Header Ads

Warrior (2011) : ศึกกำปั้นแห่งสายเลือด

Warrior : B 
"★★★"



หนังเรื่อง Warrior เรื่องนี้ฉายที่อเมริกาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และออกแผ่นที่อเมริกาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่กลับพึ่งมาเข้าไทย เมื่อต้นปีนี้เอง หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อผู้กำกับ Gavin O' Connor มาบ้างแล้ว เขาเคยกำกับหนังมาแล้วหลายเรื่องก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ทั่วไป ภาพยนตร์ที่ลงฉายเฉพาะทางโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่ง TV Series ก็ตาม ภาพยนตร์ที่ ดูจะสร้างชื่อให้เขามากพอสมควร ได้ออกฉายเมื่อปี 1999 กับเรื่อง Tumbleweeds ซึ่งสามารถคว้ารางวัล Filmmakers ของ เวทีรางวัล Sundance มาได้เลยที่เดียว และผลงานภาพยนตร์ก่อน ที่จะมากำกับเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ สามปีที่แล้วกับ Pride & Glory ที่ได้นักแสดงดังในช่วงนั่นอย่าง Colin Farrell มาแสดงนำให้ ก็เป็นที่รู้จักอยู่พอสมควร

หนัง Warrior นี้เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ให้ Tom Hardy ได้โชว์พลังแบบเต็มๆม้วยฟิล์มกันเลยทีเดียว กับการแสดงกับ Joel Edgerton และเสริมทัพไปกับ Nick Nolte นักแสดงสมทบรุ่นเก๋าอีกคนหนึ่ง มาดูประวัติ Tom Hardy เขาประเดิมการแสดงเมื่อปี่ 2001 กับทั้ง TV Series ชื่อดังอย่าง Band of Brothers และ Black Hawk Down ซึ่งหนังพวกนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็มีภาพยนตร์ออกมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาบูมเป็นพลุแตกสุดๆกับหนังเรื่องเยี่ยมเรื่องหนึ่งของ Christopher Nolan เมื่อปี 2010 กับ Inception ซึ่งก็สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากมาย และส่งเขาเข้าชิง Best Supporting Actor ในหลายๆเวทีด้วย



มาที่ Joel Edgerton เข้าวงดารมาตั้งแต่ปี 1995 จากการเล่น TV Series ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกับ Tom Hardy คือ ส่วนใหญ่บทที่เขาได้รับมักจะเป็นเพียงบทสมทบ หรือ ตัวประกอบเล็กๆเท่านั้น เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันกับ Tom Hardy นี่คือบทหนังที่เขาได้รับเป็นนักแสดงนำในเรื่องไม่กี่เรื่อง เมื่อมาดูปีนี้ เขามีหนังทั้งสิ้นที่ได้ฉาย 3 เรื่อง แบ่งเป็นหนังสั้น 1 เรื่อง และที่เหลือคือหนังยาว ซึ่งก็คือ เรื่อง Warrior และ The Thing นั่นเอง หนังที่ผลักดันให้เขาได้มีหลายเรื่องแต่เรื่องล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 เช่นเดียวกันกับหนังสัญชาติ ออสเตรเลียอย่าง Animal Kingdom กับบทนักแสดงชายสมทบ

ต่อกันที่ Nick Nolte กับบทสมทบที่มีบทพูดไม่มากนักในหนัง Warrior นี้แต่กลับสามารถเรียกพลังออกมาได้ดี แม้แต่ช่วงที่ไม่มีการพูดก็ตาม Nick Nolte เรียกได้ว่าเป็นมือเก๋าของวงการอีกคนเลยก็ได้กับภาพยนตร์ที่ผ่านมานับไม่ถ้านทั้ง แนวรางวัล และแนวตลาด หรือแม้กระทั่งการให้เสียงพากษ์ทั้งในแอนิเมชั่น และหนังกึ่งแอนิเมชั่นก็ตาม สิ่งที่การันตีฝีมือเขาแน่ๆคือ การเข้าชิงออสการ์ถึงสองครั้งกับบทนักแสดงนำในปี 1992 กับ The Prince of Tides และ ในปี 1999 กับ The Affliction



ภาพยนตร์ Warrior เล่าเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพี่ น้อง และพ่อ ในครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่ดูจะไม่ปะติดปะต่อกันซักเท่าไหร่ เนื่องจากมีแม่ป่วยและตายไป คนพี่ (Joel Edgerton) แต่งงานตั้งแต่อายุ 16 และแยกตัวเองออกมามีลูกถึงสองคน มีเบื้องหลังเป็นนักชก แต่ปัจจุบันเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ชีวิตดูจะมีความสุข แต่จริงๆแล้วเหลือเวลาไม่มากนักที่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าบ้าน คนน้อง (Tom Hardy) ที่เป็นคนหนีทหารเกณฑ์ กับวีรกกรมที่ช่วยชีวิตนาวิกโนธินในสงคราม ที่ต้องอยู่เดียวดายกับแม่ในอดีต ส่วนพ่อ (Nick Nolte) ที่มีอดีตเป็นลูกเรือล่องเรือไปทั่ว เมาเสเพล ที่ตอนนี้อยากเอาลูกชายคืนมา สองพี่น้องต่างอยากลงแข่งการชกมวยที่สามารถเพิ่มท่าเพิ่มเติมไปได้เรียกว่า Sparta ที่ดูจะเหมือนมวยผสมมวยปล้ำ ซึ่งทั้งคู่มีเหตุผลที่แตกต่างกันในการลงแข่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะดีขึ้นหรือเหมือนเดิม หลังจากจบยกนี้ไปแล้ว



Directing การกำกับในภาพยนตร์เรื่อง นี้ เน้นการตัดสลับระหว่างช่วงที่เร็ว และช่วงที่ช้า โดยช่วงที่ช้าจะมีลักษณะที่เนิบช้า และทำให้ซึมซับอารมณ์ได้ดี ส่วนการตัดแบบเร็ว และมีการแพลนกล้องที่ค่อนข้างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ และร่วมลุ้นไปกับภาพยนตร์ใน ฉากต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากชกมวย แต่ถือเป็นความผิดพลาดของการกำกับอย่างหนึ่งคือ มีการเพิ่ม หรือ ตัดฉาก แทรกเข้ามาบางฉากที่ไม่ได้มีผลต่อเรื่อง แถมยังไม่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกคนดูด้วย ทำให้บางช่วงดูอืดไปบ้าง และในช่วงที่มีการแสดงพลังผ่านสีหน้า หรือสายตา ก็จะมีการจับไปที่หน้าให้หน้าเป็นศูนย์กลาง แต่น่าเสียดายที่การโคลสอัพ ในบางชัดยังไม่ชัดเพียงพอที่จะสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีนัก



Screenplay นอกจากจะกำกับเองแล้ว ยังร่วมร่างเนื้อเรื่อง และเขียนบทไปด้วยกับ Gavin O' Connor บทภาพยนตร์เมื่อ ดูโดยร่วมแล้วถือว่าครบทุกรส และเก็บได้แทบทุกประเด็น แต่ติดตรงที่ว่าในตอนต้นของเรื่องนั้น มีการปูพื้นที่ไม่แน่น และดีมากพอ ทำให้เมื่อถึงตอนท้ายเรื่อง ไม่สามารถส่งแรงให้หนังพีคกว่าที่เป็นได้ และที่สำคัญที่สุด ไม่มีการลงน้ำหนักไปที่ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง กลับกระจายไปแทบทุกจุด ทำให้หนังหาจุดพีคยากพอสมควร โชคดีที่ตอนจบสามารถสร้างพลังออกมาได้น่าประทับใจ ถ้าลองเขียนบทให้หนักไปในประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ อาจจะมีลุ้นสูงได้ชิงออสการ์ก็เป็นได้



Acting การแสดงของสามคนที่ชัดๆ เริ่มจากคนแรกกับนักแสดงหลักอย่าง Tom Hardy ที่เรื่องนี้มีพื้นที่ให้แสดงมากกว่าเรื่องอื่นๆ ซึ่งก็สามารถปล่อยพลังออกมาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการแสดงแบบนิ่งๆ หยิ่งๆที่แสดงออกมาในตอนแรก ก็สามารถแสดงออกมาได้ดีทั้งการกระทำ และสีหน้า รวมทั้งฉากของความเจ็บปวดที่สามารถแสดงออกมาได้ชัดเจนทั้งจากความเจ็บปวดจาก ความเจ็บทางร่างกาย ที่เค้นน้ำตา และซ่อนสีหน้าได้อย่างดี หรือแม้กระทั่งฉากเจ็บปวดในใจ ที่แสดงออกมาได้อย่างเลือดนักสู้ ส่วน Joel Edgerton เรียกได้ว่าใช้พื้นที่คุ้มอีกคนหนึ่ง นอกจากจะแสดงหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีได้ และยังสามารถแสดงเป็นพี่ชายที่มีปัญหากับน้องชายทั้งๆที่จริงแล้ว เขารักน้องชายมากเพียงใด บวกกับความเป็นนักสู้แห่งความทรนงที่สามารถผสมรวมกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ความเข้มแข็ง อ่อนแอ หรือดุดันก็ตามที คนสุดท้ายกับนักแสดงฝีมือเก๋าอย่าง Nicke Nolte ที่ถึงแม้จะมีบทไม่มากและเป็นแค่บทสมทบเท่านั้น แต่แทบทุกคำพูด ทุกบทในฉากที่มีกลับแสดงพลังออกมาได้เหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นบทของพ่อที่ยอมรับผิด อ้อนวอนลูกกลับมา หรือสีหน้าอึ้งเมื่อโดนลูกตัดเยื่อใยไม่ตรี หรือแม้กระทั่งฉากที่ไม่มีคำพูด แต่สามารถแสดงสีหน้าออกมาได้อย่างมีพลัง ในตอนใกล้จบของเรื่องที่เห็นความสัมพันธ์ที่ทั้งทุกข์ และสุขของพี่น้อง เรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่พิเศษ และสุดยอดจริงๆ



ดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้กะจะปล่อยนักแสดงออกมากวาดรางวัลจริงๆ โดยเฉพาะ Nick Nolte ที่ดูจะมีโอกาสเข้าชิง รวมทั้งมีโอกาสชนะมากที่สุด ส่วนอีกสองคนก็ดูจะพอมีโอกาสอยู่บ้างพอสมควร ส่วนด้านอื่นนอกจากนี้ดูจะไม่โดดเด่นเพียงพ่อเท่าไหร่

ไม่มีความคิดเห็น