Header Ads

Winnie the Pooh (2011) : มิตรภาพข้างโถน้ำผึ้ง

Winnie the Pooh : B
"★★★"





แอนิเมชั่นอีกเรื่องหนึ่งของปีนี้ที่เรียกได้ว่าเป็น แบรนด์ระดับตำนานอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้อย่าง Winnie The Pooh มีสีเหลืองทึ่มที่ดูจะเป็นขวัญใจใครหลายๆคนมานานหลายนับทศวรรษ คราวนี้ถูกนำมาสร้างใหม่อีกครั้งด้วยสองผู้กำกับหน้าใหม่ แต่ทั้งคู่นั้น เป็นนักเขียนมือทองให้กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ Disney มาหลายต่อหลายเรื่อง ผู้กำกับสองคนที่นำ Winnie The Pooh มาปัดฝุ่นอีดครั้งคือ Stephen J. Anderson และ Don Hall สำหรับ Anderson นี่เป็นแอนิเมชั่นเรื่องที่สองที่เขาได้กำกับ หลังจากเคยกำกับ Meet The Robinsons ในปี 2007 มาก่อนแล้วเรื่องหนึ่ง



ส่วน Hall นั้นนี่เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เขาได้ลงในตำแหน่งผู้กำกับภาพยนตร์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ Winnie The Pooh พิเศษกว่า Winnie The Pooh ในเรื่องอื่นๆอยู่บ้างคือ การได้มือเขียนบท และเรื่อง จากฝีทือฉมังหลายๆคน รวมทั้งสองผู้กำกับนั้นด้วย โดย Anderson เคยเขียนเรื่อง Tarzan (1999) , The Emperor's New Groove (2000) , Brother Bear (2003) และ Meet The Robinsons (2007) มาก่อนหน้านี้ และ Hall เคยเขียนเรื่องพร้อมกับ Anderson มาทั้งหมด แต่จะมีเพิ่มมาหนึ่งเรื่องคือ Princess & The Frog (2009) เท่านั้นเอง จะเห็นว่าฝีมือในการเขียนบทของทั้งคู่มีเครดิตมาจากเรื่องก่อนๆมากมาย จึงทำให้ Winnie The Pooh ภาคนี้ดูจะมีมิติ และการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจมากกว่าภาคก่อนๆพอสมควร ไม่ใช่เรื่อง หมีทึ่ม หมูน้อยขี้กลัว กระตายอวดฉลาด หรือลาเฉื่อยเพียงเท่านั้น





ส่วนที่น่าสำคัญคือนักพากษ์ที่ได้ Jim Cummings นักพากษ์เสียงทองเจ้าเดิมเข้ามาให้เสียงทั้ง Winnie The Pooh และ Tigger จะเห็นได้ว่า Cummings เคยผ่านงานพากษ์เสียงเรื่องดังๆมาหลายต่อหลายเรื่องนอกจากหนัง Winnie The Pooh แล้วก็ยังมี The Little Mermaid , Aladdin , Tom & Jerry , The Lion King , A Goofy Movie , Pocahontas , The Hunchback of Notre Dame , Hercules , Anastasia , Antz , Babe , Tarzan , Titan A.E. , Shrek , Atlantis : The Lost Empire , The Jungle Book 2 , Sinbad : Legend of the Seven Seas , TMNT , The Princess & the Frog , Gnomeo & Juliet และเรื่องล่าสุดกับ Winnie The Pooh จะเห็นได้ว่า Cummings มีประสบการณ์มากมายจากการพากษ์เสียงมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เข้าพากษ์เสียงมากที่สุดคงนี้ไม่พ้นแอนิเมชั่นในทุกๆเรื่องที่มี Winnie The Pooh หรือ Tigger เข้ามาข้องเกี่ยว



Winnie The Pooh ภาคล่าสุดในปี 2011 เล่าเรื่องถึงจิตนาการอันมากล้นของเด็กน้อยที่มีชื่อว่า Christopher Robin ที่มีต่อการสร้างเรื่องราวระหว่างเขาและเหล่าพ้องเพื่อนตุ๊กตายัดนุ่น ซึ่งมีตัวที่เขารักมากที่สุดคือ Winnie The Pooh โดยเขาได้เกิดเรื่องราวปัญหาเมื่อ หมีทึ่มสีเหลืองพูห์ไม่มีน้ำผึ้งกิน และหางของอียอร์หายไป ผองเพื่อนทั้งหลายจึงช่วยกันตามหาหางของอียอร์ โดยมีรางวัลเป็นน้ำผึ้ง แต่พูห์ก็ไม่สามรถเอามาได้ จึงไปขอน้ำผึ้งจากคนอื่นๆรวมทั้ง Robin ด้วย แต่ Robin หายไปและทิ้งโน๊ตไว้ พูห์จึงเอาไปให้อาวว์ นกฮูกจอมฉลาด ซึ่งอาวว์พบว่า แบ๊คสันตัวร้ายเป็นคนจับ Robin ไป ผองเพื่อนจึงหาทางจับ แบ๊คสัน และช่วย Robin ให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดจากความผิดพลาดของนกฮูกอาวว์จอมอวดเก่งทำให้เกิดเรื่อง ยุ่งๆขึ้นมา อีกทั้งหางอียอร์ที่หายไปก็เกิดปัญหาจากอาวว์นกฮูกจอมอวดฉลาดนี่เอง



Directing การกำกับต้องยอมรับว่าผู้กำกับทั้งสองคนเตรียมตัวมาได้อย่างดี นอกจากจะรักษาความเป็นลักษณะของหนังเรื่อง Winnie The Pooh แล้วยังสามารถเพิ่มความเป็น Winnie The Pooh เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก นอกจากนี้ยังเพิ่มมิติของบทให้ดูมีมากขึ้นทำให้หนังมีหลายสาขาไม่ดูแบนราบ น่าเบื่อจนเกินไป อีกทั้งพยายามเน้นคาแร็กเตอร์ของแต่ล่ะตัวให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเรียงลำดับความสำคัญของตัวละครให้ลดหลั่นกันไปได้อย่างดี ทำให้เป็นหนัง Winnie The Pooh ที่จัดได้ว่าดีอีกภาคหนึ่งเลยทีเดียว



Screenplay ผู้เขียนบทพยายามเพิ่มบทให้มีปัญหาเพิ่มขึ้นคือ มีเรื่องราวที่ค่อนข้างคม และเข้มขึ้น เพื่อไม่ให้มีแค่ปัญหาเดียวแล้วจะดูน่าเบื่อเกินไป นอกจากนี้บทที่เพิ่มเข้ามาผู้เขียนยังเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดีไม่ทำให้หนัง ย้อนไปมา หรือแกว่งไปแกว่งมาได้ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีลูกเล่นที่แปลกไปจาก Winnie The Pooh ภาคก่อนๆด้วย คือ พยายามสร้างจุดไคลแม็กซ์ให้ดูมีหลายจุดในการแก้ปัญหาแต่ล่ะเรื่อง นอกจากนี้ยังเพิ่มความแปลกใหม่ด้วยการเพิ่มเนื้อเรื่องแทรกลงไปในขณะที่ เรื่องอีกเรื่องหนึ่งกำลังดำเนินอยู่ด้วย



Original Song เพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ มีอยู่มากมายหลายเพลง แต่เพลงที่ฟังแล้วดูจะมีเข้าเค้ามากที่สุดของ Winnie The Pooh คือเพลง So Long ที่ได้สาวน่ารัก Zooey Deschanel ถึงแม้ว่าเสียงจะไม่ได้เพราะระดับขั้นเทพ แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดฟังไม่ได้ ซึ่งเมื่อดูเนื้อเพลงแล้ว ก็ดูจะเข้ากับหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี ด้วยเนื้อหาที่กล่าวถึงเรื่องการได้อยู่กับเพื่อนเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ที่ยาวนาน บวกกับทำนองที่มีจังหวะที่เข้ากับหนัง ดูเพิ่มดีกรีให้หนังมีมิติและกระชับกระเฉงมากขึ้นอีกทั้งฟังแล้วค่อนข้าง สนุกมากกว่าน่าเบื่อ ทำให้คาดว่า So Long น่าจะเป็นเพลงของเรื่องนี้ที่เป็นตัวเต็งมากที่สุดแล้วก็ได้

ส่วนที่มีลุ้นจริงๆในแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ของ Winnie The Pooh นี้ ก็คงหนีไม่พ้น Best Animated Feature ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด แล้วออสการ์ยอมให้มีถึง 5 รายชื่อก็น่าจะมีเรื่องนี้ด้วย และ Best Original Song ซึ่งมีความหวังสูงพอสมควรที่จะได้เข้าชิง แต่จะขนะอยากพอสมควร

ไม่มีความคิดเห็น