Header Ads

Hugo (2011) : ข้อขอคารวะแด่ "Melies"

Hugo : A 
"★★★★"




ก่อนอื่นขอบอกเลยว่าตอนดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว แทบจะไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงมากนักกำหนังสไตลล์ที่ไม่ค่อยได้เห็นจากฝีมือ การกำกับของ Martin Scorsese ผู้กำกับที่คนส่วนใหญ่ขนานนามว่า สุดยอดผู้กำกับหนังมาเฟีย แต่พอหนังได้รับกระแสวิจารณ์ในแง่ดีมากมายอีกทั้งยังส่งชิงรางวัลต่างๆได้ อย่างมากมาย ทำให้ผมมีความสนใจในตัวหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ถึงกับนับวันเวลารอที่จะชมภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว และวันนี้หลังจากพึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้มา ความคิดของผมที่มีต่อภาพยนตร์ของ Martin เรื่องนี้กับดีขึ้นมากมายหลายเท่าตัวนัก หนังอาจจะดูเด็กในตัวอย่างและการโฆษณา แต่แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเลย แต่แค่มีตัวละครผูกเรื่องเป็นเด็กเท่านั้นเอง



จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการสร้างเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การไขปริศนาของเด็ก แต่อย่างใด แต่กลับอยู่ที่การเชิดชูและเทิดทูน ผู้กำกับผู้บุกเบิกภาพยนตร์เล่าเรื่อง หลังจากได้แรงบันดาลใจอันล้ำค่ามาจากสองพี่น้อง Lumiere ผู้ประดิษฐ์และผู้กำกับภาพยนตร์แนว Realism หรือสารคดี หรือภาพยนตร์ข่าว ชื่อดัง ทำให้ ผู้กำกับภาพยนตร์เล่าเรื่องที่เป็นผู้บุกเบิกมันคือมาชื่อว่า George Melies มีความหลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์อย่างสูง เริ่มทำภาพยนตร์ขึ้นมา Martin Scorsese ต้องการเชิดชูเกียรติ และเทิดทูน Melies ในหนังเรื่องนี้ โดย มีตัวละครเด็กที่ชื่อว่า Hugo เป็นตัวผูกเรื่องราว โดยประเด็นที่น่าสนใจของหนังที่เน้นเป็นพิเศษคือประเด็นเรื่อง "กำพร้า" ผู้กำกับอาจต้องการสื่อว่า ถึงแม้ว่าหนังของ Melies จะกำพร้าคนดูในปัจจุบัน หรือชีวิตเขาอาจจะไม่มีใครสนใจ แต่ในที่สุดจะมีที่หนึ่งที่เหมาะสำหรับงานของเขา มีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเชิดชูบูชางานของเขาอย่างหมดหัวใจ



สิ่งแรกที่ผมคิดว่าทุกคนที่ได้เข้าไปดูภาพยนตร์เรื่อง นี้แล้วรู้สึกเหมือนกันว่าเป็นด้านชั้นยอดด้านหนึ่งตั้งแต่ได้สัมผัสมัน คืองานด้านภาพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กำกับศิลป์ กำกับภาพ หรือแม้แต่เทคนิคพิเศษก็ตาม รวมทั้งงานต่างๆทางด้านการควบคุมสี และแสง ในตัวหนังพยายามจะสื่อถึงความยิ่งใหญ่ของ ต้นกำเนิดภาพยนตร์ และตำนานผู้กำกับแนวเล่าเรื่องอย่าง Melies ด้วยการใช้ภาพที่เป็นลักษณะ Extreme Long Shot หรือภาพมุมกว้างบ่อยมาก และภาพมุมสูง เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ โดยสิ่งที่ Martin ต้องการจะสะท้อนตัวหนังออกมาจากความคิด ความฝัน และความชื่นชมของเขาทั้งหมด โดยมีการควบคุมโทนแสงให้เป็นแสงสว่าง และทิศทาง ของแสงเป็นแบบ sihouette หรือย้อนแสง ทำให้หนังแทบทั้งเรื่องเหมือนกับท่องอยู่ในโลกความคิด ความฝันของ Martin  ส่วนภาพอีกแบบหนึ่งที่สังเกตได้ชัดคือ ภาพในลักษณะ Medium Shot ที่ก็เน้นในมุมสูงนิดหน่อย เพื่อที่จะโฟกัสไปที่ตัวดำเนินเรื่องต่างๆ อีกทั้งภาพที่สังเกตได้ ที่มีลักษณะเหมือนฉากของหนังในยุคก่อนๆที่เป็นลักษณะของภาพ Long Shot เสียส่วนมาก คือ เห็นตัวละครทั้งตัว โดยใช้มุมกล้องแบบ Eye Level shot ซึ่งสามารถเห็นได้บ่อยๆในหนังยุคก่อนๆ ที่ทำให้มีลักษณะแบบการเล่าเรื่อง เพื่อปล่อยให้มีความเป็นกลางทางความคิดและไม่มีการชี้นำ



อย่างที่บอกไปแล้วคือ โทนของภาพจะเป็นโทนสว่างเสียส่วนมาก แต่ก็พยายามสอดแทรกสีโทนเย็นๆลงไป ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเสื้อผ้า ของตัวแสดง หรือฉากบางฉาก เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดเกินไป โดย สิ่งที่ต้องขอชมสำหรับหนังของ Martin เรื่องนี้คือ ผู้กำกับไม่พยายามยัดเยียด ชีวิตของ Melies มากจนเกินไป แต่เน้นไปที่การสอดแทรก และเล่าเรื่องราว ผ่านการแก้ปัญหาของตัวละครอย่าง Hugo มากกว่า ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกไม่อึดอัดและเอียนกับตัวหนัง อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชมคือเรื่องการลำดับของภาพที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่ได้ฉับไวเหมือนหนังหลายๆเรื่อง (EX. The Social Network) แต่ก็ทำได้ดี และสิ่งที่ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อหน่ายในการดำเนินเรื่อง คือการแทรงฉาก แต่ไม่ขัดการดำเนินเรื่อง โดยเป็นฉากที่แทรกอารมณ์ขันลงไปได้อย่างไม่มากจนเสียหนัง และไม่น้อยจนทำให้หนังอืด เพื่อดึงคนดูให้สนใจในหนังต่อได้เรื่อยๆ



ส่วนในด้านเสียงก็เช่นกันเรียกว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้ ด้านอื่นๆเลย ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อเสียง ที่ดูต่อเนื่อง มีความสมเหตุสมผล อีกทั้งยังช่วยให้หนังมีความลื่นไหลได้อย่างดี ไม่มีช่วงไหนที่ดูโดนแปลกแยกไปจากฉากอื่นๆมากนัก และด้านผสมเสียงก็เช่นเดียวกัน ในการผสมเสียงต่างๆเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเสียงประกอบฉาก หรือเสียงที่ถูกสร้างขึ้นเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สามารถแยกความแตกต่าง และเข้าใจในเสียงต่างๆรวมทั้งสามารถตีความ และแยกออกมาเป็นอารมณ์ต่างๆที่คนดูรู้สึกได้เป็นอย่างดี ส่วนอีกด้านที่น่าสนใจคือ เสียงดนตรี (Score) ถึง แม้ว่าจะไม่มีเสียง Score มากมายนัก แต่เสียงที่มีอยู่ก็สามารถตอบโจทย์ของอาณาจักรไขลานได้อย่างดึ ถึงแม้ว่านาฬิกามันจะเดินเชื่องช้า แต่ทุกชีวิตต้องเดินต่อ ถึงแม้ว่าคนเราจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลากันทุกคน แต่คนเราก็ต้องมีเวลาที่จะใช้หายใจ และสิ่งสำคัญที่สุดถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่ให้ความสำคัญกับเรา แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับตัวเอง ซักวันหนึ่งก็ต้องมีคนมาเห็นความสำคัญของเรา



นี่คือหนังที่สมบูรณ์ที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ (ดีแทบทุกด้าน) ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีด้านโดดเด่นสุดโต่งอะไรมากมายแต่มันก็ลงตัว  และสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก แนะนำครับ

ไม่มีความคิดเห็น