Header Ads

50/50 (2011) : ซวยทั้งขึ้น ดึงทั้งร่อง

50/50 : B+
"★★★"



กลับมาวาดฝีไม้ลายมืออีกครั้งของ Joseph Gordon-Levitt หลังจากฝากผีมือไว้ในงานแสดงมากคุณภาพของเขา ใน 10 Things I Hate About You , Mysterious Skin , (500) Days of Summer หรือ แม้แต่บทสมทบ ในหนังฟอร์มยักษ์เรื่อง Inception กลับการแสดงอีกครั้งหนึ่งของเขาในหนังเรื่อง 50/50 ของผู้กำกับ Jonathan Levine ซึ่งเคยกำกับหนังรางวัลมาบ้างอย่าง The Wackness กับผู้เขียนบทหน้าค่อนข้างใหม่ Will Reiser ที่พึ่งเคยเขียนบทให้กับภาพยนตร์ เป็นครั้งแรกซะด้วย ซึ่งก็ทำได้ไม่เลวทีเดียว ซึ่งอย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นว่า ฝีไม้ลายมือ ของ Joseph นั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ ดาราหญิงระดับออสการ์มาเสริมบารมีอย่าง Anna Kendrick ที่เคยเข้าชิงออสการ์จากเรื่อง Up In The Air มาแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่า การแสดงของเขาจะแย่แต่ประการใด

ผลงานล่าสุดของ ผู้กำกับ The Wackness อย่าง Jonathan นั้น ซึ่งกำกับภาพยนตร์เต็มๆ จริงๆก็เป็นเรื่องที่สามเท่านั้นกับ 50/50 ยังไปคว้ารางวัลจาก Aspen Filmfest ในฐานะรางวัลจากผู้ชม เช่นเดียวกันกับ The Wackness ที่ทำไว้ในปี 2008 ก็ ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ 50/50เรื่องนี้จะได้รับคำชมที่ดีจากบรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงของ Joseph ก็พูดได้เลยว่า ปีนี้อาจเป็นปีแรกที่เขาเข้าไปเหยียบพรมแดงหน้า โกดัก เธียร์เตอร์ก็เป็นได้



50/50 หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Adam ชายหนุ่มคนนึงที่ชีวิตก็ดูจะมีความสุขดีเหมือนเช่นคนอื่นๆ มีงาน มีเงิน มีความรัก มีเพื่อนมากมาย แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาเข้าไปหาหมอจากอาการปวดหลังของเขา เขาก็พบว่า ตนเองเป็นมะเร็ง มันยากจะยอมรับได้ เขาก็มีความรู้สึกช๊อคกับเรื่องนี้เหมือนกับคนทั่วไปที่เจอเรื่องพรรค์นี้ ซึ่งการเป็นมะเร็งมีโอกาสรอดเพียง 50/50 เท่านั้น โดยมี ไคล์ เพื่อนของเขาคอยปลอบประโลมอยู่ข้างๆ เพื่อให้เขายอมรับกับสิ่งที่เจอ และด้วยความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาอย่าง เคธี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ใครจะไปรู้ล่ะ การเป็นมะเร็งนั้น ส่งผลมากมายในชีวิตเขา ไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย แต่ในท้ายที่สุดแล้วมันก็ทำให้เขาตระหนัก และเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น เพิ่มพูนความสัมพันธ์ต่างๆ รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต แต่โรคมะเร็งนั้นจะสามารถคร่าชีวิตเขาได้หรือไม่ หรือว่าเขาจะสามารถต่อสู้กับมันได้ โอกาสมีแค่ 50/50 เท่านั้น

Screenplay ตัวบทนั้นทำออกมาได้อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งถือว่าทำได้ดีมาก ก็อย่างที่บอกผู้เขียนบทเรื่องนี้ พึ่งหันมาเขียนบทภาพยนตร์ครั้ง แรก หลังจากเคยเขียนซีรี่ส์มาเพียงหนึ่งเรื่องเท่านั้น แต่ก็ทำได้ดีโดยเรียงลำดับความรู้สึกของตัวละครหลักต่อการเป็นมะเร็ง ว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยังมีการสร้างมุขต่างๆ เข้ามาทำให้หนังดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทำให้บทหนังเรื่องนี้มีโอกาสที่จะได้เข้าไปเฉิดฉายเป็นตัวเลือกของผู้ชนะออ สการ์ได้สบายๆ

Original Score หนังเรื่องนี้เลือก ทำนองประกอบหนังในแต่ล่ะฉากได้อย่างดี โดยทำให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกของหนังมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ เศร้า หรือสุขของตัวละครได้

Original Song เพลงในหนังเรื่องนี้ เน้นไปที่เพลงทั่วไปเรียบง่าย ไม่ใช่เพลงแนวใหม่เหมือนเช่นในสมัยนี้ แต่ก็เป็นเพลงที่คลาสสิค สื่อถึงอารมณ์ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะด้าน Song หรือ Score ก็ดูจะไม่โดดเด่นพอให้จะเข้าชิงออสการ์ได้



Acting การแสดงของทุกคนค่อนข้างดีถึงดีมาก แต่ยกเว้นไว้คนนึง คือ Seth Rogan ซึ่งพยายามจะทำให้ตัวเองดูเด่นด้วยการแสดงออกทางบทที่มันมากเกินไป ทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาติ ดูแล้วเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องก่อนหน้าอย่าง The Green Hornet ก็ถือว่าเรื่องนี้ยังดีกว่า อาจเป็นเพราะว่าบทพูดน้อยกว่าเรื่องนั้นก็เป็นได้ ส่วนการแสดงของคนอื่นๆก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Joseph ที่ฝีมือการแสดงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการแสดงออกทางท่าทางต่างๆดูมีพลังและเป็นธรรมชาติ ซึ่งคาดว่า Joseph มีสิทธิลุ้นเข้าชิงนำชายในเปอร์เซนต์ที่ค่อนข้างสูง นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าไปก็ได้ ต่อกันที่สมทบหญิงอย่าง Anna Kendrick การแสดงก็ถือว่ายังดีอยู่ถึงแม้ว่าบทจะไม่ค่อยส่งเธอเหมือนอย่างเรื่อง Up In The Air ให้เธอเข้าไปอยู่ในรายชื่อเข้าชิงสมทบหญิงได้ ต่างจาก Jessica Chastian ที่พยายามจะแย่งที่สมทบหญิงไปไม่ว่าจะจากเรื่อง The Tree of Life , The Help หรือ Take Shelter ก็ตาม แต่ Anna Kendrick ก็ยังมีการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นจริงๆ และคนสุดท้ายที่ฝีมือการแสดงค่อนข้างเด่นถึงแม้ว่าบทจะน้อยอย่าง Anjelica Huston ในบทคุณแม่ของ Joseph ซึ่งถึงแม้จะไม่มีบทมากนัก แต่เธอก็แสดงออกมาทางสีหน้า สื่ออารมณ์ได้อย่างดีทีเดียว

นี่คืองานแสดงของ Joseph Gordon-Levitt ที่ดีอีกเรื่อง ยังไงก็มีโอกาสได้ชิงออสการ์สาขานำชายแน่นอน รวมทั้งการเขียนบทภาพยนตร์ครั้งแรกของ Will Reiser ที่ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ก็มีสิทธิอยู่ใน Best Screenplay ของออสการ์แน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น