Header Ads

Harry Potter & the Deathly Hallows Part 2 : ความมืดจะหายไป


 Harry Potter & the Deathly Hallows Part 2 : A- 
"★★★★"





เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เราได้เห็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ Harry Potter เป็นครั้งแรก ของ David Yates ผู้กำกับที่กำกับ Harry Potter มากภาคที่สุด นอกจากจะเป็นการกำกับภาพยนตร์ Harry Potter เป็นครั้งแรกแล้วกับภาคที่ 5 Harry Potter & The Order of the Phoenix เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องแรกที่ David Yates หันมากำกับงานภาพยนตร์ แถมยังเป็นงานยักษ์อีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยกำกับผลงานทางโทรทัศน์ และหนังสั้นเท่านั้น ซึ่ง ผลงานของทางโทรทัศน์ของเขานั้นเป็นที่รู้จักน้อยมาก แต่ก็เดินเข้าไปตามเวทีต่างๆเป็นบางครั้งบางคราว ไม่ว่าจะเป็น BAFTA TV หรือ แม้แต่ Emmy Awards ก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ David Yates เป็นผู้กำกับที่สามารถกำกับ Harry Potter ได้จำนวนมากภาคที่สุด ถึง 4 ภาคด้วยกัน คือ Harry Potter & The Order of the Phoenix , Harry Potter & The Half Blood Prince , Harry Potter & The Deathly Hallows Part 1 และปิดฉากภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ยาวนานกว่าทศวรรษกับภาคล่าสุด และสุดท้าย อย่าง Harry Potter & The Deathly Hallows Part 2 เมื่อ ดูประวัติด้านรางวัลของเขาแล้วจะพบว่า มี Harry Potter ถึง 2 ภาคที่สามารถส่งเขาเข้าไปชิงรางวัลตามเวทีต่างๆบ้างอยู่ 2 ภาค คือ Harry Potter & The Order of the Phoenix กับรางวัล Best Director และ Best Film ซึ่งสามารถชนะมาได้ถึงสองเวทีด้วยกัน และ Harry Potter & The Deathly Hallows Part 1 ในสาขา Best Director และ Best Drama Presentation ได้อีกสองเวทีอีกด้วย ซึ่งหลังจาก Harry Potter จบไปแล้ว ก็ยังมีหนังรอให้กำกับที่จะลงโรงฉายในปีหน้าอีกเรื่อง คือ St. Nazaire



มาที่นักแสดงผู้เป็นหัวใจหลักคนหนึ่งของเรื่องอย่าง Ralph Fiennes นักแสดงฝีมือคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการฮอลีวู้ด กับบทบาท Lord Voldemort ในหนังชุด Harry Potter เป็นครั้งที่สาม และเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย โดยเขาได้เล่นในหนังชุด Harry Potter เพียงสี่ภาค จากทั้งหมด แปดภาคเท่านั้น คือ Harry Potter & The Goblet of Fire , Harry Potter & The Order of the Phoenix , Harry Potter & The Deathly Hallows Part 1 และ Harry Potter & The Deathly Hallows Part 2 นอกจากหนังชุด Harry Potter แล้ว เขายังมีผลงานคุณภาพ ที่ได้ร่วมเล่นมากมาย เช่น Schindler's List (1993) , The English Patient (1996) , Sunshine (1999) , Red Dragon (2002) , The Chumscrubber (2005) , The Constant Gardener (2005) , In Bruges (2008) , The Duchess (2008) , The Hurt Locker (2009) , The Reader (2009) และ Coriolanus (2011) นอกจากหนังฟอร์มยักษ์ Harry Potter แล้ว เขายังเป็นส่วนหนึ่งในหนัง ภาคต่ออย่าง Clash of Titans และ Wrath of the Titans (2012) อีกด้วย แต่สิ่งที่เยี่ยมที่สุดคือ เขาเคยเข้าชิงออสการ์ ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรก จากบทสมทบชาย เรื่อง Schindler's List (1993) และบทนักแสดงนำชาย จาก The English Patient (1996)



มาทางด้านนักแสดงขาประจำของเรื่องอย่าง Daniel Radcliffe สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ หนังเรื่องแรกที่เขาเล่นจริงๆ กับไม่ใช่ Harry Potter แต่เป็นหนังเรื่อง The Tailor of Panama (2001) และก่อนหน้านั้นอีกกับหนังทางโทรทัศน์ อย่าง David Copperfield (1999) เมื่อมาดูจำนวนหนังที่ไม่ใช่ Harry Potter จะพบว่ามีหนังที่เขาเล่นจำนวนเพียงแค่สามเรื่องเท่านั้น ถ้าไม่นับงานทางด้านโทรทัศน์ คือ The Tailor of Panama (2001) , December Boys (2007) และ หนังเรื่องใหม่ของเขา The Woman in Black (2012) เพียงเท่านั้น



ส่วนเพื่อนซี้อย่าง Rupert Grint มีหนัง Harry Potter เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่อง แรกในชีวิต แต่ที่น่าสนใจคือ ตลอดช่วงที่มีการรับบทในหนังชุด Harry Potter เขามีผลงานอื่นแทรกประปรายไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หรือทางโรงภาพยนตร์ก็ตาม เมื่อพิจารณาหนังที่ไม่ใช่หนังชุด Harry Potter และผลงานทางโทรทัศน์แล้ว ณ ขณะนี้ เขามีผลงานภาพยนตร์ทั้งสิ้น 8 เรื่องยาว ไปถึงปี 2013 โดยเรื่องแรก คือ Thunderpants (2002) , Driving Lessons (2006) , Cherrybomb (2009) , Wild Target (2010) และผลงานในปีหน้าและต่อๆไป คือ Eddie the Eagle (2011) , Into the White (2012) , Postman Pat : The Movie You Know You're the One (Voice) (2013) และ Cross Country (2013) ดูท่าแล้วบทพระรองคนนี้แลจะรุ่งกว่าเป็นแน่



ส่วนสาวนำหนึ่งเดียวอย่าง Emma Watson สาวน้อยที่ตอนนี้กลายเป็นสาวใหญ่แล้ว เมื่อดูประวัติผลงานของเธอ น่าแปลกมากทั้งๆที่ในหน้าข่าวเธอค่อนข้างเป็นที่สนใจอยู่พอสมควร แต่ในช่วงของ Harry Potter เธอกลับไม่ได้เล่นหนังแบบจริงๆจังๆเลยซักเรื่อง จะพึ่งมีก็เมื่อ Harry Potter ปิดฉากไป กับ My Week with Marilyn (2011) และในปีหน้ากับ The Perks of Being a Wallflower (2012) ที่เล่นในหนังวัยรุ่นเรื่องนี้ คู่กับ Logan Lerman เท่านั้น เป็นที่น่าแปลกพอสมควร



มาพูดถึงนักแสดงชายจอมขโมยซีน ในเรื่องนี้ที่ดูจะมีพลังกับฉากจบตัวละครของตัวเองได้ดีเป็นพิเศษ อย่าง Alan Rickman เขาเริ่มเข้าวงการมาตั้งแต่ปี 1978 จากผลงานทางโทรทัศน์ ก่อนจะมาพอเป็นที่รู้จักจาก Die Hard ในปี 1988 หลังจากนั้นก็เล่นหนังที่ดูจะไม่ค่อสร้างชื่อซักเท่าไหร่มาบ้างประปราย เมื่อดูหนังที่ค่อนข้างคุณภาพของเขา คือ Truly Madly Deeply (1990) , Closet Land (1991) , Bob Roberts (1992) , Michael Collins (1996) , Dogma (1999) , Galaxy Quest (1999) , Love Actually (2003) , Snow Cake (2006) , Perfume : The Story of a Murderer (2006) , Sweeney Todd : The Demon Barber of Fleet Street (2007) และปีหน้ากับหนังเรื่อง Gambit ซึ่งหนังหลายๆเรื่องที่กล่าวมาก็ดันเขาเข้าชิงรางวัลตามเวทีต่างๆได้แทบ ทั้งหมด แต่เขาเคยชนะรางวัลลูกโลกทองคำ ในหนังซีรี่ส์ เรื่อง Rasputin ในปี 1997



Harry Potter & The Deathly Hallows Part 2 เนื้อเรื่องดำเนินต่อจาก Part แรก หลังจากที่ Harry ต้องหลบหนีจากกลุ่มวอลเดอร์มอลต์ที่เข้าแทรกแซงกระทรวงไปตามที่ต่างๆเพื่อหา ทางทำลาย ฮอร์ครักซ์ทั้งหมดของวอลเดอร์มอลต์ และพยายามตามหาปริศนาของเครื่องรางยมทูตตามคำบอกเล่าของนิทานบีเดิลยอดกวี  และจบส่วนแรกไปกับการที่ วอลเดอร์มอลต์ค้นพบเครื่องรางยมทูต ไม้เอลเดอร์ในหลุมศพของ ดัมเบิลดอร์ เนื้อเรื่องในส่วน ที่สอง เริ่มต้นหลังจากที่ แฮรี่ ทำการฝังศพของเอลฟ์ดอบบี้ ด้วยการตามหาปริศนา เครื่องรางยมทูตต่อ รวมทั้งพยายามหาฮอร์ครักซ์ที่เหลือทั้งหมด (หลังจากสมุดบันทึกของทอม ริดเดิ้ล , แหวนของตระกูลก๊อนท์ และ ล็อกเก๊ตของสลิตธีรีน ซึ่งเป็นฮอร์ครักซ์ที่ถูกทำลายไปก่อนหน้า) โดยได้เริ่มหาสิ่งสำคัญจากคำบอกเล่าของก๊อบลินนายธนาคารที่ช่วยมาได้ ด้วยการบุกเข้าไปในห้องนิรภัยของ เบลลาทริกซ์ในธนาคารกิงกรอต เพื่อหาของสำคัญที่น่าจะเป็นฮอร์ครักซ์ซึ่งก็คือถ้วยประจำบ้านฮัฟเฟิลพัฟ ซึ่งทำให้ แฮรี่ตระหนักว่า สิ่งต่อไปต้องเป็น รัดเกล้าของเรเวนคลอ และนั่นเองทำให้เขาเข้าไปหายังฮอกวอร์ต ที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น ซึ่งเขาก็สามารถทำลายฮอกครักซ์ไปได้อีกสองชิ้น รวมแล้ว ห้าชิ้น ซึ่งขณะนั้นสงครามก็ได้เริ่มปะทุด้านหน้าของฮอกวอร์ต มีคนล้มตายจำนวนมาก วอลเดอร์มอลต์ จึงสงบศึก และยื่นเงื่อนไขให้ส่งตัวแฮรี่มาแล้วจะจากไป ซึ่ง ด้วยการเสียสละของแฮรี่ ได้สร้างผลลัพธ์ที่ร้ายต่อจอมมารโดยที่ไม่รู้ตัว และจุดสิ้นสุดของฮอร์ครักซ์ก็คือ การฆ่างูนากินีด้วยดาบของกริฟฟินดอร์ โดยเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ และในที่สุดก็ถึงเวลาชี้ชะตาระหว่าง เด็กชายผู้รอดชีวิต กับจอมมาร โดยหารู้ไม่ ว่าไม้เอลเดอร์ที่ตัวเองมั่นใจว่าเป็นนายแท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ และนั่นเองเป็นเหตุผลที่ทำให้ความชั่วสลายไป ในที่ๆซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และมันก็ยังเป็นจุดสิ้นสุดอีกด้วย

Screenplay บทภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตรงตามหนังสือแบบเป๊ะๆทุกจุด หรือบางจุดอาจจะอธิบายได้ไม่ดีพอ เพราะนี่คือบทของหนัง ไม่สามารถใส่รายละเอียดที่มีมากมายในภาคสุดท้ายได้ ขนาดแบ่งเป็นสองพาร์ทแล้วก็ตาม ผู้เขียนบทเข้าใจที่จะใส่ลูกเล่นต่างๆเล็กๆน้อยๆเพื่อไม่ให้บทดูทื่อ ดูเฉา หรือเป็นหนังสือมากเกินไปด้วยการ ใส่บทให้คลกบ้างในบางช่วง รวมทั้งฉากปะทะบางฉากที่ไม่มีผลมากมายต่อแกนหลักของเรื่องก็พยายามตัดออกไป หรือลดเวลาให้แคบลงเพื่อให้เป็นหนังหนึ่งเรื่องให้ได้ ถือว่าเป็นการปรับจากหนังสือที่ไม่แย่ทีเดียว



Art Direction ส่วนงานที่ดูจะดีเป็นพิเศษ คืองานทางด้านภาพ โดยพูดในส่วนที่เป็นการกำกับศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในหลายๆส่วนสามารถทำออกมาได้มีความเชื่อมโยงกัน โดยไม่มีการใช้ฉากใดให้เสียเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มฉากที่ถึงแม้ไม่มีความสำคัญต่อแกนเรื่องมากนัก แต่เป็นการเร่งอารมณ์ของคนดูทำให้ตัวหนังมีความน่าสนใจขึ้นในหลายๆจุด ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เนวิล ระเบิดสะพานที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกไม่เบื่อด้วยการสร้างความขบขันเล็กๆ น้อยๆไม่ทำให้หนังดูจืดเกินไป หรือไม่ว่าจะเป็นตอนที่วิญญาณของพ่อแม่ หรือคนที่แฮรี่รักมาปรากฎตัวต่อแฮรี่ขณะที่เขากำลังเดินไปหาความตาย ก็สามารถเร่งอารมณ์ของคนดูได้ดีให้มีผลยิ่งขึ้นกับความกดดันที่ตัวละครมี อีกทั้งความเศร้าต่างๆที่สามารถส่งต่อไปยังฉากต่อไปได้ ซึ่งด้วยการกำกับศิลป์รูปแบบนี้ ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าชิงออสการ์สูงมากเหมือนกัน



Cinematography นี่ก็เป็นงานด้านภาพที่ดูจะเยี่ยมอีกไม่แพ้กำกับศิลป์เท่าไรนัก ด้วยมุมภาพต่างๆที่สามารถเก็บรายละเอียดจุดต่างๆโดยรวมได้ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพมุมแคบ หรือภาพมุมกว้าง และด้วยความที่ภาคนี้มีฉากใหญ่ๆมากมายทำให้สามารถเก็บภาพที่ดูยิ่งใหญ่ ได้ดี โดยภาพส่วนมากสามารถบอกรายละเอียดที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งจุดเน้นหลัก หรือว่าจุดรองในหลายๆฉาก หลายๆภาพ ก็สามารถสะท้อนออกมาผ่านมุมกล้องต่างๆได้อย่างดี ซึ่งฉากที่ใหญ่ๆก็สามารถสะท้อนผ่านภาพได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เกาะร่ายมนต์กำบังถูกทำลาย เป็นต้น อีกสาขาที่ดูจะมีลุ้นเข้าชิงออสการ์

Make Up & Hair งานด้านตกแต่งหน้า หรือสร้างตัวละครแปลกๆก็ดูจะมีลุ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากดูแล้วจะมีฉากที่ต้องแต่งหน้าให้มีเลือด หรือตกแต่งทรงผมในรูปแบบช่วงเวลาที่ต่างๆกันไปก็สามารถทำออกมาได้ไม่แย่ มากมาย เนื่องจากภาคนี้ดูจะต้องตกแต่งหน้ากันยกใหญ่ ทำให้พอมีโอกาสโดนพิจารณาอยู่พอสมควรเช่นกัน

Sound งานด้านเสียงในภาคนี้เนื่องจากมีฉากใหญ่ๆมากมายที่ต้องเน้นงานทางด้านเสียง ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เกิดการระเบิดจากการร่ายมนต์ หรือฉากที่สิ่งต่างๆถล่ม หรือเสียงคำรามของมังกรก็ตามล้วนทำออกมาได้ไม่ขาดตกบกพร่องเท่าใดนัก และสามารถแสดงให้เห็นถึงความสมจริงของเสียงที่ตัดต่อพอสมควร แต่ก็คงมีโอกาสที่จะเข้าชิงด้าน Sound Editing ด้านเดียวเท่านั้น ซึ่งก็มีลุ้นพอสมควร ส่วนด้าน Sound Mixing ดูจะยากไปหน่อยเพราะไม่มีฉากอะไรที่ดูแล้วจะมิ๊กซ์กันแบบสุดๆซักเท่าไรนัก



Visual Effects เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นอีกภาคหนึ่งที่ใช่ เอฟเฟคเยอะพอสมควร ถึงแม้อาจจะไม่ได้ดูเนียนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยความที่ตัวหนังเป็นหนังที่ดีตามสไตล์ออสการ์พอสมควร ยังไงที่แน่ๆเรื่องนี้ได้เข้าชงแน่ และโอกาสที่จะชนะก็ดูจะสูงพอสมควร ด้วยความที่ รู้ตัวว่าตัวละครบางตัวที่ถูกสร้างขึ้นจากเอฟเฟคไม่ค่อนสมจริงก็เลือกที่จะ เลี่ยงไม่ใช้ตัวนั้นมากไป แต่ก็ยังพอทำให้รู้สึกว่ามีตัวนั้นอยู่ในเรื่อง โดยหันมาให้ความสำคัญกับเอฟเฟคที่ง่ายๆ เช่น ร่ายมนต์ ต่างๆให้มากขึ้นเพื่อตัดปัญหาเรื่องความไม่สมจริง ทำให้ดูล้วเป็นหนังที่มีเอฟเฟคดีเรื่องหนึ่งทีเดียว



Acting นักแสดงแทบทุกคนถึงแม้จะไม่มีการแสดงที่ดูโดดเด่นเตะตากรรมการออสการ์เท่าใด นัก แต่ก็สามารถแสดงได้ดีพอที่จะไม่ทำให้หนังดูตกต่ำลงไป พูดถึงการแสดงของนักแสดงหลักสามคนอย่าง Daniel Radcliffe , Rupert Grint และ Emma Watson จากที่ยังดูเป็นเด็กกะโปโลในภาคแรกๆ จะเห็นได้ว่ามาในภาคหลังๆฝีมือการแสดงพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการใส่อารมณ์ต่างๆดูมีพลังขึ้นพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าที่สามารถเข้าถึงอารมณ์คนดูได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าบางอารมณ์ที่เล่นยากๆอย่างอารมณ์กดดันต่างๆก็ยังดูธรรมดาไปหน่อย ก็ตาม แต่สามารถเห็นพัฒนาการของทั้งสามคนได้อย่างเด่นชัดขึ้น มาที่คนที่ดูจะเรียกพลังได้ค่อนข้างเด่นชัดที่สุดในเรื่องอย่าง Alan Rickman ที่สามารถเรียกความเห็นใจจากคนดูได้พอสมควร ในบทผู้ปิดทองหลังพระ ที่สามารถเล่นบทขรึมๆมาตั้งแต่ภาคแรกจนติดตาคนดูยังภาคสุดท้าย กับบทเปลี่ยนลุ๊คที่ให้เล่นในในบทพระเอกเศร้าๆแต่ยังรักษามาดก็สามารถแสดง ได้มีพลังพอที่จะเข้าถึงคนดูได้พอสมควร



แน่นอนสำหรับ Harry Potter & The Deathly Hallows Part 2 สิ่งที่แน่ๆว่าเข้าชิงแล้วลุ้นชนะอย่างเดียวคือ Best Visual Effect ส่วนสาขาที่ลุ้นเข้าชิงและมีโอกาสมากพอสมควรคงเป็น Best Art Direction , Best Cinematography และอีกสาขาที่ลดลงมาเล็กน้อยบวกกับความเป็นหนังภาคสุดท้ายด้วยทำให้เรื่อง นี้อยู่ 1 ใน 20 ของ Best Picture แน่ๆ และสาขาแอบลุ้นเล็กๆอีกสองสาขาอย่าง Best Adapted Screenplay และ Best Make Up & Hair ที่พอมีโอกาสแบบเล็กๆพอให้ชื่นใจ

ไม่มีความคิดเห็น