Header Ads

The Tree of Life : เมล็ดพันธุ์ของชีวิต

The Tree of Life : A+ 
"★★★★★"

งานกำกับของ Terrence Malick ผู้เคยเข้าไปเหยียบเวทีออสการ์มาแล้วกับหนังสร้างชื่อของเขาใน ปี 1998 เรื่อง The Thin Red Line โดยได้เข้าชิงถึง 7 สาขา คือ Best irector , Best Picture ,Best Sound , Best Screenplay , Best Film Editing , Best Original Music Score (ที่ได้ Hans Zimmer คนเดียวกับ Inception นั่นแหละ) และ แน่นอนสิ่งที่ Terrence ทำได้เป็นอย่างดีในทุกเรื่องของเขา คือ Best Cinematography ซึ่งเห็นได้ชัดในงานกำกับของเขาในปี 1978 เรื่อง Days of Heaven ก็ชนะในเวทีออสการ์ สาขา Best Cinematography ซึ่งผลงานกำกับของเขาแทบทุกเรื่องก็เดินไปเหยียบเวทีรางวัลที่ต่างๆมาตลอด

กล่าวถึงงานล่าสุดของเขาในปีนี้อย่าง The Tree of Life ซึ่งก็พึ่งไปเหยียบเวที ปาล์มทองคำมา ซึ่งคว้ารางวัลจากเวทีปาล์มทองคำมาซะด้วย นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังส่ง Jessica Chastain ไปคว้ารางวัล Best Actress จาก Hollywood Film Festival ซะด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้จะมีพลังพอที่จะเดินเข้าไปใน โกดัก เธียเตอร์ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยความที่หนังเป็นศิลปะเกินไป มันอาร์ตมากจน กรรมการออสการ์จะปวดหัวส่ายหน้าไม่ให้ ชนะ หรือเปล่าเถอะ



The Tree of Life หนังเล่าช่วงเวลาชีวิตของ แจ๊ก เด็กคนนึงในครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ และน้องๆอีก สองคน หนังโฟกัสจุดหลักไปที่ แจ๊ก พี่ชายคนโต เล่าเรื่องราวของ แจ๊กตั้งแต่เกิดยันโต ผ่านช่วงเวลาต่างๆวัยในเด็ก อย่างสัมพันธ์กัน โดยมีภาพต่างๆที่ตีความได้ตามช่วงเวลานั้นๆซึ่งมันดูเป็นศิลปะที่ต้อง วิเคราะห์ออกมา โดยอาจมีภาพหลายๆภาพเกี่ยวโยงกับไบเบิ้ลที่บางครั้งคนไทยก็ไม่เข้าใจ ตัวหนังเล่าถึงความเข้มงวดของพ่อที่มีต่อลูกชาย โดยปราถนาไปด้วยความหวังดีที่ต้องการสอนให้ลูกเผชิญหน้าสิ่งต่างๆในอนาคต และหนังก็เล่ามุมที่ลูกชายมีต่อพ่อ ถึงความรู้สึกที่มีต่อพ่อ โดยแสดงให้เห็นความรู้สึกต่างๆที่มีต่อพ่อ กับแม่ว่าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างพ่อที่คอยสอนบทเรียนโหดๆ กับแม่ที่คอยปลอบ นอกจากนี้หนังยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเพื่อนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสิน ใจต่างๆ มีผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ในท้ายที่สุด โดยที่แจ๊กไม่รู้เลย สิ่งที่พ่อได้สอนได้หล่อหลอมอยู่ในตัวเขาแบบไม่รู้ตัว ให้เขาได้เข้มแข็ง เผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเข้มแข็ง ถึงแม้ตอนเด็กๆนั้น เขาจะเกลียดพ่อมากแค่ไหนก็ตาม



Screenplay ค่อนข้างเรียงลำดับได้ดีมีการแทรกภาพในช่วงที่เหมาะสมและเกี่ยวเนื่องกัน บทในแต่ละช่วงมีความเกี่ยวโยงและสนับสนุนกันและกัน ตัวบทให้ความสำคัญของ พ่อ และลูกได้อย่างเด่นชัด บอกความแตกต่างของความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกันได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีบทของคนอื่นๆที่มาแสดงและเน้นแนวทางความรู้สึกของบททั้งสอง ให้อย่างเด่นชัดขึ้นไปอีก

Cinematography ตัวหนังทำออกมาได้ดีถึงมาก มีการจัดลำดับภาพอย่างเหมาะสม มีมุมมองการถ่ายภาพ และภาพต่างๆที่มีศิลปะอย่างเห็นได้ชัด โดยแต่ละภาพสื่ออารมณ์และความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผสมผสานได้อย่างลงตัวเป็นคำว่า "ชีวิต"  ตรงส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะชนะออสการ์สูงมาก

Art Direction การกำกับศิลป์ของตัวหนังก็ทำออกมาได้ดี มีการวางโครงเค้าของสิ่งต่างๆที่จะสื่อผ่านภาพออกมา แต่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่จะต้องมีการกำกับศิลป์สวยงามมากมาย เพราะฉะนั้นอาจจะชวดออสการ์ในส่วนนี้ไป

Film Editing การตัดต่อและลำดับภาพยนตร์ ทำได้ค่อนข้างดี โดยทำให้เห็ยความสัมพันธ์ของฉากแต่ละฉากที่ส่งผลถึงกัน โดยความรู้สึกของตัวละครต่างๆก็มีฉากก่อนหน้านั้นรองรับไว้ ไม่มีความเลื่อนลอย น่าจะได้เข้าชิง

Original Score เรื่องนี้ทำทำนองประกอบ ภาพยนตร์ได้ดี โดยทำนองแต่ล่ะทำนองให้ความรู้สึกของคำว่า "ชีวิต" ทำนองของภาพยนตร์นี้ จะมีความรู้สึกเหมือนเรากำลังผ่านประตูสวรรค์ไปสู่อ้อมแขนของพระผู้เป็นเจ้าเลยทีเดียว แนวๆคล้ายทำนองในโบสถ์

Sound ทางด้านเสียงทำได้ดี ให้ความรู้สึกของช่วงเวลาต่างๆได้อย่างชัดเจน เน้นว่าช่วงในสุข เศร้า เครียด หรือ เกี่ยวกับการเข้าถึงพระเจ้่า ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อเสียง หรือการผสมเสียงต่างๆเข้าด้วยกัน





Visual Effect ใครจะไปเชื่อว่าเรื่องนี้ มีเทคนิคพิเศษด้วย แต่มีจริงๆคับ และทำได้สมจริงสมจังไม่แพ้ แฮรี่ กัปตัน ธอร์ หรือแม้แต่ กำเนิดพิภพวานร เลย เนื่องจากภาพจากเทคนิคพิเศษส่วนมาดเกี่ยวข้องกำการกำเนิดโลก และธรรมชาติ ทำให้ภาพที่ได้มาค่อนข้างสมจริงไม่ดูเหมือนใส้เอฟเฟคเข้าไป แต่เหมือนกับว่าถ่ายมาจริงๆมากกว่า

Acting การแสดงถือว่าทำได้ดีกันทุกคนไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเรื่องนี้เห็นคงจะหนีไม่พ้น แบรต พิต ที่แสดงอารมณ์ในทุกอารมณ์ได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่เข้มแข็ง ต้องรักษามาดของความเป็นพ่อให้ดูเคารพยำเกรง แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ของความเป็นพ่อลูดเอาไว้ด้วย ส่วนฌอน เพนน์นั้นไม่ค่อยมีบทเท่าไหน่ ส่วนใหญ่ก็จะแสดงออกทางสีหน้ามากกว่า ส่วน เจสสิกา เชสเตียน นั้น แสดงออกมาได้ดีถึงการเป็นแม่ที่เห็นใจลูกและสงสารลูก กับการเป็นภรรยาที่ต้องทนกับความเข้มงวดของสามีที่มีต่อลูกและตนเอง

นี่คืองานกำกับของ Terrence Malick ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ The Thin Red Line ยังไงก็ได้ชิงออสการ์หลายสาขาแน่นอน โดยเฉพาะ Best Cinematography แต่สาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แลจะชนะยากเพราะหนังไม่ค่อยแนวออสการ์เท่าไหร่

ไม่มีความคิดเห็น