Header Ads

Rise of the Planet of the Apes (2011) : ทุกชีวิตมีหนทางของมันเอง

Rise of the Planet of the Apes : B 
"★★★"





Rupert Wyatt ได้กำกับภาพยนตร์ Rise of the Planet of the Apes นี้เป็นเรื่องที่สี่ แต่ความจริงแล้วถ้านับภาพยนตร์เต็มๆ จริงๆที่เขาได้กำกับนั้นมีเพียงสามเรื่องเท่านั้นคือ Subterrain (2001) , The Escapist (2008) และ Rise of the Planet of the Apes (2011) ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นหนังสั้นเรื่อง Get the Picture (2004) Rupert ได้เป็นที่รู้จักจริงๆจาหนังเรือง The Escapist ที่นอกจากจะสร้างชื่อให้เขาแล้วยังสามารถเข้าชิงรางวัลตามเวทีต่างๆไม่ว่าจะ เป็น British Independent Film Awards , Evening Standard British Film Awards และ ALFS Award จากหนังเรื่องเดียวคือ The Escapist นอกจากนี้ Get the Picture หนังสั้นของเขายังสามารถชนะในเวทีรางวัล Audience Award ในสาขา Best Short Film อีกด้วย



ส่วนนักแสดงนำทั้งสาม คือ James Fransco , Andy Serkis และ Freida Pinto เริ่มแรกจากนักแสดงหนุ่มไฟแรงที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง James Fransco ในบทก๊อบลินตัวลูกในเรื่อง Spider Man ซึ่งเป็นเพียงบทสมทบเท่านั้น ถ้าย้อนกลับไป จริงๆแล้ว James เข้าวงการภาพยนตร์จากการเล่น TV Series เรื่องแรกคือ Pacific Blue ในปี 1997  ก่อนจะมารับบทเล็กๆในภาพยนตร์เรื่อง Never Been Kissed ก่อนจะเป็นที่รู้จักจากการเล่นบท Spider Man ในปี 2002 ก่อนที่จะเริ่มมีชื่อเสียงจากการเยือนตามเวทีต่างๆจากบทสมทบในภาพยนตร์เรื่อง Milk ในปี 2008 อย่าง Critics Choice Award , Satellite Awards และชนะในเวทีอย่าง Independent Spirit Awards และถัดมาอีกปีกับเรื่อง The Feast of Stephen ซึ่งเป็นหนังสั้นก็สามารถคว้ารางวัลมาครองได้ในเทศกาลหนังเบอร์ลิน และเมื่อปีที่ผ่านมากับ 127 Hours ที่สามารถเข้าไปชิงและชนะได้ในหลายๆเวทีรางวัล และเป็นพิเศษครั้งแรกกับการเข้าชิง Best Actor ในเวที Oscar เป็นครั้งแรกด้วย



Andy Serkis ไม่ได้โชว์หน้าตาเขาจริงๆในเรื่องนี้หรอก แต่เป็นเพียงต้นแบบให้กับ Caesar ช่างน่าสงสารเขาจริงๆในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่มากมาย แต่เขากลับไม่มีสิทธิโชว์หน้าตาจริงๆของเขาให้เป็นที่รู้จักเลย ไม่ว่าจะเป็นบท Gollumn ในเรื่อง Lord of the Ring ในทั้งสามภาค แต่การแสดงในแต่ละเรื่องก็สมบทบาทดี โดยเฉพาะบทที่ดูแล้วไม่ใช่คนปกติ นอกจากในเรื่อง Lord of the Ring ที่สามารถคว้าบทสมทบจากหลายๆเวทีมาครองแล้ว ยังมีบทแสดงนำจาก Sex & Drugs & Rock & Roll สายเลือดอังกฤษแท้ๆ ก็สามารถคว้ารางวัลมาได้มากเลยทีเดียว ส่วนนักแสดงนำหญิงเด่นเพียงคนเดียวในเรื่องนี้อย่าง Freida Pinto เล่นหนังเรื่องแรก และเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่องนั้นเลยเนื่องมาจากคว้าออสการ์ได้ คือ Slumdog Millionaire ในปี 2008 ซึ่งจากบทนี้ก็สามารถกลายเป็น Breakthrough Performance ของเทศกาลหนังปาล์มทองคำไปได้เลย นอกจากนี้ยังเข้าชิง BAFTA ได้อีกด้วย หลังจาก Slumdog Millionaire แล้วก็กลับมาเล่นหนังอีกในเรื่อง You will Meet a Tall Dark Stranger และ Miral ในปี 2010 ก่อนจะมีหนังต่อทันที่ในปี 2011 ถึง 4 เรื่องเลยทีเดียว



Rise of the Planet Apes เริ่มต้นเรื่องราวด้วยการจับชิมแพนซีมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการทดลองโดยมี วิล (James Fransco) เป็นผู้ทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพยาที่สามารถฟื้นฟูสภาพสมองได้ โดยเขาก็มีพ่อเป็นอัลไซเมอร์ด้วย แต่ปรากฏว่า โครงการของเขาต้องถูกระงับไป เนื่องจากที่ชิมแปนซีตัวหนึ่งที่ได้รับยา หลุดออกมาอาละวาดขณะที่เขากำลังรายงานผลประสิทธิภาพการวิจัยให้ผู้สนับสนุน โครงการอยู่ แต่ใครจะไปรู้เล่าว่าแท้จริงแล้วการที่ชิมแปนซีตัวนั้นอาละวาดเนื่องมาจาก สัญชาตญาณที่แม่ต้องปกป้องลูก เมื่อแม่ถูกฆ่า ทำให้ต้องหาคนนำลูกชิมแปนซีดังกล่าว ภาระนี้จึงตกไปอยู่ที่ วิล (James Fransco) แต่เขากลับพบว่าเมื่อลูกชิมแปนซีโตขึ้นกับมีพัฒนาการทางสมองที่มากกว่า มนุษย์ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่า ยาสามารถถ่ายทอดผ่านแม่ไปสู่ลูกได้ แต่เมื่อชิมแปนซีมาอยู่ในโลกของมนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากความรักที่มีต่อพ่อของ วิล (James) ทำให้ต้องทำผิดไป จึงถูกเจ้าหน้าที่จับไปขัง นี่เองทำให้เขาระลึกได้ว่า โลกมนุษย์ไม่ใช่โลกของเขา เขาควรมีหนทางของชิมแปนซี หนทางแห่งชีวิต



Screenplay บทของภาพยนตร์เรื่อง นี้ไล่ลำดับคว่มเป็นไปเหมือนการเล่านิทานเรื่องหนึ่ง คือตั้งแต่ตัวละครหลักเกิด สะท้อนให้เห็นพัฒนาการไม่ใช่แค่ด้านสมองอย่างเดียว แต่เห็นถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ความรู้สึก และความรักที่มีต่อคนในครอบครัว และส่งไปยังผลของหนังแห่งการค้นพบตัวเอง ความรู้สึกแปลกแยกเล็กๆที่กลายเป็นประเด็น จนนำไปสู่การตัดสินใจในการเลือกหนทางแห่งชีวิตของตนเอง



Sound เสียงในภาพยนตร์เรื่อง นี้ทำได้ดีในหลายๆจุด ถึงแม้จะไม่ได้ดังกระหึ่มอะไรมากมาย แต่เสียงต่างๆก็ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงลิง เสียงอุปกรณ์ รถ หรือไม้กระทั่งเสียงของสงครามต่างๆก็ทำได้ดีเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปอาจเป็น Sound Editing และ Sound Mixing ที่น่าจับตามองอีกเรื่องหนึ่งของปีนี้้ เสียงลิงก็ดูเป็นธรรมชาติไม่รู้สึกแปลกหูเท่าไร เรื่องนี้จะต้องเป็นคู่แข่งสำคัญใน Best Soun Editing แน่นอน



Visual Effect เทคนิคพิเศษในหนังเรื่องนี้ทำได้ดีในหลายๆฉาก อาจจะมีบางฉากที่ดูไม่สมจริงไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าไม่ทำให้ระแคะระคายตาเท่าไหร่ โดยเฉพาะชิมแปนซีตอนโตนั้นเหมือนจริงค่อนข้างมาก เชื่อได้เลยว่า เรื่องนี้จะต้องเป็นหนึ่งในตัวเก็งแน่นอน และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ไกลเกินที่กรรมการออสการ์จะดูไม่รู้เรื่องด้วย ออกแนวๆ ดราม่าแบบนี้ออสการ์ค่อนข้างปลื้ม



Acting การแสดงไม่ได้โดดเด่นอะไร ไม่ว่าจะเป็นตัว Caesar หรือ James Fransco เอง แต่การแสดงของทุกคนในหนังเรื่องนี้ก็ไม่มีปมด้อยใด ไม่ไมีความรู้สึกที่แตกต่างกันเท่าไรนัก ทุกคนพลังใกล้เคียงกันมากจึงไม่มีการดึงซีนกันได้ ซึ่งการแสดงเรื่องนี้ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่มากเช่นกัน





ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า ภาพยนตร์เรื่อง นี้จะเป็นตัวเก็งในสองสาขา คือ Best Sound Editing และ Best Visual Effect และอาจจะมีโอกาสเข้าชิงในสาขา Best Sound Mixing ด้วยซ้ำ แถมบวกให้กับความหวังเล็กๆที่เป็นไปได้ยากสุดๆกับ Best Picture เพราะเรื่องนี้ให้ความรู้สึกดราม่าน่าจะพอมีความหวังบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น