Header Ads

The Adventures of Tin Tin : the Secret of the Unicorn (2011)

The Adventures of Tin Tin : the Secret of the Unicorn : B 
"★★★"





การกลับมากำกับงานภาพยนตร์อีกครั้งของพ่อมดแห่งวงการฮอลีวู้ด Steven Speilberg หลังจากห่างหายไปทำงานด้าน Producer เกือบ 3 ปี นี่คือผลงานเรื่องแรก และยังสร้างความยิ่งใหญ่ในการกลับมาของเขาในครั้งนี้ด้วยการนำการ์ตูนชื่อดัง Tin Tin มาทำเป็นภาพยนตร์ครั้ง แรก แถมยังเพิ่มพลังด้วยการอาศัยบริษัทของ Peter Jackson ที่ทำงานเดียวกับแอนิเมชั่นของ The Lord of the Ring มาเสริมทัพอีกด้วย ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังแอนิเมชั่น เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้



Steven Speilberg เคยกำกับภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 1959 ซึ่งเรื่องแรกเป็นภาพยนตร์สั้น สำหรับเรื่องแรกที่เป็นภาพยนตร์ยาวแบบเต็มตัวครั้งแรกนั้น กำกับเมื่อ ปี 1974 กับเรื่อง The Sugarland Express ซึ่งจนนับถึงตอนนี้ มีเรื่องที่ Speilberg กำกับแน่นอนแล้ว 50 เรื่อง ทั้งที่เป็นหนังสั้น โทรทัศน์ และรวมไปถึงเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่อย่าง Lincoln และ กำลังอยู่ในช่วง Pre-production อย่าง Robopocalypse ในปี 2013 มาย้อนดูหนัง Speilberg ที่เข้าชิงออสการ์ไล่ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบไปด้วยเรื่อง Close Encounters of the Third Kind (1977) , Raiders of the Lost Ark (1981) , E.T. : The Extra-Terrestrial (1982) , The Color Purple (1985) , Schindler's List (1993) , Saving Private Ryan (1998) , Munich (2005) และครั้งสุดท้ายในปี 2006 กับการร่วมงานกับผู้กำกับ Clint Eastwood และ Robert Lorebz ในภาพยนตร์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเรื่อง Letters from Iwo Jima (2006)





อย่างที่บอกไปในตอนต้น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จริงๆ ซึ่งได้ผู้เขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้มาถึง 3 คน คือ Steven Moffat , Edgar Wright และ Joe Cornish มาพูดถึง คนที่แทบจะไม่ค่อยณู้จัก ไปยังคนที่มีคนรู้จักมากที่สุด คนแรก Steven Moffat งานเขียนบทของเขาในเรื่อง The Adventures of Tin Tin : The Secret of the Unicorn นี่ถือเป็นงานเขียนบทให้ภาพยนตร์เรื่องแนกในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ตัวอย่างบท TV Series ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Doctor Who และ Sherlock เป็นต้น มาถึงคนที่สอง Joe Cornish ก็ถือว่าเป็นมือเขียนบทภาพยนตร์ที่หน้าใหม่เช่นกัน แต่ก่อนนั้นเขาก็เคยเขียนบทให้ TV Series มาก่อน ก่อนที่จะเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ใน ปีนี้กับเรื่องแรกที่ถือว่าทำได้ดีทีเดียว จนทำให้หนังเรื่องนั้นกลายเป็นหนังดีนอกกระแสไปได้กับเรื่อง Attack the Block ในปีนี้ ก่อนที่จะมาเขียนบทให้กับ ภาพยนตร์ Tin Tin เรื่องนี้ ซึ่งหลังจากงานเขียนเรื่องนี้ก็มีงานเขียนเรื่องยักษ์รออยู่ในปี 2014 ที่ร่วมกันเขียนบทกับ Edgar Wright ในหนังฟอร์มยักษ์ Ant-Man ถัดมากับ Edgar Wright นักเขียนมือทองคนหนึ่งที่แต่ก่อนก็มีประวัติคล้ายๆกันกับทั้งสองคนที่กล่าว ก่อนหน้าคือ มีงานเขียนบทให้หนังสารคดี โทรทัศน์ และหนังสั้นมาก่อน ก่อนที่จะมาโด่งดังเมื่อปีที่แล้วกับหนังนอกกระแส Scott Pilgrim vs. the World แต่ก่อนหน้านั้นก็มีงานเขียนบทสร้างชื่อกับเรื่อง Shaun of the Dead ในปี 2004 ด้วย ซึ่งนอกจากงานต่อจากภาพยนตร์ติน ติน จะเขียนบทร่วทกับ Joe Cornish แล้ว เขายังเป็นผู้กำกับเรื่อง Ant-Man อีกด้วย





มาดูที่คนให้เสียงพากษ์ตัวละครต่างๆกันบ้าง ตัวละครหลัก Tin Tin นั้นถูกให้เสียงโดยนักแสดงที่พักหลังเริ่มมีงานแสดงฝีมือเยอะขึ้นอย่าง Jamie Bell ส่วน Captain Haddock นั้น ให้เสียงพากษ์โดย นักแสดงที่เรียกได้ว่าแสดงหนังบ่อยคนหนึ่ง แต่หนังส่วนมากของเขากลับไม่ได้โชว์หน้าตาของเขาเท่าไหร่อย่าง Andy Serkis มาที่ตัวร้ายของเรื่องอย่าง Rackham บ้าง กลับถูกพากษ์เสียงโดยพระเอกมากกว่าตัวร้ายอย่าง Daniel Craig ส่วนตำรวจฝาแฝดจอมวุ้น กลับไม่ได้ถูกพากษ์เสียงด้วยคนๆเดียวกัน แต่ถูกพากษ์เสียงด้วยสองคนดังอย่าง Nick Frost และ Simon Pegg



ในเวทีรางวัลต่างๆที่ The Adventures of Tin Tin : The Secret of the Unicorn มีประกาศไปแล้วสองเวที โดยเวทีที่ชนะ Best Animated Feature คือ TFCA Award ส่วนอีกเวที คือ LAFCA Award ได้ที่สองไปครองส่วนเวทีต่างๆนอกจากนี้ที่ได้เข้าชิง คือ Critics Choice Award , Golden Globe Award , Satellite Awardและ WAFCA Awards ที่ได้เข้าชิงไป



The Adventures od Tin Tin : The Secret of the Unicorn เล่าเรื่องราวของ Tin Tin เด็กหนุ่มที่เป็นขวัญใจของชาวเมือง ที่คอยไขปริศนาต่างๆในเมืองได้ เมื่อเขาต้องเข้ามาข้องแวะกับปริศนาสมบัติล้ำค่าที่สูญหายไปเมื่อหลายร้อยปี ก่อนจากการที่เรือ The Unicorn จมลงไปในทะเล เมื่อ Rackham วายร้ายต้องการตามล่าสมบัติพวกนี้ด้วยการตามหาปริศนาคำใบ้จากเรื่อจำลองสาม ลำที่ได้มาจากลูกของ Sir Francis Haddok บรรพบุรุษตระกูล Haddock เมื่อ ติน ติน ต้องมาไขปริศนาขุมทรัพย์มหาศาลเหล่านี้ ร่วมผจญภัยไปกับ กัปตัน Haddock ทายาทคนสุดท้ายของตระกูล ตามล่าหาปริศนาของขุมทรัพย์นี้ แข่ง และต่อกรกับ Rackham ที่นอกจากต้องการขุมทรัพย์มหาศาลเหล่านี้แล้ว ยังมีความแค้นที่ต้องชำระกับตระกูล Haddock อีกด้วย ใครจะเป็นคนได้ไป ติน ติน หรือ Rackham



Screenplay บทภาพยนตร์เรื่อง นี้ ถือว่าเป็นแอนิเมชั่นที่มีบทง่ายๆไม่ซับซ้อน สร้างเพื่อเด็กๆเพราะ มีความเข้าใจง่ายในตัวบท ตัวละครขาดมิติในหลายๆแง่ เนื้อเรื่องขาดพื้นฐานของเรื่องราวที่จะมารองรับทำให้บทมีความแข็งแรงมาก ขึ้น แต่ก็เพิ่มด้วยความมันส์ของตัวบทที่ค่อนข้างกระชับ หน้าติดตาม และเพิ่มความตลกขบขันลงไปในบทด้วย ทำให้บทเข้าถึงคนดูได้ง่ายและเหมาะกับเด็กเป็นอย่างยิ่ง แต่ข้อเสียที่อาจทำให้บทไม่ไปถึงดวงดาวคือ บทหนังไม่มีมิติที่นุ่มลึกเพียงพอ ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ให้น่าสนใจ และมีความซับซ้อนมากกว่าที่ควรจะเป็น เป็นบทที่เรียบง่ายทั่วๆไป แต่อย่างที่บอกไปคือ บททำหน้าที่ได้ดีตรงการเล่าเนื้อเรื่องได้กระชับและตรงประเด็น



Sound สิ่งที่น่าจะลุ้นมากที่สุดนอกจากสาขา Best Animated Feature ของ The Adventures of Tin Tin : The Secret of the Unicorn คือเรื่องเสียงที่เป็นสาขา Sound Mixing ซึ่งทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าผ่า ฟ้าร้อง เสียงคลื่นต่างๆ รวมทั้งเสียงในฉากแอ๊คชั่นก็ล้วยทำออกมาได้ดี ลงตัวเข้ากับฉากนั้นๆ อีกทั้งยังสามารถเรียกความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจของคนดูให้เพิ่มขึ้นน่าสนใจ ไม่น่าเบื่อกับช่วงอืดๆบางช่วงมากจนเกินไป



Original Score เจอกับ Composer ฝีมือเจ๋งอีกคนหนึ่งอีกแล้ว กับ John Williams ซึ่ง ไม่ว่าจะเเป็นฉากที่ลุ้นก็จะมีเสียงที่คอยทำให้ตื่นเต้นน่าสนใจเพิ่มขึ้น เพิ่มมิติที่ขาดหายไปของฉากๆนั้นได้เป็นอย่างดี และด้วยลักษณะเสียงที่ค่อนข้างเข้ากับแอนิเมชั่นได้อย่างลงตัวอีกด้วย ด้วยสไตล์ของ Score ที่ออกแนวสืบสวนแอนิเมชั่นตามแบบฉบับที่แสดงออกถึงความเป็น Tin Tin ออกมาได้อย่างดีน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก และแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฉากต่างๆได้อย่างดี รวมทั้งฉากการไล่ล่าต่างๆก็เร่งอารมณ์ได้อย่างดี ก็พอมีลุ้นที่จะได้เข้าชิงออสการ์อยู่พอสมควร

แน่นอนเป็นที่ยืนยันมาแล้วจากหลายๆเวทีว่ายังไงๆก็ได้เข้าชิง Best Animated Feature ของ Oscar ในปีนี้อย่างแน่นอน แต่จะสามารถต่อสู้กับตัวเก็งอีกตัวหนึ่งอย่าง Rango ได้หรือไม่ เพื่อคว้าที่หนึ่งมาครองต้องลุ้นกันเอา แต่สาขาหนึ่งที่มีโอกาสเข้าชิงสูงมาเช่นกันคือ Best Sound Mixing

ไม่มีความคิดเห็น