไม่เคยมีความสุขมานานหลายปีออกมาได้อย่างดี และทรงพลัง

- ส่วนคนอื่นๆนั้นแสดงได้อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่ดีพอจะนำมานำเสนอเท่ที่ควร ไม่แย่ แต่ไม่ดีมาก

บทภาพยนตร์
งานการเขียนบทเรื่อง American Beauty ที่ดูแสนจะเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วกลับหนักแน่นด้วยประเด็นที่จะต้องการนำเสนอผ่านตัวละครต่างๆในการดำเนินเรื่องและแฝงไปด้วยพลังเช่นนี้ เป็นงานเขียนของผู้เขียนที่เรียกได้ว่าหน้าใหม่ในช่วงนั้น อย่าง Alan Ball ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเขียนบทให้กับทีวีซีรี่ส์ เพียงแค่หนึ่งเรื่องเท่านั้น คือ Cybill ในปี 1995 -1998 และมาเขียนงาน American Beauty เป็นเรื่องแรก
ซึ่งถ้าดูผิวเผินแล้วเหมือน American Beauty เป็นบทที่เรียบง่าย เรื่องราวไม่มีการดำเนินเรื่องอะไรมากเหมาะแก่การนำไปทำเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์มากกว่าเสียอีก แต่แท้ที่จริงแล้วบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีความลึกของตัวบทที่ค่อนข้างมากทีเดียว ด้วยความที่พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมากคือ เรื่องเน่าเฟะของสังคมอเมริกันเท่านั้นเอง แต่การเขียนบทครั้งแรกของ Alan ในเรื่องนี้กับทำออกมาได้ดียิ่งยวด ด้วยการกำหนดการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายนี้ด้วยการเพิ่มสัญลักษณ์ และโมทีฟต่างๆในการเล่าเรื่องลงไป ไม่ว่าจะเป็นดอกกุหลาบที่เน้นถึงความรัก ความลุ่มหลง หรือความสดชื่นของวัยแรกแย้มได้เป็นอย่างดี หรือนอกจากวัตถุแล้วยังมีเรื่องสีเช่น สีสูทของแคโรลีนที่แตกต่างกันออกไประหว่างอยู่กับสามี ซึ่งใช้สีเทา ซึ่งแสดงถึงภายนอกที่สร้างภาพว่าดูดีแต่แท้ที่จริงแล้วชีวิตของทั้งคู่เป็นสีเทา และชู้ที่มช้สีสูทส๊แดงฉูดฉาด แสดงถึงความรัก ความร่าเริงชื่นบาน ของตัวละครได้เป็นอย่างดี

 ยิ่งไปกว่านั้นการกำหนดคาแร็คเตอร์ของตัวละครในแต่ละตัวที่ชัดเจน ก็ยิ่งพาหนังให้มาถูกประเด็นได้อย่างดี ชัดเจน และหนักแน่นในการเล่าเรื่องราวออกมา การกำหนดคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนของตัวละครนี้เป็นตัวการที่จะผลักดันให้หนังหนักแน่น และทรงพลังได้อย่างมาก อีกทั้งนอกจากคาแร็กเตอร์ของตัวละครจะชัดเจนในแต่ล่ะคนแล้ว ยังสามารถแบ่งคาแร็กเตอร์ของตัวละครออกเป็นกลุ่มๆได้หลายแบบด้วยเช่น แบบแรก คือ ตัวละครที่โหยหาแบบแผนในชีวิต หรือตัวละครที่ต้องการความอิสระในการใช้ชีวิตเป็นต้น แบบที่สอง คือ การที่ตัวละครมีอำนาจเหนือคนอื่น กับตัวละครที่ถูกกดไว้เป็นต้น ซึ่งการแบ่งความชัดเจนนี้ทำให้การเขียนบทสุขม และนุ่มลึกมากยิ่งขึ้น และมีประเด็นที่หนักแน่นและชัดเจน ในการเสียดสีสังคมอเมริกันที่มีความหลากหลายทางคน ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่รวมกันแล้วถึงแม้ภายนอกจะทำออกมาให้ดูดี แต่แท้จริงแล้วภายในเน่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวคิดแก่นของเรื่อง
แก่นหลักๆของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ นำเสนอเรื่องของสภาพสังคมของอเมริกาที่เน่าเฟะ เพื่อสะท้อนถึงสภาพสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางสังคมที่เป็นสถาบันที่เล็กที่สุกท่าสังคมว่าจริงๆแล้วภาพที่สวยงามดูดี อาจจะเน่าอยู่ในบ้านก็ได้ พูดง่ายๆคือเก็บของเน่าๆไปไว้ในบ้านนั้นเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ แก่นเรื่องของเรื่องนี้ต้องการนำเสนอว่าท่ามกลางความวุ่นวาย เน่าเฟะเหล่านั้น ยังมีกลุ่มคนบางคนในสถาบันเหล่านั้นที่ยังมีความสวยงามที่เขาต้องการจะได้รับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสวยงาม หรือความอิสสระ ในสถาบันครอบครัวเหล่านี้ ที่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามตีกรอบคำว่าต้องเป็นหรือ ควรจะเป็นอยู่ ทั้งๆที่ภายในจิตใจของคนเหล่านี้ก็แสวงหาความสวยงามในแบบอเมริกันเช่นกัน กับ American Beauty
กลวิธีการเล่าเรื่อง
กลวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่อง American Beauty หลักๆแล้วเป็นการเล่าเรื่องโดยตัดส่วนหนึ่ง ช่วงหนึ่งของภาพยนตร์มาเป็นตัวเริ่มเรื่อง เพื่อแสดงความต้องการของตัวละครตัวละครหนึ่งที่ชื่อว่าเจน ณ เวลานั้นที่เป็นผลพวงมาจากเรื่องราวก่อนหน้านี้ ซึ่งใช้วิธีการย้อนกลับไปเล่าเรื่องเพื่อให้คนดูหาต้นเหตุของอารมณ์ และความต้องการดังกล่าวของตัวละครโดยการทำการ Flashback กลับไปที่จุดเริ่มเรื่อง แล้วหลังจากนั้นให้หนังเล่าเรื่องไล่ตามเวลาที่ผ่านไป จนมาถึงจุดในปัจจุบันที่หนังนำเสนอไปในตอนต้นเรื่อง และผ่านไปจนถึงผลลัพธ์ของตัวหนังในตอนสุดท้าย โดยถ้าเปรียบเทียบในช่วงเวลาแล้วเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ได้อิงเวลาตามความเป็นจริง โดยเน้นไปที่พัฒนการของตัวละครในแต่ล่ะช่วงเวลามากกว่า เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงของตัวละครแต่ล่ะตัว หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งสำหรับการเล่าเรื่องแบบนี้คือ เป็นการเล่าเรื่อง Flashback ย้อนกลับไปจากเหตุการณ์ในตอนเริ่มเรื่อง และเล่าเรื่องนั้นไล่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านจุดปัจจุบันในตอนต้นเรื่องไปจนจบเรื่อง
ถ้าจะเขียนเป็นแผนผังให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้

  นอกจากนี้หนังยังมีวิธีการเล่าเรื่องในลักษณะเชิงเปรียบเทียบของลักษณะของตัวละครที่อยู่ด้านตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง กับลักษณะหนึ่งที่ตัวละครพยายามตรีกรอบให้ชีวิต และอีกลักษณะหนึ่งที่ตัวละครไขว่คว้าหาการใช้ชีวิตที่อิสระแบบจริงๆจังๆ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการเล่าเรื่องแบบคู่ขนานตามเวลา แต่เป็นการเล่าเรื่องแบบคู่ขนานทางลักษณะ และความสัมพันธ์ต่างๆของตัวละครมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะการเล่าเรื่องของผู้กำกับพยายามสอดแทรกความเป็นสัจนิยม (Realism) ลงในภาพยนตร์ที่ถูกจัดรูปแบบ หรือมีความเหนือจริง (Formalism) ในการเล่าเรื่อง อย่างเช่น การเล่าเรื่องผ่านกล้องวิดีโอของตัวละครริคกี้ เพื่อให้ความรู้สึกสมจริง และเข้าถึงอารมณ์ของคนดูได้ดียิ่งขึ้น
สัญลักษณ์ในการเล่าเรื่อง
สัญลักษณ์ในการเล่าเรื่องนี้มีมากมาย อาจจะเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนผ่านทางสิ่งของ หรือการกระทำ เช่น
- ต้นไม้ริมถนนที่แห้งแล้งไม่มีใบ แต่มีต้นที่มีใบแซมบ้าง ผู้กำกับน่าจะพยายามสื่อถึง ทางเดินของเรื่องนี้ ของตัวละครแต่ล่ะตัวโดยส่วนมากน่าจะเป็นตัวละครที่แห้งแล้งไม่มีชีวิตตามที่ต้องการ ไม่มีความสดชื่นของการใช้ชีวิตในเรื่อง มีแต่ความเหี่ยวเฉาในชีวิตไปตลอดทางที่กล้องเคลื่อน ก็คือ ตลอดทางในการดำเนินเรื่องนั่นเอง แต่อาจจะต้องการนำเสนอต้นที่มีใบสีเขียวชอุ่มนั้นว่า ท่ามกลางสิ่งที่ตัวละครต้องเจอ คือความเหี่ยวเฉาเล็กๆ อาจมีความชุ่มชื่นในหัวใจที่เขาซ่อนเอาไว้อยู่ เป็นความปราถนาภายในใจที่จะทำให้เขามีความสุขได้
 
- บ้านเลขที่ของเลสเตอร์ 838 หมายถึง แน่นอนสำหรับเลขสาม น่าจะเป็นการบ่งบอกถึงจำนวนสมาชิกภายในบ้านนั้นนั่นก็คือ สามคน ส่วนเลขแปดนั้นหมายถึงความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด หาทางออกไปได้ วกไปวนมาอยู่ที่เดิม การที่ผู้กำกับเลือกหมายเลขบ้าน 838 นี้ผู้กำกับอาจต้องการนำเสนอว่า ในสมาชิกของบ้านที่มีสามคน มีแต่ปัญหา ความวุ่นวาย หาทางออกไปได้ ไม่ว่าจะมองไปข้างหน้า หรือแม้แต่ข้างหลังก็ตาม
 - กลีบดอกกุหลาบ หรือดอกกุหลาบ หมายถึง ความสุข สิ่งที่สดใหม่ ความชอบ อย่างเช่น ตอนที่เลสเตอร์เห็นเป็นภาพของแองเจล่า นอนอยู่ท่ามกลางกลีบดอกกุหลาบ แสดงว่า แองเจล่าคือความสุข คือสิ่งที่เขาโหยหามานาน เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งฉากแองเจล่าในอ่างน้ำที่มีกลีบดอกกุหลาบลอยอยู่ แล้วเลสเตอร์เข้าไปคุกเข่าใกล้ๆในเชิงทำนองที่หมายถึงการยอมแพ้ต่อแองเจลล่า เธอเป็นสิ่งที่เขารอมานานเป็นต้น หรืออีกฉากหนึ่งที่เป็นเลสเตอร์นอนเหยียดขาอยู่บนโซฟา และมีแจกันดอกกุหลาบว่าอยู่ก็สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ของเลสเตอร์ที่มีความสุข การย้อนกลับไม่หาความสดใหม่ในวัยรุ่น อารมณ์สุนทรีเป็นต้น

- การเห็นภาพริคกี้จากมุมต่ำ หมายถึง ริคกี้จะมีบทบาทอำนาจในการชักจูงตัวละครอื่นๆในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งไม่มีใครสามารถทำอะไรริคกี้จริงๆได้ อย่างเช่น มีอำนาจในการชักจูงการลาออกของเลสเตอร์ อำนาจในการใช้คำพูดเพื่อบั่นทอนแองเจล่า หรือแม้แต่อำนาจในตอนท้ายเรื่องที่ส่งผลต่อฟิทซ์พ่อของตัวเองที่ไม่สามารถบังคับหรือ ทำร้ายลูกได้ในท้ายที่สุด ต้องไปลงกับคนอื่น

 - หมวกไหมพรมที่ริคกี้ใส่ หมายถึง การปกปิด ซ่อนเร้นบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อตัวเอง ผู้กำกับอาจจะนำเสนอว่า ตัวละครของริคกี้ เป็นตัวละครที่ซ่อนอะไรบางอย่างจากสังคม หรือเป็นตัวละครที่ปกปิดตัวเองจากสังคมก็เป็นได้ ซึ่งความจริงแล้วการใส่หมวกไหมพรมไม่แปลก แต่ในฉากนี้ที่แปลกเพราะตัวละครตัวอื่นไม่มีใครใส่เลย แสดงว่าผู้กำกับพยายามจะสื่ออะไรกับผู้ชม นอกจากนี้อาจจะแสดงถึงความแปลกแยกจากสังคมของริคกี้ด้วย

- เสื้อที่ริคกี้มักใส่สองตัวเสมอ (เสื้อบวก แจ๊คเก็ต) หรือ เสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ปิดข้อมือ หมายถึง ยิ่งไปกว่าการปกปิดที่ผู้กำกับต้องการเสนอจากการใส่ไหมพรม ซึ่งอาจจะหมายถึงการที่ใส่สองตัวแทบจะทั้งเรื่อง ความหมายเเรก ริคกี้อาจจะเป็นคนที่มีคาแร็ตเตอร์ที่ซับซ้อนเข้าใจยาก หรือ ความหมายที่สองคือ ริคกี้เป็นตัวละครที่มีสองบุคลิก คือมีด้านที่เปิดเผย ที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ และสะท้อนด้านต่างๆของตัวละครนี้ที่มีต่อเรื่อง อีกด้านหนึ่งคือ ด้านปกปิดที่ตัวละครนี้มีอิทธิพลต่อเรื่อง แต่ไม่ได้สะท้อนมุมมอง กล่าวคือ เป็นด้านที่มีอิทธิพลต่อตัวละครตัวอื่นในการสะท้อนมุมมองของตัวละครตัวอื่นให้ชัดเจนยิ่งๆขึ้น

  - กล้องวิดีโอ หมายถึง การเป็นผู้คุมเรื่องราวทั้งหมด เป็นตัวแปรสำคัญในเรื่อง เป็นผู้เฝ้าดู และคอยกำกับเรื่องราวเอาไว้ หรืออีกนัยหนึ่งอาจ หมายถึง การแยกตัวเองจากโลกที่เรื่องราวกำลังดำเนินอยู่ ตนเองไม่ได้เสียอะไรกับเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ อาจเป็นตัวละครที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเรื่องจริงที่พบเจอให้อยู่ในความสงจำได้ จากครอบครัวที่เป็นอยู่ ต้องเก็บความทรงจำดีๆไว้ไม่ให้มันหายไป จากการกระทำรุนแรงของพ่อตัวเอง

- ตำแหน่งในการนั่งทานอาหารของครอบครัวเลสเตอร์ หมายถึง ความใกล้ชิด ศูนย์กลางของครอบครัว เช่น ตำแหน่งของเลสเตอร์ และแคโรลีน อยู่ที่หัวโต๊ะแสดงถึงความห่างเหินของทั้งคู่ที่จำใจต้องมาอยู่ร่วมกันบนโต๊ะเดียวกัน โดยมีลูกสาวเจน เป็นตัวกลางในการที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นซึ่งไม่ได้ช่วยอะไร เพราะทั้งคู่ยังคงทะเลาะกันตลอด โดยพยายามเอาเจนมาอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบของคนทั้งคู่ที่ต้องอยู่ด้วยกัน พยายามใส่ใจพูดคุยกับเจน แต่แท้จริงแล้วบรรยากาศภายในโต๊ะ (หรือครอบครัว) กับยิ่งทำร้ายเจน

 - ตำแหน่งที่นั่งบนโซฟาของครอบครัวฟิทซ์ หมายถึง ศูนย์กลาง และตำแหน่งของแต่ล่ะคนในครอบครัว เราจะเห็นว่าครอบครัวของฟิทซ์มีฟิทซ์นั่งตรงกลางเสมอ ส่วนภรรยา และลูกชาย จะนั่งด้านข้าง สะท้อนว่า ในครอบครัวมีฟิทซ์เป็นศูนย์กลางที่คอยควบคุมทุกอย่าง โดยภรรยากับลูกเป็นเพียงองค์ประกอบของครอบครัวเท่านั้น

- งาน และรถแคมเมอรี่ หมายถึง การที่เรามองแต่ตัวเอง สร้างปัจจัยต่างๆสนองความต้องการของตัวเองอย่างมีแบบแผน เป็นระเบียบ ไม่สามารถ เป็นอิสระได้ชีวิตต่างถูกกำหนดขีดเส้นไว้ว่าเราต้องทำอย่างงี้ เพื่อพยายามสร้างภาพลวงตาของตัวเองขึ้นมา ให้ตัวเองเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในสายตาของผู้อื่น

- กัญชา หมายถึง ความเป็นอิสระเสรี ความเป็นตัวของตัวเอง อย่างเช่น เมื่อตอนที่เลสเตอร์ สูบกัญชาก็แสดงความเป็นตัวเองออกมาเต็มที่ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น แล้วการเสพกัญชา จะทำให้ผู้เสพเกิดอารมณ์อารมณ์หนึ่งที่เรียกว่า High คือรู้สึกเหมือนเราได้ไปอยู่จุดสูงสุดของชีวิต
- อาการเหม่อลอยของบาบาร่า (ภรรยาฟิทซ์) หมายถึง การที่ไม่มีใครอยู่ในบ้านนอกจากตัวเราเอง การที่ทุกอย่างล้วนไม่มีตัวต้น รวมทั้งตัวเราเอง สัมผัสอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เหมือนตัวเองล่องลอยเคว้งอยู่กลางอากาศคนเดียว อย่างที่ตอนริคกี้มาสะกิด ก็กว่าจะหายเหม่อลอยได้ก็นานทีเดียว สะท้อนถึงความที่ครอบครัวไร้ความอบอุ่น

- จานนาซีที่เก็บสะสมไว้ของฟิทซ์ ผู้กำกับต้องการสื่อความหมายว่า ฟิทซ์เป็นคนที่ชอบเก็บสะสมอำนาจ ชอบมีอำนาจเหนือคนอื่นๆ เป็นคนที่ยิ่งสะสมอำนาจได้ในเรื่องต่างๆ ถือว่ามันเป็นสิ่งมีคุณค่าล้ำค้ามากกว่า การที่ได้สะสมอย่างอื่น ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อฟิทซ์รู้เรื่องว่าริคกี้มายุงกับห้องเขาจากเขา ก็เปรียบเหมือนมายุ่ง มาก้่าวก่ายอำนาจ หรือตรวจสอบ และล้ำเส้นอำนาจของเขา ทำให้เขาคิดว่าอำนาจของเขาไม่ดี หรือไม่สมบูรณ์แบบสร้างความไม่พอใจกับฟิทซ์มากถึงขั้นที่ไปทำร้ายลูกชาย เพราะตัวเองเห็นความสำคัญของการมีอำนาจมากกว่าอย่างอื่น

 - สายตาของฟิทซ์ เมื่อมองลูกชาย หมายถึง ทุกสิ่งที่ต้องเป็น เกิดเป็นความคาดหวังในตัวลูกชายว่า จะต้องเป็นในแบบที่พ่อสร้างขึ้นเท่านั้น ต้องเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ตัวเองวางไว้ ถ้านอกลู่แม้แต่นิดเดียว คือ การทำผิดอย่างใหญ่หลวง

- สูทสีเทาที่เลสเตอร์ และ แคโรลีนใส่ หมายถึง ทุกสิ่งภายนอกที่ดูดี แต่สะท้อนออกมาผ่านทางสีสูทว่าจริงๆแล้วชีวิตของทั้งคู่ก็เป็นสีเทา ไม่มีความสุข ความอบอุ่นซักนิดเดียว แต่ก็พยายามสร้างภาพให้ครอบครัวเป็นครอบครัวที่ดูดี สมบูรณ์ ด้วยการสะท้อนผ่านการใส่สูท

- ถุงปลิวหมุนไปตามลมเหมือนเต้นรำ หมายถึง ความสุข ความอิสระ จากการที่ไร้แบบแผน ซึ่งลักษณะดังกล่าวสะท้อนผ่านความต้องการลึกๆของริคกี้ที่สะท้อนออกมาด้วยการมองเพียงถุงธรรมดาว่างดงาม ด้วยการที่ถุงปลิวไปตามลมไร้ระเบียบ ไร้แบบแผน แต่มันก็แสดงถึงความเป็นอิสระในการที่จะเลือกตามสายลม เหมือนมันกำลังเต้นรำตามที่ใจมันอยากให้เป็นท่ามกลางกลุ่มใบไม้ที่พร้อมที่จะเต้นรำไปด้วย นั่นอาจหมายถึงคนรอบข้างที่เขาต้องการให้เป็นอิสระไปกับเขา ไร้กฎเกณฑ์ แบบแผนที่เคร่งครัดใดๆทั้งสิ้น อยู่ท่ามกลางเขา มอบทั้งความอิสระ และความอบอุ่นให้แก่เขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวฟิทซ์ไปเคยมีให้เลย

 - ไมค์ของเลสเตอร์ที่ร้านเบอร์เกอร์ หมายถึง การอยากทำชีวิตในแบบที่ต้องการ โดยจะเห็นว่ามีหูข้างหนึ่งเปิดชัเจน แสดงว่า จริงๆแล้วเขาพร้อมที่จะรับฟังคนอื่น แต่ไม่ชอบให้คนอื่นมาบังคับเขา หนสุดท้ายเขาจะเลือกทำอะไรก็ตามที่เขาต้องการเองมากกว่าที่จะทำตามคนอื่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากคนที่เป็นผู้รับออเดอร์แล้ว ในบรรดาลูกจ้างในร้านไม่มีใครได้ใส่เลย เนื่องจากเป็นการเป็นคนทำอาหารนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ แต่เลสเตอร์ ได้ใส่แค่คนเดียวนั่นหมายความว่า ผู้กำกับมีสิ่งที่จะนำเสนอ

- รถบังคับ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นเด็ก เป็นวัยที่มีความสุข ซึ่งเป็นการกระทำของเลสเตอร์ที่เอารถบังคับมาเล่น โดยอารมณ์ของเลสเตอร์เป็นอารมณ์ที่ไขว่คว้าหาความสุข โดยเขาเชื่อว่าความสุขของเขาเป็นการที่ได้เจอแองเจล่า แต่จริงๆแล้วเขาจะรู้ตัวเองในตอนท้ายเรื่องว่าความสุขของเขาแท้ที่จริงแล้วคือครอบครัวนั่นเอง

- รูปของครอบครัวเลสเตอร์ หมายถึง การโหยหาความสุข ความอบอุ่นของครอบครัวในอดีต โดยจะเห็นได้ว่าค่อนข้างมีหลายฉากที่เขาเหลือบมองรููปนี้ เพราะลึกๆแล้วเขาแสวงหาความสุขรูปแบบนั้นที่มันหายไปนานแล้ว ซึ่งโดยลึกในใจเขาเป็นความต้องการที่สูงที่สุดที่เขาเป็นอยู่ ท่ามกลางสภาพที่เขาเป็นวัยกลางคนที่เบื่อหน่ายชีวิต

- ฉากที่เลสเตอร์โดนยิงนอนจมกองเลือดแต่ใบหน้าของเขากับมีรอยยิ้มเล็กๆ นั่นก็มีความหมายเช่นกัน มันสะท้อนว่าท่ามกลางอันตราย ความลำบาก ความทุกข์มากมาย แต่สิ่งเล็กๆที่เขารู้อยู่ในใจคือความสุขของการได้ใช้ชีวิตแบบครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งเป็นการเสียดสีสังคมมากมายว่า สังคมทั่วไปต้องการทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบด้วยการทำงาน หาเงิน หาของเข้าบ้าน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสุขมันซ่อนอยู่เล็กๆท่ามกลางความลำบาก ความหน้าเลือดเหล่านั้น นั่นคือความสุขจากรอยยิ้มเล็กๆของการเป็นครอบครัวที่อบอุ่นนั่นเอง เป็นการสัมผัสความสุขครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม

 - ฉากที่แคโรลีนร้องไห้กอดเสื้อสามี หมายถึง ความเสียได้ในการเป็นครอบครัวที่จะถูกมองว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มากกว่าที่แคโรลีน จะยอมไปกอดสามีที่เสียชีวิต ซึ่งจะเป็นการแสดงความรัก ความต้องการครอบครัวที่อบอุ่นมากกว่า นั่นแสดงว่า แคโรลีน กำลังร้องไห้เสียดาย ชื่อเสียง การยอมรับในสังคมที่จะหายไปต่างหาก กับการที่จะเป็นหญิงหม้ายลูกติด สามีฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีเท่าไหร่ในสังคมในสายตาของเธอ

- ฉากที่แคโรลีนเดินร้องไห้ตากฝน หมายถึง ความทุกข์ที่ทับถมในใจมันระเบิดออกมา ท่ามกลางความเละเทะความวุ่นวาย (สายฝน) ความทุกข์ที่สะสมมันออกมา พรั่งพรูออกมารวมกับความเละเทะวุ่นวายเรานั้น ด้วยความในใจที่ต้องการให้ได้ในอย่างที่ตัวเองต้องการมาตลอด วางแผนสร้างภาพให้ตัวเองมาตลอด แต่แท้จริงแล้วก็อยู่ท่ามกลางความเละเทะ (สายฝน) ที่พยายามซ่อนมันไว้นั่นเอง

ความต้องการหลักของตัวละคร
ความต้องการหลักของตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ ล้วนสอดคล้องกับชื่อของหนัง คือ American Beauty ความสวยงามแบบอเมริกัน ซึ่งตัวละครทุกตัวล้วนมีความฝัน ความสวยงามที่อยู่ภายในใจและอยากให้เป็นทั้งนั้น เพราะอเมริกาคือเมืองแห่งการแข่งขัน และหลากหลายทุกคนล้วนมีความสวยงามในแบบของตัวเอง

ตัวละครที่ต้องการความอิสระ ไร้แบบแผน ความสุขในจิตใจ

- เลสเตอร์ เบอร์นั่ม
ความต้องการหลักของตัวละครตัวนี้ คือ การโหยหาสิ่งที่หายไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับการใช้ชีวิตในครอบครัวนี้ เขาพยายามหาหนทางในการเติมเต็มความรู้สึกนี้ โดยในตอนแรกที่ได้เจอ แองเจลล่า เขาคิดว่าเธอคือสิ่งที่จะช่วยมาเติมความรู้สึกนี้ได้ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นความสุขของการได้มีเซ็กซ์ ความสุขของการได้ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นอีกครั้ง เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ถูกใจเธอ แต่แท้จริงแล้วความต้องการลึกๆของเขา คือความสุขของการที่มีครอบครัวอบอุ่นอย่างในอดีต โดยสังเกตุได้จากการที่เขาเหลือบมองรูปครอบครัวหลายครั้ง รวมทั้งตอนสุดท้ายของเรื่องก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาดูรูปครอบครัว แล้วยิ้มระลึกวันเก่าๆด้วยความสุข แม้แต่ตอนตายไปเขาก็ยังมีรอยยิ้มเล็กๆติดอยู่บนใบหน้าของเขา ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดจากแรงขับดันไร้จิตสำนึกของตัวเอง ตามทฤฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์

- บาบาร่า ฟิทซ์
ตัวละครนี้ก็เช่นกันที่ถึงแม้จะไม่ได้แสดงอาการทางกายออกมาเท่ากับ เลสเตอร์ แต่ก็แสดงอาการเหม่อลอยในช่วงหนึ่งของเรื่อง แม้คนเข้ามาก็ไม่รู้สึก หรือเรียกทีแรกก็ไม่ได้ยิน ซึ่งอาการของเธอเปรียบเหมือนในบ้านไม่มีใคร เหมือนตัวเธออยู่คนเดียว ไม่มีความรัก ความอบอุ่น ไม่มีครอบครัว เหมือนครอบครัวของเธอ คือการที่เธออยู่คนเดียวในโลกนี้เท่านั้น นั่นสะท้อนถึงความต้องการของเธอที่มันไม่สามารถตอบสนองออกทางกายได้แล้ว กลายเป็นอาการเก็บกดทางใจ เพราะเรื่องของครอบครัวนี้อาจจะสะสมมากเกินความต้องการที่เธออยากให้เป็นได้มาเป็นอารมณ์เก็บกดที่เธอเป็นอยู่นี่ก็ได้

- เจน เบอร์นั่ม
ตัวละครตัวนี้มีปมด้อยในจิตใจมาพักใหญ่ เนื่องจากปัญหาในครอบครัวของเธอ ที่ถึงแม้พ่อ และ แม่จะพยายามพูดคุยกับเธอ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะความสัมพันธ์ที่เธอเผชิญอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ความอึดอัดของพ่อแม่เธอยิ่งทำร้ายเธอตลอดมา เพราะถึงแม้พ่อ แม่ เธอจะพยายามถามไถ่ ใส่ใจ เธอแต่ลึกๆแล้วเธอก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เพราะพ่อแม่ไม่เคยสนใจเธอจริงๆต่างหาก แต่พ่อแม่ของเธอมองเธอเป็นภาระที่พวกเขาต้องรับผิดชอบเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอขาดไป คือความใส่ใจ และใส่ใจกับคนรอบข้าง เธอพยายามหลุดจากกฎดกณฑ์ที่ พ่อแม่ พยามยามยัดเยียดให้เธอในตำแหน่งลูกที่ไม่มีความสุขเหล่านี้ ซึ่ง สิ่งนี้เธอได้รับมันจาก ริคกี้ คนที่เข้าใจเธอจริงๆ และ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเหมือนกัน

ตัวละครที่ต้องการความสำเร็จที่เป็นไปตามแบบแผนที่ต้องการ

- ริคกี้ ฟิทซ์
ตัวละครตัวนี้อาจเรียกได้ว่าผู้กำกับพยายามสร้างเพื่อให้เป็นตัวแปรที่คอยมีอิทธิพลเหนือตัวละครอื่นๆที่มีความหลากหลายที่คอยบังคับทิศทางของเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากผู้กำกับจะพยายามทำแบบนั้นแล้ว ยังสร้างปม และแง่มุมให้กับตัวละครตัวนี้ด้วย ซึ่งปมของตัวละครของตัวนี้เกิดมาจากพ่อที่คอยวางระเบียบ แพลนชีวิตของเขาไว้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นความต้องการของเขา คือความต้องการความเป็นอิสระในชีวิต หลุดจากชีวิตที่มีแบบแผนชัดเจนแบบนี้ ดังที่เห็นได้จากการที่เขาเรียกวิดีโอที่เป็นถุงกำลังปลิวว่าเป็นถึงกำลังเต้นรำ และมันสวยงามทีเดียว แสดงว่าภายในจิตใจของเขากำลังแสวงหาความเป็นอิสระ และการใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ ตัวละครที่ต้องการชีวิตที่มีแบบแผนชัดเจน ต้องการความสมบูรณ์แบบในชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อเขาเจอกับ เจน แล้วเขาสามารถสัมผัสได้ว่าทั้งคู่มีอะไรที่เท่าๆกันคือ ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมมากเท่าที่ควร ถูกผู้อื่นกดไว้เสมอ ในกรณีของริคกี้ คือพ่อของเขา ส่วนของเจน คือ แองเจลล่า และครอบครัวของเธอ ทำให้ริคกี้ เริ่มที่จะเป็นตัวละครที่เปิดเผยมากขึ้นอย่างเช่น ตอนที่อยู่กับเจนสองต่อสอง เขาเริมพยายามเปิดเผยตัวเองมากยิ่งขึ้น
- แคโรลีน เบอร์นั่ม
ตัวละครตัวนี้ต้องการความสมบูรณ์แบบในชีวิตมากพอสมควรโดยเฉพาะความสมบูรณ์แบบในชีวิตการงานของเธอ เธอต้องการความก้าวหน้า นับหน้าถือตาในสังคมของเธอ โดยพยายามบังคับ และสั่งให้สามีของเธอเป็นในแบบที่เธอต้องการที่จะให้เป็น เป็นชีวิตที่มีแบบแผนมีขั้นมีตอน คาดหวังว่าชีวิตของเธอจะต้องไม่ขาดอะไรไป ด้วยการเติมเต็มทุกอย่างโดยเฉพาะ พวกวัตถุนิยม หน้าที่การงาน ซึ่งแท้จริงแล้วความต้องการของเธอลึกๆคือ ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ ดังจะเห็นได้จากการที่เธอไปคบชู้ ซึ่งตอบสนองความต้องการของเธอได้อย่างดี ซึ่งสะท้อนชัดเจนไปอีกถึงความเจ็บปวด ลึกๆของเธอภายในใจในฉากที่เธออร้องไห้เดินตากฝน ซึ่งแสดงถึงความเก็บกดทนทุกข์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

- แฟรงก์ ฟิทซ์
ตัวละครนี้มีบุคลิกที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเป็นทหารเก่า ซึ่งนำมาใช้ในบ้าน ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ เพราะฉะนั้นตัวละครตัวนี้จึงพยายามทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของบ้านคอยควบคุมทุกอย่าง พอควบคุมไม่ได้ก็ใช้ความรุนแรงในการจัดการ ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ลูกชายของเขาเอง ถึงแม้ว่าเขาจะทำร้ายลูกขนาดไหน แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนลูกชายเขาได้ ด้วยความรักของคนเป็นพ่อ เขาจึงอยากหาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีให้กับลูกชาย แต่เมื่อเขาไม่สามารถเปลี่ยนลูกชายให้เป็นในแบบที่เขาเป็นได้ เขาจึงพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้ ลูกชายเขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ดังจะเห็นได้จากฉากที่เขาเข้าไปจูบกับเลสเตอร์ ซึ่งเขาก็พยายามคิดที่จะเบี่ยงเลสเตอร์ไม่ให้ไปชอบลูกชายของตัวเอง ซึ่งพอเปลี่ยนไม่ได้ และซึ่งเขาไม่สามารถฆ่าลูกชายของตัวเองได้ เขาจึงฆ่าเลสเตอร์แทน ความต้องการจริงๆของเขาคือ ลูกชายที่เขาวาดแผนไว้ให้เป็น ไม่ใช่ลูกชายที่เป็นลูกชายเขาจริงๆ

- แองเจล่า เฮเยส
ตัวละครตัวนี้ก็ขาดความสมบูรณ์ในชีวิตเช่นกัน เขาพยายามทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบในชีวิตทางสังคม มีคนสนใจให้ความสำคัญนับหน้าถือตา เธอจึงพยายามสร้างตัวตนที่เลิศเลอของเธอเพื่อที่จะทำให้คนสนใจยอมรับเธอ ด้วยการโกโกคนรอบข้างว่าเธอผ่านผู้ชายมามากมาย แต่แท้จริงแล้วเธอก็สารภาพกับเลสเตอร์ว่าเธอไม่เคยมีอะไรกับใคร ด้วยการที่เธอต้องการมีอะไรกับเลสเตอร์นั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอต้องการทำให้ตัวตนที่เธอสร้างมาเป็นจริง ซึ่งเธอก็ไม่ได้ดีเลศอะไร ธรรมดามากๆตามที่ ริคกี้พูดเอาไว้ ตรงกับสำนวนว่า ข้างนอกสุกใส ข้างในตะติ๊งโหน่งนั่นเอง

**หมายเหตุ : ภาพไม่มีความสัมพันธ์กับตัวละคร/เนื้อหาที่พูดถึง แต่อยู่ในเรื่อง American Beauty

"Slashing Satire of American Society"
"★★★★★"
คะแนน : 9.2
A+

2 ความคิดเห็น:

  1. ผมก็ให้คะแนนเยอะเหมือนกันครับ
    แสดงสังคมคนป่วยได้เห็นภาพดีมากครับ

    ตอบลบ