Header Ads

Win Win (2011) : ชนะแทบทุกทาง

Win Win : B+
"★★★1/2"



หนังเรื่องเยี่ยมนี้เป็นผลงานการกำกับลำดับที่สามของ Thomas McCarthy ผู้กำกับหน้าใหม่จากหนังเรื่องก่อนๆ คือ The Visitor(2007) และ The Station Agent(2003) ถึงแม้จะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ แต่เขาเป็นนักแสดงที่หน้าเก่ามาก หนังที่เขาเล่นและเป็นที่รู้จักกันดีเช่น Flags of Our Fathers (2006) , Michael Clayton (2007) , Duplicity (2009) , 2012 (2009) และ The Lovely Bones (2009) รวมทั้งหนังในปีที่แล้วอย่าง Fair Game และ Little Fockers ถึงแม้เขาจะเล่นหนังมาหลายเรื่อง แต่กลับแทบไม่มีรางวัลมาการันตีฝีมือเขาเลย แต่กลายเป็นว่ารางวัลส่วนใหญ่ที่เขาได้รับ หรือเข้าชิงนั้น กลับตกไปอยู่ในด้าน Best Director หรือไม่ก็ Best Screenplay ไม่ว่าจะเป็น Best Screeplay จากเรื่อง Up , The Station Agent , The Visitor หรือว่าผลงานด้าน Best Director จาก The Visitor หรือแม้แต่ Best Picture ก็มาจากเรื่องนี้เช่นกัน แต่เมื่อปีที่แล้วเขาพึ่งได้ไปเหยียบเวทีออสการ์จากการเขียนบทร่วมกับ Pete Docter และ Bob Peterson ในอนิเมชั่นเรื่อง Up ถึงแม้จะได้แค่เข้าชิงก็ตาม ซึ่งในหนังเรื่อง Win Win นี้นอกจากเขาจะเป็นผู้กำกับเองแล้ว เขายังเขียนบทเองด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายเวทีรางวัลอย่างมาก



มาพูดถึงนักแสดงเรื่องนี้บ้าง อย่างนักแสดงชายมากฝีมืออย่าง Paul Giamatti เขาได้เริ่มเข้าวงการภาพยนตร์จากการเล่นละครโทรทัศน์เรื่อง She'll Take Romance (1990) ก่อนจะเริ่่มมีชื่อเสียงจากการแสดงบทสมทบเล็กๆในภาพยนตร์เรื่อง The Truman Show และ Saving Private Ryan และมากขึ้นไปอีกจาก Planet of the Apes ก่อนจะเริ่มก้าวสู่เวทีรางวัลจากหนังเรื่อง American Splendor (2003) , Sideways (2004) และเข้าเยือนเวทีออสการ์เรื่องแรกกับบทสมทบในภาพยนตร์เรื่อง Cinderella Man (2005) ซึ่งชิงและชนะมาในหลายๆเวทีด้วย หลังจากนั้นก็เริ่มหันมาทางผลงานคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่วงการซีรี่ส์ก็คว้ารางวัลมามากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง John Adams(2008) ก่อนที่จะประกาศศักดาคว้ารางวัลนำชายจากลูกโลกทองคำเมื่อปีที่แล้วจากหนัง เรื่อง Barney's Version ผลงานทรงพลังในปีนี้นอกจาก Win Win ก็มี Ironclad , The Hangover Part II , The Ides of March เป็นต้น



Amy Ryan ภรรยาสาวในเรื่อง เริ่มแรกจากงานแสดงทางโทรทัศน์ ก่อนจะเริ่มมารับบทสาวข้างบ้านในเรื่อง War of the Worlds (2005) และ Capote (2005) ก่อนจะเริ่มมาโด่งดังสุดๆ ในเวทีรางวัลแทบทุกรางวัล ไม่เว้นแม่แต่เวทีออสการ์ จากหนังเรื่อง Gone Baby Gone (2007) ในบทสมทบหญิง หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานคุณภาพโผล่มาหลายเรื่องให้เธอได้ชิมลาง ไม่ว่าจะเป็น Changeling (2008) หรือ Greenzone (2010) นอกจากนี้เธอยังมีผลงาน Series เรื่อง The Office ให้ส่งเธอเข้าไปชิงนักแสดงหญิงในรางวัล Gloden Nymph จาก Monte-Carlo TV Festival อีกด้วย



แต่ที่หน้าแปลกใจที่สุดคงหนีไม่พ้น หนุ่มน้อยหน้าใหม่ Alex Shaffer ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแรก แถมเป็นผลงานแรกในวงการภาพยนตร์ด้วยซ้ำ แต่กลับเห็นว่าฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว นอกจากนี้หลังจากจบเรื่อง Win Win ไปแล้วเขายังมีผลงานหนังสั้นเรื่อง Pig Lady ที่กำลังอยู่ในขั้นตอน Post-Production ซึ่งแน่นอนหลังจากนี้คาดว่าจะยังมีอนาคตทางภาพยนตร์ต่อไปอีกเรื่อยๆแน่นอน

ยังไม่ทันไรนอกจากนี้หนังเรื่อง Win Win ยังถูกคัดเลือกเข้าไปฉายเป็น Official Selection ของ Sundance อีกด้วย เท่านั้นยังเป็นหารประกาศศักดาไม่พอ ยังสามารถเข้าชิงรางวัล ESPY Award ของปีนี้ ในสาขา Best Sport Movie ไปครองได้อีกด้วย อนาคตยังคงสดใสอยู่



Win Win หนังเรื่องนี้เล่าถึงตัวละครหลักคือ Mike (Paul Giamatti) ทนายความ และทำงานเป็น โค๊ชมวยปล้ำนอกเวลางานด้วย มีแผนการบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนักที่ต้องการเป็นคนดูแลชายแก่คนหนึ่ง (Burt Young) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเขากำลังคิดหาทางออกให้เป็นผลลัพธ์บวกกับเขาได้นั้น ก็เกิดสิ่งไม่คาดหวังขึ้นเมื่อ “Kyle” (Alex Shaffer) หลานชาย ของชายแก่ดังกล่าว โผล่มาหาเขา และต้องการที่อยู่หลังจากหนีออกจากบ้านมา เขากลับพยายามที่จะส่งกลับไปหาแม่ให้ได้ แต่ภรรยา(Amy Ryan) กลับมีความสงสารที่เห็นว่าแม่ไม่สนใจเขา จึงจะเลี้ยงเขาไว้ และสร้างชีวิตใหม่ให้เขา ด้วยการความต้องการ Kyle ที่จะเล่นมวยปล้ำ ตามสิ่งที่เขาเป็นมาตั้งแต่ Ohio และ Mike ก็เห็นแววว่าเขาจะสามารถสร้างชัยชนะให้ทีมได้ แต่ก็วุ่นเข้าไปอีกเมื่อแม่ของ Kyle ตามหาเขา เพื่อพาเขากลับบ้าน แต่ปรากฎว่าเขาต้องการแค่ลูก ไม่ใช่พ่อ (Burt) สิ่งที่เธอต้องการ ก็ไม่ต่างอะไรจาก Mike ที่ยอมหาทางเลี้ยงเขา เพราะ เงิน คำเดียวไงล่ะ



Cinematography ภาพในฉากต่างๆ มีการจับกล้องที่เน้นคนเป็นหลักและพยายามให้อยู่ตรงกึ่งกลางของจอ  โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าภาพสถานที่ค่างๆ หรือภาพที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก จะทำให้ด้านข้างของภาพทั้งสองมีความเท่ากัน จึงทำให้จับจุดโฟกัสได้ง่ายขึ้น

Screenplay บทของภาพยนตร์เรื่อง นี้ไม่ซับซ้อนมากนัก และเข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธืของตัวละครต่างๆ และการกระทำของตัวละครต่างๆที่ส่งผลต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ ตัวบทยังสร้างคาแรกเตอร์ ของตัวละครแต่ละตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมทั้งยังแสดงคำว่า Win Win ในเรื่องของแต่ละคนสมกับชื่อเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเอก ซึ่งบทของหนังมีการหักมุมที่ใหญ่ในตอนท้ายเรื่อง รวมทั้งมีการกระชับเรื่องทำให้ในตอนท้ายเรื่องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกด้วย แน่นอน อาจจะดูเป็นบทที่ไม่พิเศษหรือแตกต่างมากนัก แต่ก็มีลุ้น ออสการ์สาขา Best Original Screenplay อยู่บ้าง

Acting คงไม่ต้องพูดอะไรมากกับ Acting ของ Paul Giamatti แล้ว เพราะผลงานที่ผ่านมาก็ชี้ชัด ด้วยการแสดงที่ค่อนข้างทรงพลัง และมีอิทธิพลกับคนดู รวมทั้งเป็นธรรมชาติค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งน้ำหนักในแต่ล่ะคำทำให้คำพูดดูมีพลังและจับจุดได้ถูก นอกจากนี้ ในการแสดงสีหน้าต่างๆ ถึงแม้จะไม่ได้ดีเลิศมากมาย แต่ก็ถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับหนังเรื่องนี้ ส่วน Amy Ryan ฝีมือก็ยังคงไม่ตกไปเท่าไหร่หลังจาก Gone By Gone ในปี 2005 พลังในการแสดงของเธอยังไม่ลดน้อยลงไป แต่อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ไม่อาจมีบทให้เธอแสดงแบบทรงพลังมากมายก็ได้ เธออาจไม่มีสิทธิในออสการ์อีกครั้งก็เป็นได้ ส่วนหนุ่มน้อยหน้าใหม่ถือว่า เซอร์ไพรส์ จริงๆ สำหรับผลงานเพียงเรื่องเเรก โดยไม่เคยเล่นหนัง หรือ ซีรี่ส์ใดๆมาก่อน Alex Shaffer กับทำได้ไม่เลวทีเดียวในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับบทที่เป็นเด็กเก็บกดทางอารมณ์ได้อย่างดี ถึงแม้ว่าอาจจะมีโฟกัสหลุดไปบ้างแต่ก็พอให้อภัยได้สำหรับหนังเรื่องแรกของ เขา

ยังไงก็ยังมีลุ้นอยู่ดี ถึงแม้ว่าปีที่แล้วจะไม่ได้เข้าชิงออสการ์ในเรื่อง Barney's Version กับเรื่อง Win Win นี้ก็ไม่ได้แสดงด้อยกว่าแต่ประการใด จึงเป็นโอกาสมากที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในการเข้าชิง Best Actor ของ Paul Giamatti ส่วนความหวังรองลงมาคงเป็น Best Original Screenplay

ไม่มีความคิดเห็น