Header Ads

Drive (2011) : แรงขับเคลื่อนของชีวิต

Drive : A
"★★★"



Ryan Gosling พระเอกหนุ่มไฟแรง ต้องมาหลงรักสาวน้อยฝีมือรางวัลข้างห้องอย่าง Carey Mulligan ในหนังเรื่องล่าสุดของคู่นี้กับหนังดราม่าที่ไม่ได้ซิ่งกันทั้งเรื่องกับ Drive หนังดราม่า ความสัมพันธ์ระหว่างความดีกับความชั่ว ความรัก และการเสียสละ Ryan Glosing เริ่มเข้าวงการจากการเล่นหนัง TV Series มาก่อน ก่อนที่จะผันตัวเองมาเล่นหนังใหญ่อย่างจริงจังและไม่มีงานทาง TV Series อีกเลยจากเรื่อง Remember the Titans ในปี 2000 ก่อนจะเริ่มพิสูจน์ฝีมือจากเวทีรางวัลทั่วโลกในสาขานักแสดงนำชายในหนังปีถัด มาเรื่อง The Believer และก็เรียกได้ว่าเริ่มเข้าสู่วงการนักแสดงชายฝีมือเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่อง Half Nelson (2006) , Lars and the Real Girl (2007) และ Blue Valentine (2010) แต่หนังที่ทำให้เขาได้รับรางวัลมากที่สุดเห็นจะเป็น Half Nelson ที่ส่งเขาทั้งเข้าชิงและชนะในสาขานักแสดงนำชายจากเวทีต่างๆนับไม่ถ้วน และที่น่าพิเศษยิ่งกว่านั้น Half Nelson ยังส่งเขาเข้าเป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยมในปีนั้นอีก ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ Ryan เข้าชิงออสการ์ และเป็นครั้งเดียวนับตั้งแต่นั้น แต่ทุกคนทั่วโลกไม่ได้รู้จักเขาดีจากหนังรางวัลพวกนั้นเลย เขากลับสร้างชื่อจากหนังรักเคล้าน้ำตาที่เล่นคู่กับ Rachel McAdams ในเรื่อง The Notebook (2004) มากกว่าเรื่องใดๆที่เขาเล่น



ส่วนสาวหน้าใหม่เมื่อ สองสามปีที่แล้วจาก An Education หน้าใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหน้าใหม่ทางการแสดง แต่เป็นหน้าใหม่ในเวทีรางวัลจากหนังเรื่องแรกที่ส่งเธอ เข้าไปในออสการ์ได้อย่าง An Education ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ทำให็หนังแทบทุกเรื่องที่เธอเล่นจัดอยู่ในเกณฑ์ คุณภาพทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น Public Enemies (2009) , Brothers (2009) , Wall Street : Money Never Sleeps (2010) และ Never Let Me Go (2010) รวมถึงเรื่องนี้คือ Drive (2011) และอีกเรื่องของปีนี้อย่าง Shame (2011) แต่จริงๆแล้วหนังเรื่องแรกที่เธอได้เล่นจริงๆคือเรื่อง Pride & Prejudice ในปี 2005 ในบทเล็กๆ จากนั้นก็หันมาเล่นงานทางโทรทัศน์ ก่อนจะหันหลับมาเล่นหนังอีกครั้งหนึ่งกับเรื่อง When Did You Last See Your Father? (2007) และ The Greatest ในปีเดียวกันกับ An Education

อีกคนหนึ่งที่สาดฝีมือไว้ได้ดีคือ Albert Brooks เขาเริ่มงานวงการแสดงจาก TV Series เช่นกัน ก่อนจะหันมาเล่นงานภาพยนตร์จากเรื่อง Taxi Driver ในปี 1976 และเริ่มโด่งดังอย่างมาก โดยเฉพาะเวทีรางวัลจากเรื่อง Broadcast News ในปี 1987 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ส่งให้เขาสามารถเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายสมทบได้ ในหลายๆเวที และที่เยี่ยมไปกว่านั้นคือ ยังสามารถส่งเขาให้เข้าชิงออสการ์ได้ซะด้วย ก่อนจะเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เขายังมีชื่อในออสการ์ นอกจากนี้เขายังเป็นนักพากษ์เสียงตัวยงในเรื่อง Finding Nemo และ The Simpson Movie อีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีรางวัลการันตีด้านการเขียนบทจากเวทต่างๆไม่ว่าจะเป็น เรื่อง Defending Your Life (1991) , Lost in America (1985) หรือ Mother (1996) อีกด้วย

หลายๆคนอาจไม่เคยรู้ว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้ Nicholas Winding Refn มีชื่อเสียงตามเวทีต่างๆทั่วโลกมาบ้างแล้วถึงแม้ว่าหนังรางวัลหลายๆเรื่อง ของเขาอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก อย่างหนังเรื่อง แรกๆของเขาที่นอกจากจะกำกับเองแล้วยังเขียนบทเองอีกด้วย เช่น Bleeder (1999) , Fear X (2003) , With Blood on My Hands : Pusher II (2004) และ Bronson (2008) หนังทุกเรื่องที่กล่าวมานี้สามารถเข้าชิง และชนะในหลายๆสาขาโดยเฉพาะ ภาพยนตร์ยอด เยี่ยม จากเวทีต่างๆ อาทิ Sydney Film Festival , Sundance Film Festival หรือ Bodil Awards ก็ตาม แต่กับหนังเรื่องใหม่ Drive อาจส่งเขาและตัวหนังเองเข้าชิงออสการ์ก็เป็นได้

ยังไม่ทันหายใจดีนัก หนังเรื่องนี้ก็สามารถเข้าไปคว้ารางวัลจากสองเวทีได้แล้วคือ Cannes Film Festival และ Hollywood Film Festival โดยจากเมืองคานส์นั้นถูกคัดเลือเข้าชิงสองรางวัล คือ รางวัลปาล์มทองคำ กับผู้กำกับยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถชนะได้ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Nicholas Winding Refn ส่วน Hollywood Film Festival สามารถพา Carey Mulligan เข้าชิงในสาขา Supporting Actress of the Year ด้วยหนังสองเรื่องควบคือ Drive และ Shame ในปีนี้ ซึ่งก็สามารถคว้ารางวะลชนะเลิศไปครองได้



Drive หนังดำเนินเรื่องด้วยตัวละครชายตัวหนึ่่งที่ใช้ชีวิต และทำงานคาบเส้นระหว่างความดีความชั่ว และระหว่างคนดีกับอาชญากร ชายหนุ่มคนนี้ (Ryan Gosling) ทำงานทั้งงานที่สุจริต และไม่สุจริต โดยงานที่สุจริตจริงๆของเขานั้นก็คือ การที่เขาเป็นคนขับรถในฉากภาพยนตร์ต่างๆ พูดง่ายๆก็คือ สตั๊นท์แมนในฉากขับรถนั้นแหละ ส่วนอีกงานก็คือ งานเป็นช่างซ่อมในอู่รถแห่งหนึ่งซึ่งก็ไปข้องเกี่ยวกับพวกอิทธิพลมืดอีกนั้น แหละ ส่วนงานไม่สุจริตก็คือ การเป็นคนขับรถพาพวกที่ทำหน้าที่ปล้นเงินหนีจากการจับกุมนั่นแหละ แต่โดยลึกๆแล้วเขายังเชื่อว่าถ้าตัวเองไม่ได้เป็นคนปล้นแล้ว ในใจลึกๆเขาก็ยังคิดว่าเขาก็ไม่ใช่คนชั่วอะไร แต่แล้วเมื่อเขาย้ายมาอพาร์ทเม้นท์ใหม่ ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เขาเจอคนที่เขารัก และคนเกี่ยวข้องกับเธอจะทำให้เส้นทางชีวิตของเขาเปลี่ยนไป เธอชื่อไอรีน (Carey Mulligan) ซึ่งมีลูกและสามีแล้ว ซึ่งสามีเธอติดคุกอยู่ ซึ่งเขาและเธอได้ใช่ช่วงเวลาร่วมกันเกิดเป็นความผูกพันธ์ขึ้นมา แต่ก็ต้องแยกกันเมื่อสามีเธอออกจากคุก และกลับมาอยู่ด้วย แต่สามีเธอนั้นแหละที่นำเรื่องวุ่นๆมาให้ชีวิตเขา เมื่อสามีเธอถูกกลุ่มพวกนักเลงมาเฟียบังคับ เขาจึงอาสาช่วยสามีของเธอ แต่การทำสิ่งผิดกฎหมายร่วมกันในครั้งนี้ ก็นำมาซึ้งโศกนาฏกรรม และเรื่องวุ่นๆจนเกือบถึงชีวิต เมื่อภารกิจมืดนั้นไปกระตุกมาเฟียเข้าให้ ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังภารกิจนี้ก็คือมาเฟีย แต่เป็นระดับล่างๆของครอบครัวมาเฟียเท่านั้น พวกมันจึงต้องหาทางจบเรื่อง และปิดปากคนที่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งเขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตตัวเองให้รอดจากการตามล่าครั้งนี้ ซิ่งด้วยแรง แซงด้วยใจ



Directing งานกำกับของ  Nicholas ในเรื่อง Drive นี้นอกจากจะโชว์ฝีมือแล้วยังรู้จกที่จะคั่นและกั้นความเบื่อด้วยฉากการซิ่ง รถ หรือการยิงปืนกันให้พอลุ้นระทึก ไม่ให้เป็นหนังที่่รางวัลเกินไปกว่าที่จะเข้าถึงตลาด นอกจากนี้ ด้วยลักษณะของบท และคาแร๊กเตอร์ของตัวละครนำ รวมทั้งการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเงียบ กลับลบข้อเสียตรงนั้นไปโดยการนำเพลง หรือทำนองเพื่อกระตุ้นความสนใจให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นมุมกล้องที่เน้นตรงจจุดที่ต้องการนำเสนอได้อย่างดี อีกทั้งเลือกฉากที่ไม่จำเจ รวมทั้งให้มุมกล้องในแต่ล่ะฉากแตกต่างกันไปด้วย

Screenplay บทของภาพยนตร์เรื่อง นี้น่าสนใจตรงที่ว่า พยายามดึงเรื่องจากการไล่ล่ามาเฟียกันธรรมดา ให้ออกมาในแนวทางดราม่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ที่มีผลต่อความรู้สึกของตัวนักแสดงนำ ในมุมมองที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความรัก ความเสียสละ บุญคุณ ความกลัว หรือแม้แต่ความแค้นความโกรธต่างๆ ทำให้เป็นตัวละครที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพยายามสร้างบทให้ซ้อนมากขึ้นด้วยการหักมุมและเพิ่มปมต่างๆขึ้น มาภายในเรื่อง ทำให้หนังดูเข้มข้น และน่าสนใจมากกว่าหนังมาเฟียทั่วไป ทำให้หนังเรื่องนี้ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ มีความน่าสนใจในแง่บทที่ค่อนข้างเน้นไปในแนวชีวิตมากกว่าที่จะเป็นหนังซิ่ง หรือ หนังมาเฟียทั่วไป นอกจากนี้ยังชี้ถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ จิตใจที่ดีรวมถึงการเอาตัวรอด ด้วยแนวที่ไม่ใช่หนังตลาดทั่วไปแบบนี้ และบทแนวนี้ น่าจะมีสิทธิลุ้นออสการ์อยู่บ้างล่ะ




Cinematography ช่างกล้องมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์ฉากต่างๆที่มีมุมมองที่แตกต่างกันออก ไป ไม่ว่าจะเป็นแนวภาพแบบเคลื่อนไหว หรือแนวภาพนิ่ง ที่เน้นจุดสำคัญที่ต่างกันในแต่ล่ะฉาก หรือแนวที่ทำให้มองเห็นภาพโดยร่วม แต่ภาพส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในขณะแล่นรถนั้น จะเป็นภาพเคลื่อนไหว แนวสมจริง ที่ต้องการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ตัวคนขับที่ขับมาจนชินกับสถานการณ์ต่างๆ และตัวคนนั่งที่มีอาการลุ้นระทึกอย่างเห็นได้ชัด และการถ่ายภาพมุมสูงที่เน้นให้เห็นถึงองค์ประกอบโดยรวมของหนัง

Film Editing การตัดต่อและลำดับภาพ ทำได้ค่อนข้างดี ในการตัดฉากต่างๆที่มาต่อกันให้เห็นเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกัน โดยไม่ทำให้สับสน และมีความต่อเนื่องกันในแต่ล่ะตอน รวมทั้งตัดฉากเป็นฉากอื่นที่สามารถช่วยเร่งอารมณ์คนดูในแต่ล่ะฉากได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้า กลัว หรือโกรธ นอกจากนี้ยังสามารถตัดฉากที่มาเปรียบเทียบกันให้เห็นความแตกต่าง ทั้งในด้านเดียวกัน และในด้านตรงข้าม ได้ค่อนข้างดี



Acting ขอพูดเกี่ยวกับการแสดงของนักแสดงแค่สองคนคือ Ryan Gosling และ Carey Mulligan เกี่ยวกับ Ryan Gosling นั้น ตัวละครเป็นตัวละครที่ค่อนข้างลึกลับยากจะคาดเดาอารมณ์ เป็นตัวละครที่นิ่งๆไม่แสดงอารมณ์ออากมาให้ใครเห็นมากนัก แต่เมื่ออยู่คนเดียว หรือ เผชิญกับสิ่งที่ค่อนข้างยากจะรับมือ เขากับแสดงอารมณ์ และท่าทางออกมาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์กลัว หรือเศร้า รวมทั้งมีความสุข ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวละครที่ค่อนข้างเล่นยากตัวหนึ่งเพราะ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็จำต้อง สร้างมาดไว้ ให้เป็นลักษณะของนักเลง ไม่ว่าจะหัวเราะก็ไม่หัวเราะออกมา ได้แต่ยิ่มออกมาเท่านั้น และไม่มากจนเกินไป จึงทำให้ เป็นตัวละครที่เล่นค่อนข้างยาก เนื่องจาก บางครั้งต้องเก็บอารมณ์ บางครั้งต้องปลดปล่อยออกมาให้หมด ส่วนสาวน้อย Carey Mulligan งานแสดงของเธอถือว่าทำได้ดี เมื่อเทียบกับจำนวนบทที่ได้รับ กับการที่ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวในตอนแรกแทนสามี และต้องเก็บความรู้สึกจริงๆ และทำทุกอย่างให้เหมือนครอบครัวที่มีความสุขกับสามีในตอนกลาง และในตอนท้ายเรื่องต้องปล่อยอารมณ์เศร้า และโมโห กับการรู้ความจริง ซึ่งในแต่ล่ะตอน โดยเฉพาะตอน เก็บกด กับซึมเศร้า เธอทำออกมาได้พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งจะดีพอให้เข้าชิงออสการ์หรือเปล่าเท่านั้นเอง ส่วนคนสุดท้ายที่ถือว่าดูจะมีโอกาสในการเข้าชิงออสการ์มากที่สุดคงหนีไม่พ้น Albert Brooks กับบทมาเฟียรุ่นใหญ่ในมาดนิ่งๆเก๋าๆที่สามารถแสดงพลังออกมาด้วยคำพูด กับท่าทางที่เรียบๆนิ่งๆได้อย่างดี สามารถส่งผ่านพลังเหล่านี้ผ่านเพียงท่าทางนิ่งๆของเขาได้อย่างง่ายได้ ซึ่งเท่าที่ดูสาขานักแสดงสมทบ แลจะแข่งกันไม่สูงมากนัก แสดงว่าโอกาสที่จะได้เข้าชิงมีสูงมากนัก



โอกาสชิงออสการ์ที่มากที่สุดของเรื่องนี้ถูกมองไปที่ Best Picture กับ Best Actor ของ Ryan Glosing แต่ถ้าเทียบงานแสดงของเรื่องนี้ที่ดูไม่ค่อยจะส่งเท่ากับเรื่อง Blue Valentine เมื่อปีที่แล้วก็อาจจะดูยากไปหน่อย ซึ่งนักวิจารณ์ส่วนใหญ่กลับมองว่า ถ้าจะได้ชิงน่าจะได้จากเรื่อง The Ides of March มากกว่าซึ่งก็ยังไม่ได้ดู ต้องรอดูก่อนถึงจะกล้าการันตีได้ ส่วน Best Picture อาจจะไม่ออกแนวดราม่าเข้มข้นเท่ากับ No Country For Old Men แต่ก็ยังพอมีหวังที่จะได้เข้าชิงในสิบรายชื่ออยู่บ้าง  เหนือสิ่งอื่นใด Best Supporting Actor คงจะได้เข้าชิงแน่ๆกับ Albert Brooks ด้วยพลังการแสดงของเขาถึงจะไม่ได้โชว์อะไรมากมายแต่ ด้วยการแข่งขันที่ไม่ค่อยสูงในปีนี้ ยังไงเขาก็เบียดเข้าได้แน่ๆ

ไม่มีความคิดเห็น