Header Ads

The Girl with the Dragon Tattoo (2011) : สาวรอยสักขบถสังคม


The Girl with the Dragon Tattoo : A- 
"★★★★"





ถือเป็นการนำภาพยนตร์มารีเมคที่ค่อนข้างเร็วเลยก็ว่าได้สำหรับ The Girl with the Dragon Tattoo ที่ได้รีเมคงานต้นฉบับเรื่องเยี่ยมมาจากสวีเดนใน ชื่อภาษาอังกฤษเดียวกัน กับผลงานการรีเมคของผู้กำกับชื่อดัง ระดับออสการ์อย่าง David Fincher โดยได้นักแสดงคุณภาพมารับบทหลักๆ ถึงสามคน คือ Daniel Craig , Rooney Mara และ Christopher Plummer กับการเริ่มหนังไตรภาคเรื่องใหม่อีกครั้งหนึ่ง



David Fincher เป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวทีรางวัลต่างๆทั่วอเมริกา และทั่วโลก โดย สามารถกเข้าชิงออสการ์ได้ถึง 2 ครั้งกับสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ในปี 2008 และ The Social Network เมื่อปีที่ผ่านมา David Fincher เริ่มโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Alien และสร้างฐานความเป็นที่รู้จักเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Se7en , Fight Club , Panic Room และ Zodiac ซึ่งแทบทุกเรื่องที่กล่าวมานั้นก็สามารถเข้าชิงรางวัลไม่ว่าจะเป็นเวทีท้อง ถิ่น ระดับชาติ หรือข้ามชาติมาแล้ว ก่อนที่จะมาพีคสูงสุดจากการที่ได้เข้าชิงผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ในปี 2008 เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button



มาที่นักแสดงทั้งสามคน เริ่มต้นที่ Daniel Craig เขามีชื่อเสียงมาจากการเล่น TV Series ทางโทรทัศน์ก่อนจะเริ่มผันตัวเองมาเล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในเรื่อง A Kid in King Arthur's Court ในปี 1995 และเริ่มเล่นหนังรางวัลโดยเป็นบทเล็กๆในหนังเรื่อง Elizabeth ในปี 1998 และเริ่มมาเล่นบทนำและมีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Munich ในปี 2005 ก่อนจะมาดังเป็นพลุแตกจากภาพยนตร์เรื่อง Casino Royale ในปี 2006

สาวน้อยหน้าค่อข้างใหม่ในบทนำอย่าง Rooney Mara เธอเริ่มมาเล่นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 2008 และเริ่มเป็นที่ฮือฮามากที่สุดในภาพยนตร์ของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง David Fincher เมื่อปีที่ผ่านมาในบทเล็กๆที่บอกเลิกตัวพระเอกอย่าง Jessie Eisenberg กลับมีพลังและน่าสนใจมากทั้งๆที่เป็นซีนเพียงซีนเดียวเท่านั้น ทำให้ David Fincher มีความสนใจในตัวเธอ และในที่สุดก็ดึงเธอมาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นนักแสดงนำเป็นเรื่องแรกของเธอ



ส่วนบทสมทบชายอย่าง Christopher Plummer เรียกได้ว่าสำหรับเขาคือนักแสดงสมทบฝีมือเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของวงการฮอลี วู้ด ไม่ว่าจะเล่นเรื่องไหน บทเท่าไร ก็สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ เป็นธรรมชาติ และมีพลังทุกๆเรื่อง อย่างที่บอกคือเขาผ่านภาพยนตร์มา มาก และแน่นอนบทที่เขาเล่นนั้นก็สามารถส่งเขาให้เข้าชิงรางวัลในเวทีต่างๆมากมาย ถึงแม้จะไม่สามารถคว้าออสการ์มาครองได้เลย และที่น่าแปลกใจคือ เขาเข้าชิงออสการ์เพียงแค่ 1 ครั้งจากบทสมทบใน The Last Station ปี 2009 แค่นั้น

The Girl with the Dragon Tattoo ถูกนำมารีเมคอีกครั้งโดยยังมีเรื่องราวการเล่าในแบบเดิมโดย เรื่องเริ่มจากการที่ Henrik (Christopher Plummer) ว่าจ้างให้นักข่าวอย่าง Mikael (Daniel Craig) มาสืบเรื่องราวการถูกฆาตรกรรมของหลานสาวของเขา ที่แม้แต่เขาที่ใช้เวลาในการหาตัวคนร้ายที่เขาเชื่อว่าคือคนในครอบครัว มาตลอด 40 ปีก็หาไม่พบ โดยได้ผู้ช่วยสาวที่มีรอยสักมังกรอยู่ที่หลังที่ใช้ชีวิตจากสวัสดิการของรัฐ อย่าง Lisbeth (Rooney Mara) มาช่วยในการหาเบาะแส และสืบหาตัวคนร้ายในครั้งนี้ โดยบทของภาพยนตร์เรื่อง นี้คล้ายกับการแบ่งเรื่องราวออกเป็นสามส่วน โดยมีการเล่าเรื่องราวการแพ้คดีของ Mikael , การถูกข่มเหง และการเอาตัวรอดของ Lisbeth จากผู้ดูแลสวัสดิการของเธอ โดยมีจุดเชื่อมเรื่องราวเป็นการหาตัวคนร้าย

Screenplay บทภาพยนตร์ของ ภาครีเมคนี้เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนต้นฉบับในทุกๆระเบียดนิ้ว อาจจะมีฉากในเรื่องบางตอนที่ถูกเพิ่มขึ้นมา และเน้นการเขียนบทที่ดูจะกระชับมากยิ่งขึ้น แต่ลดความดิบของเนื้อเรื่องให้น้อยลงไปกว่าต้นแบบ จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าบทของรีเมค หรือบทของต้นฉบับแบบไหนดีกว่ากัน เพราะมันแทบจะไม่ต่างกันเลย



Directing การกำกับยังคงสไตล์ความเป็น David Fincher ที่ยังคงเน้นการเล่าเรื่องที่กระชับฉับไว แต่ลดความเร็วของการพูดตัวละครลงจากที่เห็นในเรื่อง The Social Network เพื่อเน้นอารมณ์ที่ผู้ชมจะสัมผัสได้จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่เป็นพอเศษมากนัก ยังคงมีการเล่าเรื่องตามขนบการเล่าหนังทั่วไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเล่าเรื่องที่พยายามเน้นองค์ประกอบของฉากต่างๆที่ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความแน่นของฉากเรื่องราวในตอนต่างๆที่ให้มีความสมเหตุสม ผลมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็พอมีลุ้นที่จะเข้าชิงอยู่บ้างถึงจะห่างไกลกับ The Social Network หรือ The Curious Case of Benjamin Button มากก็ตามที



Cinematography ในภาครีเมคนี้ มีลักษณะการถ่ายภาพที่เน้นถึงการซึมซับอารมณ์ในวงกว้างมากกว่าที่จะเน้นภา พดิบๆ อย่างในเวอร์ชั่นต้นฉบับ โดยพยายามเน้นให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในฉาก และมีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง เพื่อสนับสนุนทำให้เนื้อเรื่องมีความแน่น และสมเหตุสมผลมากขึ้น ถึงแม้ภาพจะไม่ดิบ แต่ก็มีการถ่ายที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในหลายๆจุดให้มากขึ้น โดยการซูม หรือตัดภาพให้เห็นต้นตอที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้อารมณ์ภาพที่่ค่อนข้างชิวกว่าต้นฉบับพอสมควร ซึ่งน่าลุ้นเหมือนกันที่จะได้เข้าชิง

Make Up & Hair มีบ้างตามฉากต่างๆ ซึ่งก็ล้วนมีความสมเหตุสมผล และสัมพันธ์กับวันเวลาของเรื่อง ไม่ดูมากล้นจนเกินไป และดูช่วยเพิ่มความเด่นชัดของคาแร็คเตอร์ของตัวละครให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยเหตุที่จำนวนฉากที่เน้นการแต่งหน้าจริงๆนั้นมีไม่มาก ทำให้อาจจะหมดโอกาสในการเข้าชิงก็เป็นไปได้มากพอสมควร



Original Score สิ่งที่ดูจะน่าลุ้นที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คือด้าน Original Score ที่ได้ Trent Reznor และ Atticus Ross เจ้าเดิมจาก The Social Network ซึ่งถึงแม้ภาพยนตร์จะ เป็นคนละโทนกัน แต่ก็สามารถทำทำนองประกอบออกมาได้อย่างดี และสามารถตีโจทย์ของหนังออกมาได้ ด้วยการใช้ทำนองที่มีลักษณะเสียงที่ลึกลับ และแผ่วเบา เน้นให้ซึมซับอารมณ์ลึกๆของภาพยนตร์ โดยเครื่องดนตรีส่วนใหญ่จะใช้เสียงเปียโนที่เป็นโน๊ตต่ำๆ เพื่อให้เข้ากับโทนหม่นๆของหนัง นอกจากใช้เทคนิคเสียแผ่วๆแล้ว ยังมีเทคนิคที่เว้นช่องว่างระหว่างโน๊ตให้ได้ซึบซับอารมณ์มากขึ้นไปอีก หรืออาจจะเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นถ้าต้องการเร่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกสนใจมาก ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะได้ชิงออสการ์ได้อย่างสบายๆ

Sound เสียงของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ชัดเจนและดูดีที่สุดคงเป็นด้าน Sound Editing เพราะด้าน Sound Mixing เรียกได้ว่าแทบหาไม่ได้ในภาพยนตร์ ซึ่งการตัดต่อเสียงก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล มีความต่อเนื่องกันของฉากต่างๆได้อย่างลงตัว แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นพอที่จะชิงออสการ์ได้เท่าที่ควร



Acting อันดับหนึ่งคงต้องยกให้ Rooney Mara นักแสดงที่เรียกได้ว่ามาจับบทนำเป็นครั้งแรกซึ่งทำได้ดีซะด้วย ถึงแม้ว่าในเวอร์ชั่นของ David Fincher ตัวละครหญิงรอยสักมังกรจะไม่มีความซับซ้อนเท่าต้นฉบับ แต่ด้วยคาแร็ตเตอร์ที่สามารถเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจนระหว่างช่วงที่แตก ต่างกัน การพัฒนาบุคลิก และนิสัยของตัวละครที่ไล่เรียงได้อย่างชัดเจน และเป็นลำดับ ทำให้ตัวละครนี้สามารถดึงดูดคนชมให้สามารถช่วยลุ้นไปกับเธอได้ไม่ยาก ด้วยการแสดงของ Rooney Mara ที่แสดงได้สมบทบาททั้งการเป็นสาวเท่ห์ หรืออารมณ์ภายในที่แอบอ่อนไหวที่ไม่แสดงออกมาต่อหน้าตัวละครอื่นๆ ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น



สิ่งที่มีโอกาสมากที่สุดยังคงเป็นตำแหน่งเดิมกับเมื่อปีที่แล้วคือ Best Original Score และสาขาที่มีโอกาสพอๆกัน คือ Best Cinematography และBest Leading Actress ส่วนโอกาสที่ให้ได้เพียงน้อยนิดคงเป็น Best Director ,  Best Sound Editing และ Best Make Up

ไม่มีความคิดเห็น