Header Ads

The Help (2011) : ขบถเพื่ออิสระแห่งนิรันดร์

 The Help : A 
"★★★★"

 



ผลงานเรื่องล่าสุดนี้ เรียกได้ว่า เป็นผลงานที่ดีที่สุดในปีนี้เท่าที่ดูมาเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าเมื่อมองไปทางเทคนิคจริงๆแล้ว อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปซะทุกด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถกลบข้อบกพร่องเล็กๆน้อยทุกอย่างไปได้ ก็คงจะเป็นรสชาติ ของหนังที่ใครได้ลิ้มลองคงพูดได้เต็มปากจริงๆว่าอร่อยและอิ่มด้วย รสชาติที่มีครบทุกด้านไม่น้อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็น รสชาติแห่งความสุข รสชาติแห่งความเศร้า และ รสชาติแห่งความสนุกขบขัน พูดได้เลยว่า หนังเรื่องนี้เพรียบพร้อมพอที่จะเข้าชิงออสการ์ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านี้ นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ผมน้ำตาไหล และนี่ก็เป็นหนังเรื่องแรกที่ผมขำโดยที่ไม่ได้ขำเพราะขำสบถหยาบแต่อย่างใด เป็นหนังเรื่องแรกจริงๆของปี่นี้ที่ผมรู้สึกอย่างนั้น เมื่อมองภาพรวมแล้ว นี่คือหนังที่อิ่มสุข จนรู้สึกว่าเวลาสองชั่วโมงกว่าของหนังนั้นไม่รู้สึกว่าอยากให้หมดลงไปเลย

ผู้กำกับ Tate Taylor เรียกได้ว่าเป็นหน้าใหม่ของวงการกำกับภาพยนตร์เลย ก็ว่าได้ ด้วยหนังที่เขาเคยกำกับถ้านับรวมเรื่องล่าสุดนี้ด้วยก็จะประกอบไปด้วยแค่ 3 เรื่อง คือ หนังสั้นเรื่อง Chicken Party(2003) , Pretty Ugly People(2008) และเรื่องล่าสุดนี้ The Help เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นมือค่อนข้างใหม่ในด้านการกำกับภาพยนตร์ แต่หลายๆคนอาจคุ้นหน้าเขาอยู่กับบทบาทนักแสดงชายในหนังหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะหนังสั้น และทีวีซีรี่ส์เป็นส่วนใหญ่ และเมื่อปีที่แล้วกับบทบาทนักแสดงนำชายในหนังยาวระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ และหลายๆเวทีอย่าง Winter's Bone ด้วย จะเห็นว่า นอกจากเขาจะกำกับหนังมาไม่กี่เรื่อง และแสดงหนังยาวมาแทบไม่กี่เรื่องแต่เขาสามารถกำกับเรื่องล่าสุดนี้ได้ก็นับ ว่ายอดเยี่ยมทีเดียว ถึงแม้จะมีประสบการณ์จากกระแสวิจารณ์จากคนดู ในการกำกับหนังของเขาเรื่องก่อนหน้าอย่าง Pretty Ugly People ในปี 2008 ในแง่ที่ไม่ค่อยดีนักก็ตาม แต่ก็มีรางวัลที่พร้อมจะยอมรับด้วยในขณะเดียวกันกับ Central Florida Film Festival ในสาขาใหญ่อย่าง Best Feature มาด้วย นอกจากนี้กับผลงานหนังเรื่องแรกของเขาที่เป็นหนังสั้นอย่าง Chicken Party ก็สามารถคว้ารางวัลทั้งตัวภาพยนตร์เองและการกำกับด้วย นี้ก็แสดงให้เห็นว่า เขาจะต้องเป็นผู้กำกับฝีมือเยี่ยมในอนาคตได้อย่างแน่นอน



มาที่ด้านนักแสดงที่ดูจะเน้นไปทางผู้หญิงค่อนข้างมากด้วยลักษณะของเนื้อ เรื่องเอง เริ่มที่นักแสดงหญิงคนแรกที่ดูว่าฝีมือการแสดงของเธอจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Emma Stone ดังที่ทุกคนทราบเรื่องราวของเธอกันดีจากการที่เธอเริ่มวงการในฐานะนักแสดง หญิงจากทางโทรทัศน์ ก่อนหันมาเล่นหนังโรงเรื่องแรกอย่าง Superbad (2007) ซึ่งก็สร้างชื่อเสียงให้เธอมากพอสมควร และก่อนที่เธอจะเริ่มดังเป็นพลุแตกกับบทฉายเดียวของเธอใน Easy A (2010) ก่อนหน้านี้เธอเคยเล่นหนังเรื่อง Zombieland (2009) ในบทนักแสดงสมทบหญิงด้วย ซึ่งหนังเรื่องนี้เธอก็เล่นร่วมกับ Woody Harrelson นักแสดงมากฝีมือด้วย แถมนอกจากหนังเรื่องนี้จะมีบารมีส่งเธอให้โคจรในวงการภาพยนตร์รางวัล แล้ว ยังส่ง Jesse Eisenberg ให้เป็นนักแสดงยอดฝีมืออีกคนและสามารถส่งเขาเข้าชิงนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ได้ในหลายๆเวที รวมทั้งออสการ์ด้วย หลังจากดังเป็นพลุแตกจากหนังเรื่อง Easy A แนวหนังที่เธอร่วมเล่นทั้งตัวประกอบ สมทบ และหลัก ส่วนมากมักจะมีความเป็นคอมเมดี้อยู่ในตัวด้วยอย่างเช่น บทตัวประกอบเล็กของหนังเรื่อง Friends with Benefit , Crazy Stupid Love และเรื่องล่าสุดกับ The Help นอกจากหนังฟอร์มเล็กๆแล้ว หลังจากนี้เธอจะมีหนังฟอร์มใหญ่ๆรออยู่ทั้งที่ถ่ายเสร็จแล้วและยังไม่เสร็จ เช่น The Amazing Spider-Man (2012) และ Gangster Squad (2012) และหนังอีกสองเรื่องด้วย และเมื่อปีที่ผ่านมาเธอยังสามารถเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำ หญิงจากเรื่อง Easy A ได้อีกด้วย จะเห็นว่าเธอ เริ่มมาแรงแล้วจริงๆ



มาทางด้านนักแสดงสาวผิวสีอย่าง Viola Davis หลายคนอาจไม่คุ้นหน้าเธอสักเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วเธอเล่นหนังมามากมายหลายเรื่อง แต่ก็เป็นแค่บทประกอบเล็กๆเท่านั้น ตัวอย่างเรื่องดังที่เธอเล่น เช่น Traffic  (2000) , Solaris (2002) , World Trade Center (2006) , Disturbia (2007) , Nights in Rodanthe (2008) , Doubt (2008) , Law Abiding Citizen (2009) , Knight & Day (2010) , Eat Pray Love (2010) , Trust (2010) , It's Kind of a Funny Story (2010) , The Help (2011) และ Extremely Loud and Incledibly Close (2011) จะเห็นว่าหนังที่เธอเล่นนั้นแทบทุกเรื่องจัดอยู่ในเกณฑ์หนังน้ำดีทั้งนั้น แต่มีเรื่อง The Help เรื่องเดียวเท่านั้น ที่เธอดูจะโดดเด่นและเล่นได้ทรงพลังที่สุด แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยได้เล่นบทนำมากนัก แต่กับบทเล็กๆ น้อยๆพวกนี้แหละ กลับทำให้เธอสามารถมีชื่อเข้าชิงออสการ์ได้ จากสาขานักแสดงหญิงสมทบ ในเรื่อง Doubt ในออสการ์ปี 2009 และตอกย้ำความสามารถในหนังเรื่องนี้จากการชิงลูกโลกทองคำในสาขาเดียวกันด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะมีแต้มรางวัลทั้งที่ชนะและได้เข้าชิงจากหนังเรื่องอื่นๆที่ เธอเล่นด้วย แต่เรื่อง Doubt ก็ดูจะเป็นเรื่องเดียวที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้เธอรู้จักในเวทีรางวัล ต่างๆ และแจ้งเกิดให้เธอในฐานะนักแสดงคุณภาพด้วย และสำหรับหนังเรื่องใหม่นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ใหม่ของเธอในการเข้าชิงออสการ์ สาขานักแสดงนำ บ้างแล้วว่าเธอจะสามารถครองใจกกรมการออสการ์ได้หรือไม่



สาวคนถัดมาเป็นสาวผิวขาวเจ้าปัญหา สุดแสบของเรื่องที่นำแสดงโดย Bryce Dallas Howard นักแสดงหญิงที่เป็นที่รู้จักกันดี กับบท Gwen Stacy ในหนัง Spider-Man ภาค 3 ในปี 2007 เธอเริ่มต้นวงการในบทเล็กๆ ที่ไม่มีเครดิตให้อย่าง Apollo 13 (1995) เธอไม่ได้เริ่มวงการจากวงการโทรทัศน์แต่อย่างใด หนังที่เธอเล่นแล้วเป็นที่รู้จักกันดี ก็เช่น The Villiage (2004) , Lady in the Water (2006) , Spider-Man 3 (2007) , Terminator Salvation (2009) , Twilight Saga : Eclipse (2010) ในบท Victoria , Hereafter (2010) , The Help (2011) รวมทั้ง บทเล็กกับการป่วนพระเอกในเรื่อง 50/50 (2011) อีกด้วย เธอเป็นขวัญใจรางวัลคนดูจากหนังสองเรื่องหลักๆด้วยกัน คือ The Village (2004) และ Eclipse (2010) แต่ข้อเท็จจริงคือ หนังขวัญใจคนดูที่เธอเล่นไม่สามารถเป็นหนังรางวัลได้ เธอ เคยเข้าชิงลูกโลกทองคำหนึ่งครั้ง กับบทนักแสดงนำหญิงในเรื่องที่ถูกทำขึ้นเพื่อฉายทางโทรทัศน์อย่าง As You Like It (2006) ซึ่งเข้าชิงลูกโลกทองคำในปี 2008 ซึ่งไม่สามารถคว้าในกรรมการไปครองได้



กลับมาทางสาวผิวสี Octavia Spencer กับคนที่จะพูดถึงสุดท้ายนั้น เป็นนักแสดงหญิงที่ร่วมงานกับผู้กำกับ Tate Taylor มาในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้นอย่าง Chicken Party หรือหนังยาวเรื่องก่อนหน้าอย่าง Pretty Ugly People ก็ตาม และนี่เป็นหนังอีกเรื่องที่เธอได้ร่วมเล่น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่เคยเล่นหนังเรื่องอื่นๆที่ผู้กำกับ Tate ไม่ได้กำกับ เธอเคยเล่นหนังมามากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่บทสาวเช๊คอิน เล็กๆใน Spider-Man ภาคแรกเธอก็ยังเล่นมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่บทที่เธอได้รับเป็นเพียงแค่บทที่เรียกได้ว่าองค์ประกอบของ ฉากเท่านั้น แต่หนังเรื่อง The Help นี้จะเป็นหน้าประวัตอศาสตร์ใหม่สำหรับเธอ กับบทที่เรียกได้ว่าเธอมีสถานะเป็นนักแสดงสมทบหญิงของหนังเรื่องนี้ได้เลย และนี่ก็อาจจะเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ให้บทเธอมากขนาดนี้ แต่นี่คือสิ่งเริ่มต้นที่ดี เพราะเท่าที่ดูจากหนังเรื่องต่อจากเรื่องนี้ ก็ดูว่าเธอจะได้รับบทที่มีบทพูดมากขึ้นเละดูเป็นตัวละครที่มีความสำคัญกับ หนังเพิ่มขึ้น



และนักแสดงคนสุดท้ายเป็นสาวที่ทรงพลังทางการแสดงแม้บทจะไม่ได้เยอะแยะมากมายอย่าง Jessica Chastain ที่ดูปีนี้เธอค่อนข้างมาแรงกํบบทนักแสดงสมทบในหนังหลายๆเรื่องกับหนังที่มี การแสดงของเธอในปีนี้ ก็มีถึง 7 เรื่องด้วยกัน คือ Take Shelter , Coriolanus , The Tree of Life , The Help , Wilde Salome , Texas Killing Fields และ หนังที่ยังไม่ฉายอย่าง The Wettest Country in the World  แต่หนังที่ดูจะมีภาษีที่จะส่งเธอเข้าชิงออสการ์ในบทสมทบหญิงเห็นจะมีแค่สาม เรื่อง คือ Take Shelter ที่แสดงร่วมกับนักแสดงทรงพลังอย่าง Michael Shannon , The Tree of Life ที่เป็นหนังของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Terrence Malick และ เรื่องนี้ The Help กับบทบาทที่ดูจะมีลักษณะพิเศษและฉูดฉาดไม่เบา เธอเคยพิสูจน์ฝีมือนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและชนะมาด้วยกับ Seattle International Film Festival กับนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมในหนังเรื่อง Jolene ในปี 2008

นอกจาก The Help จะสร้างปรากฏการณ์บนตารางบ๊อกออฟฟิศ ไปแล้วกับการที่เป็นเพียงหนังฟอร์มเล็กๆที่สามารถอยู่อันดับที่หนึ่งได้ถึง สามสัปดาห์ กับ รายได้ในอเมริกา ถึง 167 ล้านในทุนสร้างแค่เพียง 25 ล้านเท่านั้น นอกจากนี้ในเวทีรางวัลอย่าง Hollywood Film Festival ยังสามารคว้ารางวัลยอดเยี่ยมมาได้ถึง 2 สาขา กับรางวัลนักแสดงหญิงแห่งปีกับ Jesseca Chastain และรางวัลกลุ่มนักแสดงยอดเยี่มแห่งปีไปครองได้อย่างสมภาคภูมิ แล้วทีนี้ออสการ์คงเมินไม่ออกเลยทีเดียว



The Help ดัดแปลงเรียบเรียงบทมาจากนิยายขายดีชื่อดัง ที่ว่าด้วยเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอเมริกา และโดยเพาะอย่างยิ่งที่มิสซิสซิปปี กับการที่คนผิวสีไม่สามารถเข้าใช้ห้องน้ำร่วมกับคนในบ้านได้โดยมองว่าพวกเขา เหมือนเป็นเชื้อโรค นอกจากนี้ The Help ยังเล่าถึงความรันทดของชีวิต เมื่อเขาต้องไปจ้างรับเลี้ยงลูกให้คนอื่น แต่ลูกของตัวเองต้องฝากคนอื่นดูแลให้ The Help คือหนังสือที่ให้ชาวผิวสีที่เป็นคนใช้เหล่านี้ ได้แฉพฤติกรรมและนิสัยของเจ้านาย และสิ่งที่เขาได้ทำกับคนใช้ของเขา ผ่านคำพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ โดยความช่วยเหลือของนักเขียนสาวมือใหม่ สกีเตอร์ (Emma Stone) ซึ่งเป็นคนผิวขาวเช่นกัน แต่กลับมองเห็นความไม่เท่าเทียมกันเหล่านี้ ซึ่งเธอเองก็ถูกเลี้ยงมาโดยชาวผิวสีเช่นกัน โดยการแฉในครั้งนีของสองสาวใช้ เอบิลีน (Viola Davis)  และมินนี่ (Octavia Spencer) มีความเสี่ยงต่อชีวิต และครอบครัวมาก รวมทั้งเจ้านายผิวขาวของเอบีลีน ที่มีเพื่อนคอยเป่าหูอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเจ้านายของมินนี่ ที่ดูจะคอยจำผิดเธอแถบทุกฝีก้าว และเธอก็พลาดท่าโดนเธอไล่ออกจนได้ แต่ใครจะไปรู้นั่นแหละ คือโชคดีที่สุดของเธอ เมื่อเธอได้เจ้านายใหม่ที่ดูจะไม่แคร์เรื่องผิวสีเอาซะเลย ความเสี่ยงต่อชีวิตที่มากที่สุด คือ ถ้ากลุ่มKKK (กลุ่มที่เหยียดสีผิวอย่างรุนแรง) รู้เข้าเธออาจมีอันตรายถึงชีวิต แต่เพราะเธอต้องการเปลี่ยน พวกเธอจึงยอมเสี่ยงเล่าเรื่องราวของพวกเธอ เพื่อ อิสระ แห่งนิรันดร์



Costume Design โดยรวมชุดของตัวละครต่างๆในเรื่องนี้ก็ไม่ได้พิเศษอะไรจากเรื่องอื่นที่เป็น หนังเกี่ยวกับยุคสมัยเดียวกัน แต่มรบางตัวละครที่เลือกชุดได้ดีที่ทำให้เห็นถึงลักษณะ และนิสัยของตัวละครนั้นๆได้อย่างดี ตัวอย่างเช่น ตัวละครซิเลียที่เล่นโดย Jessica Chastain ที่เลือกชุดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ที่สามารถสะท้อนถึงความคิดและจิตใจของตัวละครนั้นๆได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ ชุดคนใช้ก็ตรงและเป็นไปตาม ไดอะล็อกทั่วไปด้วย และมีการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรมด้วยว่า เมื่อเธอไปอยู่บ้านเจ้านายทำงานเป็นคนใช้ เธอไม่มีสิทธิจะสวย หรือแต่งตัวสวยๆงามๆเกินกว่าเจ้านาย แต่พอเธอกลับมาบ้านเธอสามารถเลือกใส่ชุดสวยๆงามๆได้ เป็นการดีไซน์ชุดของตัวละครในสองช่วงเวลาที่ต่างกัน และสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันของสังคมในขณะนั้นได้อย่างชัดเจน



Original Score ทำนองต่างๆของเรื่องนี้ทำได้ดี โดยเฉพาะทำนอง Victory is Mine ของ Sisterhood ที่เมื่อนำไปประกอบกับภาพยนตร์แล้ว จะให้ความรู้สึกของความเศร้าที่แฝงไปด้วยความหวังเล็กๆ หรือพูดง่ายๆคือ ความสุขในความเศร้า ได้ไปอย่างดี ทำให้เห็นว่ายังมีโอกาสที่ชัยชนะจะเป็นของเรา เรื่องนี้มี Score ไม่มากนัก โดย Score หลายๆอันที่ฟังในหนังนั้น ส่วนใหญ่จะถูกตัดมาเป็น Score จากเพลงเก่าๆ ที่สะท้อนยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นด้านนี้ อาจโดดเด่นไม่เท่า Original Song



Original Song เพลงใหม่ที่มช้ประกอบเรื่องนี้มีเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นเองเพียงเพลงเดียว คือ The Living Proof ที่ร้องโดย Mary J. Blidge ถึงแม้ว่าจะมีเพลง Change The World ที่ร้องโดย Taylor Dayne ในตัวอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย แต่เพลงนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้เพลงใหม่มีเพลงเดียวคือ The Living Proof ส่วนเพลงที่เหลือเป็นเพลงเก่าที่มีผู้ร้องอยู่แล้ว ซึ่งเพลงเก่าเหล่านั้นก็สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี สำหรับ The Living Proof ดูจะเป็นเพลงที่มีแง่คิดในทางบวก ถึงแม้จะสื่อความหมายในทางที่ต่างกันออกไปกับเพลงอมตะอย่าง My Heart Will Go On หรือ There You'll Be ซึ่งมีความหมายในแง่บวกเช่นกัน รวมทั้ง I See You ของ Leona Lewis ที่ประกอบเรื่อง Avatar หรือแม้กระทั่งหนังฟอร์มใหญ์อย่าง Narnia 3 ที่มีเพลงที่ร้องโดย Carrie Underwood อย่าง There's a Place For Us ก็มีความหมายในเชิงบวกเช่นกัน และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เพลงเหล่านี้ล้วนถูกร้องโดยนักร้องสาวที่มีพลังเสียงที่ทรงพลังที่เน้นเสียง ในการร้อง ซึ่งจากแนวทางที่ผ่านมา และเพลงของหนังเรื่องอื่นๆที่ดูจะไม่มีความแรง เพลงของหนังเรื่องนี้ น่าจะไปกว่า Best Original Song บนออสการ์ได้ไม่ยากเย็นนัก



Directing สำหรับงานกำกับของ Tate Taylor เรียกได้ว่ามือค่อนข้างใหม่นั้น แต่ผลงานการกำกับก็ดูจะไม่ได้ใหม่สักเท่าไหร่ ในการเน่้นการถ่ายภาพที่ไม่ใช่การให้ความรู้สึกแอบ หรือมีเทคนิคแปลกๆในการเร่งอารมณ์คนดูมากนัก แต่มีลักษณะในการเล่าเรื่องโดยตรงทั่วๆไป การกำกับของเขาจึงไม่มีความพิเศษมากนัก แต่การกำกับฉากเหล่านั้นก็สามารถทำได้อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องเท่าไรนัก ก็ยังพอมีความหวังเล็กๆที่จะเข้าชิงออสการ์ แต่ต้องอาศัยอิทธิพลความแรงของหนังด้วย

Screenplay บทภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกดัดแปลงมาจากนิยายขายดี ซึ่งแน่นอนในนิยายน่าจะทำได้ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่ Tate Taylor ซึ่งนอกจากกำกับแล้วยังเขียนบทเองอีกด้วยเนี่ย พอจะทำได้คือ การใส่ลูกเล่นต่างๆเข้าไปในบท ไม่ว่าจะเป็นการเสริมอารมณ์ดราม่า หรือ อารมณ์ขบขันเข้าไปในบท ทำให้บทมีหลายรสชาติมากขึ้น ทำให้ตัวหนังมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะเข้าชิงก็เป็นได้ เนื่องจาก ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรแบบพลิกโคร่งร่างซักเท่าไรนัก



Acting  การแสดงของทั้งห้าสาวข้างบนเรียกได้ว่าดีถึงดีเยี่ยม แต่จะขอพูดถึงนักแสดงที่มีโอกาสที่จะเข้าชิงออสการ์ทั้งสามคน คือ Viola Davis , Octavia Spencer และ Jessica Chastian สำหรับ Viola Davis นั้น สาขาที่เธอจะได้เข้าชิงแน่ๆคือ Best Actress กับบทบาทที่เธอสามารถเล่นได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นขบขัน เธอก็แสดงถึงความเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งบทเศร้า เธอก็สามารถเรียกน้ำตาออกมา พร้อมกับสีหน้าให้สื่อถึงคนดูได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่บทที่ซีเรียส นอกจากเธอจะแสดงสีหน้าขึงขังได้อย่างดีแล้ว ยังสามารถรับรู้ได้จากน้ำเสียงที่เธอพูดออกมา โดยรวมแล้ว ทุกการกระทำทุกการแสดงของเธอ ล้วนมีความพอดี และทรงพลัง ทำให้ ไม่ยากที่เธอจะสามารถเข้าไปอยู่ใน 5 รายชื่อของนักแสดงนำหญิงปีนี้ได้ (เท่ากับว่า จากตัวเก็งทั้งหมด 4 คนตอนนี้ คือ Viola Davis , Michelle Williams , Glen Close และ Meryl Streep ก็เหลือแค่ที่เดียวเท่านั้นที่จะมีคนได้ไป) คนต่อมาคือ Octavia Spencer สำหรับเธอหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่า เป็นหนังเรื่องแรกที่ให้เธอได้มีบทและแสดงความสามารถจริงๆ ซึ่งการแสดงของเธอถือว่า ยอดเยี่ยมทีเดียว สำหรับการแสดงเป็นสาวใช้ที่มีสองด้านคือ ด้านที่อารมณ์ขบขัน และอีกด้านที่เป็นคนซีเรียสเรื่องชีวิต ซึ่งในสองด้านเธอล้วนทำออกมาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทางสายตาที่เธอสามารถบังคับสายตาได้ดีในการสื่ออารมณ์ รวมทั้งการแสดงท่าทางที่เป็นสาวที่แลจะมั่นในเวลาหนึ่ง และอ่อนแออีกเวลาหนึ่งให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก น่าจะมีชื่อได้ไม่ยากในสาขา Best Supporting Actress ในออสการ์ปีนี้ ส่วนสาวผิวขาวหนึ่งเดียว คือ Jessica Chastain ที่ดูจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีไปหมดซะทุกเรื่อง ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือ เรื่องความรัก ที่มีความกังวลกับชีวิตคู่ของเธอ เธอจำต้องสร้างบุคลิกภายนอกให้คนอื่นเห็นว่าเธอเป็นคนร่าเริงขนาดไหน แต่แท้ที่จริงแล้วลึกๆเธอกลับมีความกังวลอย่างมากในชีวิตของเธอ ซึ่งในเรื่องนี้ Jessica ถ่ายถอดลักษณะของตัวละครตัวนี้ได้อย่างเด่นชัด เรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่เน้นฝีมือจริงๆ ทำให้ลืมความเป็น Jessica Chastain ไปได้เลย นึกว่าเธอเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ซึ่งนี่น่าจะเป็นเรื่องที่มีโอกาสเข้าชิง Best Supporting Actress มากที่สุดจากสามเรื่องเด่นของเธอคือ The Help , The Tree of Life และ Take Shelter



เมื่อมาวิเคราะห์แล้ว ถึงหนังเรื่องนี้จะไม่มีสาขาในออสการ์ให้ชิงมากนัก แต่สาขาที่จะเข้าชิงล้วนมีโอกาสชนะที่ค่อนข้างสูงพอสมควร คือ Best Picture , Best Leading Actress กับ Viola Davis , Best Supporting Actress กับ Octavia Spencer และ Jessica Chastain และ Best Original Song ยิ่งกับสาขาสุดท้ายน่าจะเป็นที่แน่นอนแล้วตอนนี้ว่าจะได้ออสการ์มาครอง

ไม่มีความคิดเห็น