Header Ads

100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2013



100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2013

Love to Love 14/02/13-14/02/14

100. After Lucia [Mexico], dir. Michel Franco
ภาพยนตร์ในตำแหน่งผู้ชนะสายรองจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ โฟกัสไปที่ปัญหาของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่มีปัญหาการเข้าสังคมในโรงเรียนอย่างชัดเจน ภาพยนตร์มีประเด็นที่แข็งแกร่งอย่างมากในเรื่องของสังคม และสถาบันครอบครัว ที่ประเด็นหลังนี่ถือเป็นหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ว่าได้ ภาพยนตร์อาจมีท่าทีที่เรียบเฉยในการขับเน้นประเด็นต่างต่างนานาออกมา แต่การกระทำ และพฤติกรรมของคนในครอบครัว และเพื่อน ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใดของตัวละครนำนั้นถือว่าค่อนข้างชัดเจนในการตีความประเด็น ความโดดเด่นในเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบครอบครัวของเม็กซิโกออกมาได้โดดเด่นเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสภาวะอึมครึมของเหตุการณ์ และบรรยากาศที่เย็น และอึดอัด สามารถสอดรับกับบริบท และประเด็นต่างต่างที่กล่าวไว้ข้างต้นได้อย่างดี ซึ่งในท้ายที่สุดบทสรุปก็ไม่ได้ยากเกิดคาดเดา

99. Much Ado About Nothing [USA], dir. Joss Whedon
ภาพยนตร์จากหนังสือคอมเมดี้อันเลื่องชื่อของเชคสเปียร์ ที่ผู้กำกับยังคงท่วงทำนอง และคำพูดเอาไว้เหมือนกับต้นฉบับ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการออกแบบ และสร้างบริบทของตัวละครให้ดูสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่ถือว่าน่าสนใจอย่างมากนั่นก็คือ การที่ผู้กำกับใช้เวลาถ่ายทำเพียงใหม่กี่วัน และนักแสดงก็เป็นหมู่เพื่อนฝูงกัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกมาได้เยี่ยมมากทีเดียว การวางคาแร็คเตอร์ของตัวละครถือว่าโดดเด่นมาทีเดียว การใช้การลำดับภาพที่น่าสนใจ และการเพิ่มขึ้น ลดลง หรือขยายช่วงเวลาส่วนต่างต่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่ามีความพอดีค่อนข้าง และลงตัว ซึ่งการที่ภาพยนตร์รักษาขอบเขตของความใหญ่ของเรื่องราว และเหตุการณ์เอาไว้นั้น ถือว่าน่าสนใจอย่างมากในการวางโครงเรื่องให้รัดกุม และหนักแน่น ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนเลยว่าภาพยนตร์ที่เล็กมา และไม่ได้ลงทุนเยอะ ใช้เวลาเยอะ ถ้ามีการกำกับที่มีวิสัยทัศน์ และความพอดี ย่อมทำให้ภาพยนตร์ออกมายอดเยี่ยมแน่นอน

98. Lore [Australia], dir. Cate Shortland
ภาพยนตร์ที่สะท้อนความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อชาวเยอรมันภายหลังการล่มสลายของจักรวรรดินาซีที่ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้น ซึ่งความน่าสนใจมันไม่ได้เน้นการพิพากษาของตัวละครเท่านั้นสิ่งที่น่าสนใจไปไกลกว่านั้น คือมันวิพากษ์เรื่องราวของความสัมพันธ์ของชาติที่เข้ามาแบ่งชิ้นเค้ก รวมไปถึงความสัมพันธ์ของชาวเยอรมัน และชาวยิวในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ยิ่งกว่านั้นมันยังไปสำรวจมนุษยธรรมในจิตใจของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่กำชัยในสงคราม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ต้องการเพียงการนำเสนอด้านที่น่าสงสารของชาวเยอรมันเพียงอย่างเดียว แต่มันยังกล้าที่จะตั้งคำถามถึงชาวเยอรมันด้วยซ้ำไป ซึ่งสิ่งที่ต้องน่าชื่นชมอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการใช้จังหวะ ร่วมกับงานภาพ และดนตรีประกอบที่สามารถเรียกอารมณ์ของความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ และการเอาใจช่วยเพื่อนมนุษย์ แบบไม่มีขอบจำกัดของเชื้อชาติได้อย่างทรงพลัง

97. Everybody in Our Family [Romania], dir. Radu Jude
ภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาของสถาบันครอบครัวออกมาได้อย่างน่าชื่นชม การใช้สัญลักษณ์นานาเด่นชัดมาก ที่เด่นชัดสุดคงเป็นตัวเอกของเรื่องอย่างหมึกยักษ์ ซึ่งถ่ายทอดสภาวะการณ์ของครอบครัวนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน การสร้างเรื่องราวที่เป็นลำดับขั้นทางอารมณ์จากเหตุการณ์ที่ดูเบาที่สุด จนมายังเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นและวายป่วง แต่ในท่ามกลางความวายป่วงตรงนั้นถือว่าการกระทำของตัวละครนั้นยังนำเสนอได้ในเชิงเปรียบเทียบถึงความหมายโดยนัยของการกระทำพวกนี้ นอกจากนี้การวางโครงเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครแบบปิดในช่วงต้น และค่อยเปิดเผยความสัมพันธ์อันร้าวรานของตัวละครในครอบครัวนี้ เหมือนกับปรอทวัดไข้ที่สูงมากขึ้นในตลอดการดำเนินของเรื่อง จากตอนแรกที่ภาพยนตร์มาเหมือนคลื่นสงบ แต่เมื่อมีอะไรบางอย่างหย่อนลงไปก็ทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้นมาได้ทันที่ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความล้มเหลวของสถาบันครอบครัวได้เด่นชัดที่สุดเรื่องหนึ่ง

96. Blancanieves [Spain], dir. Pablo Berger
ภาพยนตร์ขาวดำเรื่องเยี่ยมของปีที่เอาตำนานสโนไวท์กลับมาปัดฝุ่นคืนชีพความสง่างามขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่แบบงานบันเทิงตลาดไร้ความงามแบบฮอลีวู้ด ซึ่งการสร้างสเน่ห์ของภาพยนตร์ และการใช้ศิลปะภาพยนตร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก และสอดรับกับตัวดนตรีประกอบของภาพยนตร์อย่างดี การวางโครงสร้างของเรืิ่องราวที่เคารพต้นฉบับ แต่ปรับให้ดูเป็นสมัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือพฤติกรรมของตัวละครถือว่าโดดเด่นมาก และทำออกมาได้ดีเสียด้วย งานด้านการนำเสนอด้านภาพก็สามารถสื่อความหมาย และจัดแสงออกมาได้อย่างน่าสนใจ การเล่าเรื่องราวที่ใช้จังหวะที่ดี และกระชับถือว่าเป็นหมัดเด็ดหมัดหนึ่งของภาพยนตร์ที่สามารถดึงคนดูเอาไว้ได้อยู่หมัดตลอดเวลา การสร้างความต่อเนื่องของภาพยนตร์ค่อนข้างสูง และโดเด่นไม่เวิ่นเว้อ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ขาวดำที่ดีเยี่ยมเรื่องหนึ่ง และดีกว่าภาพยนตร์ที่ได้ออสการ์ไปชัดเจนมาก

95. Young & Beautiful [France], dir. Francois Ozon
ภาพยนตร์ของผู้กำกับที่มีภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องง่านเข้าใจไม่ยาก แต่ประเด็นเด่นชัด และเฉียบคมเสมอ ซึ่งก็ยังเป็นอารมณ์ในช่วงนี้ของผู้กำกับที่ยังคงวนเวียนต่อเนื่องในประเด็นเรื่องเพศอยู่เช่นเคย ซึ่งยังคงมือถึงในการสร้างจังหวะ และอารมณ์ที่ค่อนข้างเด่นชัดออกมา แต่ถึงอย่างไรก็ดียังคงมีบางช่วงที่ประเด็นยังคงวนอยู่ไม่เคลื่อนไปมากเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรก็ดีด้วยความเด่นชัดในประเด็น และการเล่าเรื่องที่ดีและแม่นยำนั้นก็ยังสามารถสร้างภาวะแปลก บริบทแปลกออกมาได้อย่างน่าสนใจและมีพลัง ซึ่งการขับเน้นลักษณะของเซ็กซ์ในนักแสดงนำหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้เด่นชัดมาก และการสะท้อนประเด็นในเรื่องของสังคม และครอบครัวก็ตรงไปตรงมาก ทำให้คนดูสามารถรับสารที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อ และอารมณ์ที่ต้องการจะส่งออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีองค์ประกอบหลายอย่างค่อนข้างดี และดูไม่ยากนัก

94. Workers [Mexico], dir. Jose Luis Valle
ภาพยนตร์ที่สะท้อนความพิกลพิการ และความน่าเบื่อหน่ายของสังคมออกมาได้อย่างน่าสนใจ การใช้ชีวิตของตัวละครในภาพยนตร์ถือว่ามีคาแร็คเตอร์ที่เด่นชัดมาก นอกจากนี้การวางสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น สุนัข นั้นก็ถือว่าเด่นชัดในแง่ของการสื่อความหมาย การสะท้อน และเสียดสีสถานะของมนุษย์ปุถุชนนั้น ดูจะเป็นอะไรที่โดดเด่นมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำเชิงเปรียบเทียบของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่ามีความหมายในการที่จะเล่าเรื่องในแต่ล่ะมุมของมนุษย์ ไม่เพียงแต่ความแดกดัน แต่ในบางมุมนั้นสะท้อนถึงการติดอยู่กับระบอบอะไรบางอย่างเพื่อที่เราจะมีชีวิติยู่ในสังคม บางคนต้องดิ้นรนหาไฟเพื่อส่องสว่างตัวเอง แต่บางครั้งไฟที่มากขนาดนั้นก็อาจจะส่องเข้าตาจนมองไม่เห็นได้เหมือนเดิม ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วชีวิตของเราจะอยู่บนเส้นทางของตัวเอง หรือเราต้องเป็นเบี้ยล่างให้คนอื่นนั้น ภาพยนตร์บริบทแปลกเรื่องนี้จะให้คำตอบได้

93. The World's End [USA], dir. Edgar Wright
ภาพยนตร์จากหนึ่งในผู้กำกับที่สามารถสร้างเรื่องราววายป่วงออกมาได้อย่างดี และสะท้อนสังคม และความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ภาพยนตร์ของผู้กำกับถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดูได้ไม่ยาก และมีเนื้อหาประเด็นซ่อนไว้อยู่เสมอ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้มีบริบทของสังคม มิตรภาพ และการเปลี่ยนผ่านของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ บางสิ่งที่น่าสนใจในการสะท้อนความรู้สึกของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปต่อสถานที่ที่เป็นอดีต และเรากลับมาเมื่อความสัมพันธ์ และสถานะความรับผิดชอบของบุคคลต่างกันไป การสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของมนุษย์ถ่ายทอดไปกับคำถามเรื่องมิตรภาพ ว่าท้ายที่สุดใครจะยังคงเป็นเพื่อนเราอยู่ และน่าแค่ไหนที่เขาจะก้าวไปพร้อมกับเราไม่เปลี่ยนรูปแบบเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นการนำเรื่องราวของเอเลี่ยนเข้ามาถือว่าชัดเจนมากทีเดียวในการนำเสนอรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้



92. Like Someone in Love [France], dir. Abbas Kiarostami
ภาพยนตร์จากผู้กำกับขึ้นหิ้งชาวอิหร่านที่มาเอาดีในฝรั่งเศส ซึ่งก็ยังคงรูปแบบการเล่าเรื่องคล้ายเดิมในเรื่องราวของคนนอก ประเด็นของการเจือปนทางวัฒนธรรม และสังคมยังคงเด่นชัดมากทีเดียว การพูดถึงประเด็นเรื่องพ่อหม้าย และหญิงสาววัยรุ่นดูจะน่าสนใจไม่น้อยในการสะท้อนภาพของวัฒนธรรม และสังคมญี่ปุ่นออกมาได้อย่างน่าสนใจ การตีกรอบ และการไร้กรอบบางอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าสะท้อนความอิหลักอิเหลื่อของความสัมพันธ์มนุษย์ออกมาได้อย่างดี การเล่าเหตุการณ์ หรือเบื้องหลังของตัวละครหลายตัวสามารถสะท้อนค่านิยม และความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของสมาชิกในครอบครัวได้อย่างน่าสนใจ การกล้าที่จะพูดถึงเรื่องราวทางเพศ โดยเฉพาะเพศหญิงถูกขับออกมาดดดเด่นมากพอสมควรในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งโดยรวมแล้ว ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแบบภาพยนตร์ของผู้กำกับเรื่องก่อนก่อน แต่ประเด็นเรื่องสังคมยังดุเดือดคล้ายเดิม

91. Innocents [Singapore], dir. Wong Chen-Hsi
ภาพยนตร์ที่พูดถึงบริบทของสังคมในสิงคโปร์ได้อย่างรุนแรงและชัดเจนมากทีเดียว การนำเสนอแบบซ่อนประเด็นผ่านการกระทำ เหตุการณ์ หรือเชิงสัญลักษณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับเสียด้วย ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีมาก การใช้สัญลักษณ์แทนสภาวะการเปลี่ยนผ่านของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน การสะท้อนบริบทความเป็นไปของครอบครัวที่สะท้อนออกมาผ่านจินตภาพ และการกระทำของเด็กในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจมาก การสะท้อนการพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างของเด็กกับสิ่งหนึ่งถือว่าตั้งคำถาม ต่อความเป็นไปของเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ การวิพากษ์สังคมถูกนำเสนออกมาด้วยเรื่องราวของเด็กที่ดูมีความลึกลับ แต่แท้จริงแล้ว เป็นการกระแทกหน้าสังคมอย่างร้ายกาจ และถือว่าเป็นภาพยนตร์จากแดนเมอร์ไลอ้อนที่สุดยอดที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่ผ่านมา นอกจากจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อึมครึมแล้ว ยังเต็มไปด้วยศิลปะของภาพยนตร์

90. Ain't Them Bodies Saint [USA], dir. David Lowery
ภาพยนตร์ที่มีงานภาพที่งดงามพอสมควร ประเด็นของภาพยนตร์ที่ไม่เพียงแต่พูดถึงความรักอันร้างไกลและรักที่แสนบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจหาญไปไกลถึงการวิพากษ์วิจารณ์รากเหง้าของอเมริกันชนด้วยซ้ำ ภาพยนตร์สามารถออกแบบคาแร็คเตอร์ของตัวละครออกมาได้อย่างน่าสนใจ การแทนตัวละครทั้งหมดด้วยบริบทของความเป็นอเมริกันได้น่าสนใจอย่างมาก การสะท้อนภาวะความเป็นไปของอเมริกาจากโจรที่ปล้นเอาแผ่นดินจากชาวอินเดียนแดง ไล่เรียงไปถึงการปกป้องลูกหลานตนเองอย่างสุดแรงกล้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการที่ภาพยนตร์มัวโฟกัสที่ประเด็นมากจนเกินไป ทำให้ภาพยนตร์รักเรื่องนี้เลยดูค่อนข้างแห้งแล้งมากเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ดีในแง่ของการปูประเด็น การนำพาประเด็น หรือแม้แต่การสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำออกมาได้ยอดเยี่ยมทีเดียว ซึ่งพลังเสริมจากงานกำกับภาพก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันนี้ด้วย

89. Sarah Prefers to Run [Canada], dir. Chloe Robichaud
ภาพยนตร์จากสายรองของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ที่เน้นการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย และบรรยากาศที่ดูเย็นตามสไตล์ภาพยนตร์ของแคนาดา การสร้างอารมณ์สะสมของภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ การที่ภาพยนตร์ไม่พยายามที่จะขับเน้นอะไรออกมามากมายเกินควรในช่วงแรก ทำให้อารมณ์ของภาพยนตร์นั้นถูกสะสมพร้อมไปกับการรวบรวมประเด็น และสาเหตุแรงจูงใจของตัวละครที่ค่อยเด่ชัดมากขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วการสะสมแบบนี้อาจทำให้คนที่ไม่อดทนดูภาพยนตร์ต่ออาจเบื่อก็ได้ แต่ด้วยการสร้างความน่าสงสัยตลอดก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดคนดูเอาไว้ได้ ซึ่งในท้ายที่สุดผู้กำกับเลือกเวลาที่ดีในการปล่อยสิ่งสะสมออกมา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของครอบครัว หรือสังคม แรงจูงใจ และเหตุของการกระทำนั้นถูกเผยออกมาได้อย่างน่าสนใจ และกลายเป็นพลังที่ส่งภาพยนตร์อย่างมากในช่วงท้ายเรื่อง

88. Silver Linings Playbook [USA], dir. David O. Russel
ภาพยนตร์ของผู้กำกับขวัญใจอเมริกันชนอีกเรื่องหนึ่งที่ได้นักแสดงดังขวัญใจคนอเมริกันมาร่วทัพครบครั้น ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวดัดแปลงมาจากหนังสือที่เล่าเรื่องราวของคนอาการไบโพลาร์ ซึ่งความน่าสนใจกว่านั้น ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องราวของรักโรแมนติก หรืออารมณ์ขบขันในบางช่วงเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงไว้ลายผู้กำกับคือ มีการวิพากษ์สังคมของมนุษย์อเมริกันในช่วงนั้น รัฐนั้นด้วยซ้ำ การเอารูปแบบสัญลักษณ์บางอย่างที่สำคัญของรัฐมาเสียดสีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีการเล่าเรื่อง หรือบทสรุปของเรื่องราวที่ดูไม่แปลกใหม่ และก็ดูน้ำเน่าไปพอสมควร แต่สิ่งที่เราต้องพิจารณาตามไหล่ทางนั่นก็คือ การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดี การใช้จังหวะช่วงต่างต่างในการเล่าเรื่องถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างกลมกล่อม ความน่าเชื่อถือของเรื่องราวถึงแม้จะดูตามนิยายไปหน่อย แต่มันก็มีความลงตัวในแง่อารมณ์

87. Side by Side [USA], dir. Christopher Kenneally
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของฟิล์ม และการพัฒนาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และแผ่นฟิล์ม ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การเอาดึงผู้กำกับชื่อดัง เทคนิคเชี่ยนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง และเจ้าของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เข้ามาคุยถึงเรื่องพื้นฐานทั้งหมดทั้งมวล ไล่ไปตั้งแต่ตัวฟิล์ม กลไกทางวิทยาศาสตร์ ไปสู่การเล่าเบื้องหลัง การพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้ รวมไปถึงหัวข้อที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่าง ระบบฟิล์ม และดิจิตอล ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคือภาพยนตร์เรื่องนี้ฉลาดเลือกในการเอาความเห็นของบุคคลที่แตกต่างกันสองฝั่งชัดเจน และคนที่พอเป็นกลางเข้ามาคุยกัน และใช้การตัดต่อในการสร้างบริบทของคำถามที่ขัดแย้ง หรือต่อเนื่องกันออกมาได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจ นอกจากนั้นในการขยายความชัดเจน นอกจากจะใช้การพูดซ้ำแล้ว แต่เป็นคนล่ะคน และคนล่ะมุมมอง ก็ยังเลือกที่จะนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวในบางเรื่องด้วย

86. Searching for Sugar Man [USA], dir. Malik Bendjelloul
ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ได้ดีเลิศขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นภาพยนตร์สารคดีเพลงค่อนข้างมาแรง และการดำเนินขุดรากวัฒนธรรมของอเมริกาก็ดูจะเป็นอะไรที่ถูกอกถูกใจในช่วงนั้น เอาเข้าจริงแล้วการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไล่เรียงเรื่องราวไปเรื่อยเรื่อย ค่อยค่อยขุดเข้าไปค้นหาต้นตอของสิ่งที่สร้างเรื่องราวเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ไดใช้จังหวะอะไรที่ดีมากนัก แต่ภาพยนตร์ฉลาดในการเล่นกับคนดูด้วยการเอาเพลงเก่าที่คุ้นหูกันมาก แต่ไม่มีใครรู้จักศิลปินเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันเยอะแล้วในปัจจุบัน ซึ่งการตั้งปมคำถามที่ทุกคนในวัฒนธรรมของอเมริกาเป็นเหมือนคล้ายกันนั้น ถือว่าทำให้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้มีอาวุธที่สำคัญในการดึงอารมณ์ของคนดูเอาไว้ ซึ่งในท้ายที่สุดด้วยการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ให้บทสรุปที่ดีในแง่การสร้างความเป็นปัจจุบันของเรื่องราวได้ดีทีเดียว

85. The Imposter [UK], dir. Bart Layton
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของตัวปลอม แต่เมื่อมันเป็นสารคดีมันไม่สามารถสมมติตามอารมณ์ หรือเนรมิตตัวละครหรือเรื่องราวจากในหนังสือขึ้นมาได้ เพราะมันต้องมาจากเหตุการณ์จริง และเรื่องจริงจากปากคนเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งเราเคยเห็นงานพล็อตแบบนี้มาก่อนหน้านี้กันแล้ว แต่พอมางานสารคดีเรื่องนี้ก็เลือกที่จะโฟกัสไปที่มุมมองที่ต่างกันออกไป และจุดศูนย์กลางของเรื่องราวก็ถูกโยนไปที่เรื่องราวการสืบเสาะความเป็นไป เป็นมาของการปลอมตัวเข้ามาเป็นเด็ก ความผิดพลาดของระบบตำรวจ และยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้น่าชื่นชมพอสมควรนั่นก็คือการสร้าง บรรยากาศ และอารมณ์ของงานสารคดีเรื่องนี้ให้เป็นเหมือนภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่ต้อง ยอมรับว่าสามารถสร้างบรรยากาศในช่วงของการจำลองเหตุการณ์ออกมาได้อย่างดี แต่น่าเสียดายไปบ้างที่การควบรวมระหว่างส่วนการสัมภาษณ์กับเหตุการณ์สมมติ อาจยังดูแตกต่างกันเกินไป


84. Wadjda [Saudi Arabia], dir. Haifaa Al-Mansour
ภาพยนตร์ที่อิงกระแสเสรีภาพของสตรีในซาอุดิอาระเบียอยู่ช่วงหนึ่งจนเรา คิดกันไปเองว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีบทบาทที่สำคัญบทเวทีทั่วโลก แต่ท้ายที่สุดมันก็กลับไม่เป็นแบบนั้น แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเองที่ซึ่งเรื่องราวของเด็กสาวผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ถูกพูดถึงกันอย่างมาก ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้ช่วยผลักดันตัวภาพยนตร์ไปไกลเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่คุณภาพโดยรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ดีเลิศ ขนาดนั้น อีกทั้งอารมณ์ของภาพยนตร์ก็ไม่ได้เทรนด์อเมริกันเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ยังคงใช้ความเรียบง่ายในการเล่าเรื่อง เฉกเช่นกับภาพยนตร์อินดี้จากตะวันออกกลางที่เรามักเห็นบ่อย ประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดมันจขะไม่ได้ขับเน้นอะไรออกมามาก แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาได้ดีเลยนั่นก็คือสิ่งที่ผู้กำกับพยายามสร้างให้มัน เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นในประเทศนั้นได้ใน ปัจจุบัน เป็นความธรรมดาที่ไม่ควรมองข้ามเลย

83. Marley [UK], dir. Kevin Macdonald
ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักร้องผิวสีที่เป็นส่วนหนึ่งไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของวงการเมืองในประเทศบ้านเกิดตัวเองอย่างจาไมก้าเสียด้วย หนึ่งในผู้กำกับที่จับงานสารคดีทีไรเป็นอันต้องรุ่งทุกครั้งไป ต่างจากการกำกับงานอื่นที่ดูจะไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่นัก สิ่งที่น่าสนใจคือผู้กำกับเลือกใช้การเล่าเรื่องที่เรียงตามลำดับของเวลานั่นแหละ ไม่ได้ใช้การเล่าเรื่องที่พิเศษอะไร แต่สิ่งที่ต้องน่าชื่นชมก็คือผู้กำกับรู้จักการลงจังหวะเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งตัวผู้กำกับเองก็ยังดูเหมือนว่าจะเข้าใจบทเพลงของศิลปินที่เขากำลังเล่าเรื่องอยู่ด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ความลงตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่ามีมากพอสมควร ถึงแม้ว่าตัวเนื่อเรื่องนั้นจะถูกยืดยาวออกไปบ้างพอสมควรก็ตามที แต่ถึงอย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในเครื่องสะท้อนอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า ผู้กำกับเหมาะที่จะจับงานสารคดีมากกว่างานดราม่าทั่วไป

82. Gimme the Loot [USA], dir. Adam Leon
ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวภายนอกที่แสนธรรมดาของเรื่องราวเด็กมีปัญหาที่เป็นนักเพ้นท์กราฟิตี้ในนิวยอร์กวางแผนที่จะเพ้นท์มันบน Met's Home Run Apple นึกในสัญลักษณที่โดดเด่นที่สุดของนิวยอร์ก ภาพยนตร์ไม่ได้มุ่งสำรวจเพียงการกระทำที่เป็นการไร้สาระ หรือดูเป็นเด็กของตัวละครมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำออกมาได้อย่างดีเลยนั่นก็คือ การสะท้อนภาพสังคม และความเป็นอยู่ ของเด็กวัยรุ่นผิวสีที่สามารถถ่ายทอกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีการใช้ช่วงดราม่าใดในการบิ้วท์อารมณ์ของคนดู แต่ปล่อยให้ตัวภาพยนตร์ดำเนินศักยภาพของมันออกมาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าภาพยนตร์อาจไม่ได้มีงานโพสโปรดักชั่นที่เนียนมาก หรือดูดีมากเกมือนภาพยนตร์ทุนสร้างสตูดิโอทั่วไป แต่ด้วยความดิบ และความเป็นธรรมชาติของตัวภาพยนตร์เอง ผู้กำกับสามารถขับมันออกมาได้อย่างเต็มที่ และแน่นอนว่ามันสามารถหลอมใจคนได้ง่ายมากขึ้นด้วย

81. Call Me Kuchu [USA], dir. Katherine Fairfax Wright / Malika Zouhali-Worrall
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของสิทธิของเพศสภาพในประเทศอูกันด้า ซึ่งถ้าใครเป็นเพศที่สามนั้นและถูกจับได้ตามกฎหมายของประเทศนี้คือโทษถึงตาย สิ่งที่ภาพยนตร์เลือกที่จะทำให้เราสัมผัสถึงประเทศที่ไกลความเจริญในแง่ของ สิทธิเสรีภาพประเทศนี้คือการโฟกัสไปที่ชายคนหนึ่งที่เป็นทั้งหัวแรงหลักใน การต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันในประเทศนี้ ภาพยนตร์สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การวางลำดับการเล่าเรื่อง และการขับเน้นในช่วงจังหวะของประเด็นที่ถูกขับออกมาน่าสนใจมาก เพราะทำออกมาได้อย่างตรงช่วงจังหวะเวลา อย่างไรก็ดีไม่เพียงเท่านี้ ภาพยนตร์ยังฉลาดในการเลือกเอาเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความหวือ หวาทางอารมณ์ ความหวือหวาทางประเด็นที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาเล่าในบริบทสถานที่ที่เปิดและ ปิดต่างกันออกไป ทำให้เกิดการเปรียบเทียบทางประเด็น และการเล่นกับอารมณ์คนดูให้ติดตามภาพยนตร์ได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

80. In a World... [USA], dir. Lake Bell
ภาพยนตร์อุทิศแด่เจ้าของเสียงพากษ์ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องเก่าที่กลายเป็นเจ้าพ่อแห่งระบบการพากษ์เสียงใส่ตัวอย่าง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องของบุคคลผู้นี้ แต่เล่าเรื่องของบุคคลที่ทำงานในด้านนี้หลังจากยุครุ่งเรืองของบุคคลนี้ และนั่นเองทำให้พวกเขาต้องพัฒนาตนเองก้าวไปสู่จุดสูงสุดแบบนี้ได้ สิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้โฟกัสไปในเรื่องราวของการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไปไกลถึงขั้นที่วอพากษ์วิจารณ์ระบบครอบครัว ทุนนิยม ไล่เรียงไปถึงประเด็นสตรีเพศที่ถือว่าเป็นหนึ่งปัญหาของการยอมรับในสังคมช่วงสมัยนั้น สเน่ห์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเราไปดื่มด่ำกับความเป็นไป และมนต์สเน่ห์ของการพากษ์เสียงในยุคนั้น ความรุ่งโรจน์ที่ไม่ต่างอะไรกับผู้สร้างหนังเรื่องหนึ่ง รวมไปถึงการนำให้เราไปเห็นจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของบุคคลในอาชีพนี้ และแสดงให้เห็นถึงภาวะการเปลี่ยนผ่านในระบบนี้ได้อย่างน่าสนใจ

79. Snowpiercer [USA], dir. Bong Joon Ho
ภาพยนตร์อิงหลักของความเชื่อแบบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธที่เรียกได้ว่าสามารถเอาไปผสมได้อย่างลงตัวในภาพยนตร์แบบฮอลีวู้ดกลิ่นไอความเชื่อเอเชียเรื่องนี้ ประเด็นที่น่าสนใจนอกจากประเด็นหลักในเรื่องราวของการอดอยาก และเรื่องระบบสังคมชนชั้น ยังมีเรื่องราวอิงตามหลักศาสนาพุทธอย่างการเวียน ว่าย ตาย เกิด อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งหลังจากก้าวข้ามมาทำภาพยนตร์ในระบบสตูดิโอของฮอลีวู้ด ซึ่งผู้กำกับยังคงรักษามาตรฐานงานของตัวเองในภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างครบครัน และผสมได้อย่างลงตัวกับฮอลีวู้ด งานที่ถือว่าน่าสนใจอย่างมากคือการกำกับภาพ และอารมณ์อันเยือกเย็นสไตล์งานของเกาหลีใต้ที่รักษาเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม การเขียบบทที่สามารถซ้อนนัยเอาไว้ได้อย่างมีชั้นเชิง รวมไปถึงงานด้านการออกแบบไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่นเองก็ดี

78. The Wall [Austria], dir. Julian Polsler
ภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องกำแพง และมีกำแพงจริงในเรื่องนี้ แต่ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่าการตีกรอบการเคลื่อนของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างหากที่น่าสนใจ การสร้างเรื่องราวที่เหนือจริง และสะท้อนมุมมองต่อชีวิตผ่านบริเวณที่แคบตรงส่วนนี้ การสร้างเรื่องราวอิงกับสิ่งต่างต่างที่เข้ามาทดสอบในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปสามารถทดสอบความเชื่อ และความศรัทธาของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างดี การวางโฟกัสของเรื่องราวไปที่ตัวละครเพียงตัวเดียว และเรื่องราวของการใช้ชีวิตคนเดียวภายใต้กำแพง และบนความหวังอันเลือนลางทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นมุมมองต่อสิ่งแวดล้อม และต่อโลกที่พัฒนาไปตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปของเรื่องราวก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งการที่ได้การกำกับภาพ และการลำดับภาพเข้ามาช่วยนั้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างเรื่องราวที่สามารถดึงดูดผู้ชมต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มากขึ้นอีก

77. Domestic [Romania], dir. Adrian Sitaru
ภาพยนตร์บริบทแปลกจากโรมาเนีย แต่แท้จริงแล้วตั้งคำถามถึงพระเจ้าอย่างร้ายกาจ โดยผ่านตัวละครสัตว์หลายชนิดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ความน่าสนใจอย่างมากคือภาพยนตร์เลือกที่จะใช้การเปรียบเทียบในการตั้งคำถาม ต่อความศรัทธาต่อพระเจ้า โดยผ่านการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างที่แปลกออกไปจากปกติ การนำคำถามเรื่องความเชื่อต่อพระเจ้าในรูปแบบนี้ถือว่าค่อนข้างสร้างความ แปลกใหม่น่าสนใจพอสมควร แต่อาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างในแง่ของการสร้างอารมณ์ร่วม และดึงดูดคนดู แต่ถึงอย่างไรก็ดี ด้วยบริบทที่แปลก และการดำเนินเรื่องที่ผิดวิสัยธรรมดาทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังดูงดูดคนดู ได้อย่างต่อเนื่อง และประเด็นที่ถูกขยายออกไปมากขึ้นอีกนั่นก็คือเมื่อความเชื่อเรานั้นกำลัง อยู่บนเส้นทางที่ครอบครัวทั้งหลายกำลังพยายามสร้างชีวิตที่ดีขึ้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเหนือจริงได้น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง



76. Oh Boy [Germany], dir. Jan Ole Gerster
ภาพยนตร์ขาวดำที่มุ่งสำรวจตนเองของคนเยอรมันนีที่มีเรื่องราวหน้าฉากเป็น เด็กหนุ่มที่ดร็อปจากมหาวิทยาลัยและเดินเตรดเตร่ไปทั่วเบอร์ลินค้นหาความ หมายของชีวิต ภาพยนตร์อาจไม่มีความหวือหวา หรือดนตรีประกอบที่เร่งเร้าอารมณ์คนดูเหมือนกับที่เรามักเห็นในภาพยนตร์ขาว ดำเรื่องอื่น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยความเรียบง่าย และเน้นการซึบซับอารมณ์แบบนิ่งลึกแทน การที่ภาพยนตร์พาเราเข้าไปสำรวจความนึกคิดของตัวละครนำไปพร้อมกันนั้นถือว่า น่าสนใจมาก เพราะเราจะได้เห็นทุกแง่มุมที่ตัวละครนั้นตั้งคำถาม และนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไปไกลเกินกว่าคำถามในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความเป็นไปในอดีตจนถึงปัจจุบันของเยอรมันนี การปฏิเสธการยอมรับตัวตนของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์เยอรมัน อย่าง ฮิตเลอร์ ทำให้เกิดคำถามอย่างรุนแรงถึงรากที่แท้จริงของเยอรมัน เราสร้างตัวตนใหม่เพื่อปฏิเสธตัวตนในอดีตหรือไม่

75. Rush [USA], dir. Ron Howard
ภาพยนตร์ที่กลับมาคืนฟอร์มให้ผู้กำกับอีกครั้งหนึ่งในช่วงห้าปี ซึ่งอาจจะไม่ได้มีความยอดเยี่ยมเหมือนหลายเรื่อง แต่เราต้องยอมรับว่างานองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการกำกับภาพ ลำดับภาพ และเสียงถือว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ความชาญฉลาดในการเลือกใช้ตัวช่วยเสริมในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเด่นชัดทีเดียว สิ่งที่ต้องชื่นชมอีกสิ่งหนึ่งสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ การแสดงของนักแสดงสมทบชายที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้น่าคิดว่าออสการ์พลาดที่จะไม่เลือกได้อย่างไร การสร้างเรื่องราวในการตั้งคำถามซึ่งเป็นหัวใจหลักอย่าง ความเสี่ยง กับชีวิต การสร้างเหตุการณ์มากมายที่ทำให้สะท้อนจุดเปลี่ยนของความคิดของตัวละครถือว่าทรงพลังพอสมควร ซึ่งในท้ายที่สุดภาพยนตร์อาจมีบทสรุปที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยรายทางที่ผ่านมา ถือว่าทำให้เรื่องราวเข้ามาอยู่ในอารมณ์ และความรู้สึกของคนดูได้ดีทีเดียว

74. Only God Forgives [USA], dir. Nicolas Winding Refn
ภาพยนตร์ที่ถูกโห่มากที่สุดเรื่องหนึ่งในสายปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์ เมืองคานส์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรูปแบบการนำเสนอที่ส่วนตัว และสุดโต่งมากจนนักวิจารณ์หัวเก่าไม่สามารถรับได้ หรือในอีกทางหนึ่งการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องด้วยบริบทความเชื่อแบบ เอเชียก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจยังดูห่างไกลจากพวกกรมการหัวทองหลายคน โดยการตีโจทย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นถือว่าไม่ยากมากนัก ความชัดเจนในแง่ของการนำสัญลักษณ์ หรือการขับเน้นประเด็นในเรื่องของการกำเนิดใหม่ค่อนข้างเด่นชัด และอีกประเด็นหนึ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าและเห็นได้หน้าฉากเลยนั่นก็คือเรื่อง ราวของบาปบุญ และการลงโทษ ซึ่งถูกขับออกมาได้ชัดเจนผ่านงานแสงสีที่โดดเด่น และสะท้อนความแปลกบิดเบี้ยวของจิตใจออกมาได้อย่างเด่นชัด ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวของความเป็นสากล และบริบทความเชื่อแบบเอเชียทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจริตคนเอเชียหลายคน แต่สำหรับบางคนก็บอกว่ามันแห้งแล้งไป

73. The Spectacular Now [USA], dir. James Ponsoldt
ภาพยนตร์ที่หวือหวาตั้งแต่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซันแดนซ์ที่เรียกได้ว่าแจ้งเกิดให้กับทั้งผู้กำกับเอง รวมไปถึงนักแสดงนำชายเสียด้วย ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่เพียงแต่การกำกับของผู้กำกับที่เก่งในการเล่าเรื่อง และการใช้จังหวะช่วงเวลาต่างกันในการขับเน้นอารมณ์ออกมา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้บทภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งเข้ามาเสริมทัพด้วยซ้ำไป ประเด็นที่น่าสนใจคือภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์รอมคอมที่ว่าด้วยเรื่องราวของรักในวัยรุ่นเพียงเท่านั้น หรือพูดถึงเรื่องราวของการคัมมิ่งออฟเอจเพียงเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นประเด็นของสังคม หรือพูดถึงเรื่องราวของความสมบูรณ์แบบ และความไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งประเด็นที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมานั้นสามารถผนวกลงไปกับเรื่องราวแกนหลักที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ในการเล่าเรื่องได้อย่างดี และสร้างเรื่องราวออกมาได้กลมกล่อมทีเดียว

72. Ship of Theseus [India], dir. Anand Gandhi
ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมจากอินเดียที่ว่าด้วยเรื่องราวของอันลึกซึ้งของชีวิต สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจคือ การตั้งประเด็นคำถามในเรื่องขอบเขตของชีวิต ขีดจำกัดในเรื่องหลายเรื่องของชีวิต เส้นทางเดินที่เราเลือกนั้นมีกี่ข้อให้เราเลือก หรือแท้จริงแล้วเป็นผลลัพธ์ที่เราเติมขึ้นมาเพื่อตัวเราเอง ภาพยนตร์เลือกใช้ตัวช่วยที่น่าสนใจ และเป็นส่วนขับเคลื่อนตัวภาพยนตร์ได้ดี มันสะท้อนให้เห็นถึงส่วนของชีวิต ความสำคัญที่มีผลต่อชีวิตว่ามีมากขนาดไหน อะไรเป็นตัวกำหนดปัจจัยเหล่านั้นขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์ยังพาเราไปสำรวจแง่มุมชีวิต และสังคมของชาวอินเดียไปโดยปริยาย เราจะเห็นคุณค่าของสถานะของคนในอินเดียที่แตกต่างกันออกไป การวางรากฐานทางความเชื่อที่าแตกต่างกันออกไป แต่เส้นทางเดินง่ายที่สุดของชีวิตก็มีแค่เกิด ใช้ชีวิต เจ็บ และก็ตายที่ทุกคนต่างเตรียมตัวไว้ไม่เหมือนกัน ซึ่งนอกจากประเด็นแล้วเราต้องยอมรับเลยว่า งานกำกับภาพทำออกมาได้สวยงามเหลือเกิน

71. In the House [France], dir. Francois Ozon
ภาพยนตร์ที่ถือว่าสร้างความน่าประหลาดใจไปพอสมควรสำหรับภาพยนตร์จากผู้กำกับคนนี้ที่ส่วนใหญ่จะดำเนินเรื่องราวที่ไม่ได้หนักหน่วง หรือคิดวิเคราะห์กันจนปวดหัวเท่าไหร่นัก บทภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผู้กำกับท่านนี้ดูจะธรรมดาเสียมากกว่า แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าบทภาพยนตร์ค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียว ประเด็นของภาพยนตร์อันหลักที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของครอบครัว และปัญหาภายในครอบครัว ที่ไม่ได้พูดถึงปัญหาแค่เด็ก หรือสามีภรรยาเพียงเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่ิองนี้ไปไกลถึงขั้นพูดถึงระบบของครอบครัวเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์ยังมีโฟกัสไปที่เรื่องราวของเพื่อน และเรื่องราวของเซ็กซ์ที่ถูกหยิบยกมาเป็นเปลือกหุ้มปัญหาของครอบครัวเสียด้วย ความน่าสนใจตรงส่วนนี้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยโครงสร้างของบทที่ซับซ้อนพอสมควร ซึ่งเอาเข้าจริงบทกลับไปได้ไกลมากกว่าการกำกับเสียอีก

70. The Congress [Israel, Germany, Poland], dir. Ari Folman
ภาพยนตร์ที่น่าสนจอย่างมากในการซ้อนทับภาพความจริงกับแอนิเมชั่นได้อย่าง ยอดเยี่ยม ประเด็นของภาพยนตร์ถึงแม้จะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือภาพยนตร์เลือกเรื่องราวในการดำเนินเรื่องได้น่าสนใจ โดยใช้เรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านจากยุคคนแสดงมาเป็นการเปลี่ยนผ่านโดยใช้ ปัญญาประดิษฐ์ลอกแบบท่าทางของนักแสดงคนนั้นเอาไว้ ซึ่งสามารถแสดงภาวะบั้นปลายของชีวิตในการแสดงที่เคยรุ่งโรจน์ออกมาได้อย่าง น่าสนใจ ภาพยนตร์ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวชีวิตช่วงสุดท้ายของอาชีพการแสดงเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสร้างคำถามหนักเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงไปตั้งแต่ชีวิตครอบครัว การเมืองธุรกิจ จนไปถึงโชคชะตาในการยอมรับต่อชีวิตแบบนี้ การตั้งคำถามที่ว่า เราจะอยู่ด้วยตัวตนจอมปลอมไปตลอด ด้วยภาพลักษณ์จอมปลอมที่เราไม่สามารถสร้างมันได้อีกแล้ว หรือเราเลือกที่จะอยู่กับความจริง ยอมรับความจริง ไม่ใช่โลกเด็กอย่างการ์ตูนกันแน่

69. To the Wonder [USA], dir. Terrence Malick
ภาพยนตร์ที่ลดขอบเขตของเรื่องราวที่ต้องการสื่อลงจากภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำเรื่องก่อนหน้า จากประเด็นที่ยิ่งใหญ่อย่างชีวิตถูกโฟกัสเหลือเป็นประเด็นเรื่องความรักเพียงเท่านั้น ซึ่งถ้าเอาจริงแล้วภาพยนตร์ของเขาเรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันยังมีความนุ่มลึกไม่ว่าจะเป็นจากงานกำกับภาพ ลำดับภาพ หรือการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ที่พูดถึงความรัก ไม่ว่าจะเป็นเทพีที่ในต่างประเทศกันก็ใช้สีที่ต่างกัน ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงภาวะรุ่งโรจน์หรือโรยราของความรักออกมาได้อย่างดี บทภาพยนตร์อาจไม่ได้แข็งแกร่งมากมายนัก แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ผู้กำกับยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ฉลาดในเรื่องของการดึงประเด็นออกมาในช่วงจังหวะต่างกันได้อย่างน่าสนใจ แต่ถึงอย่างไรก็ดีด้วยความที่ดนตรีประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ถูกใช้มากนัก แต่เลือกที่จะใช้วอยซ์โอเวอร์เป็นหลักก็อาจจะทำให้เกิดอารมณ์ง่วงหลับได้บางช่วง


68. Heli [Mexico], dir. Amat Escalante
ภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงโห่ที่คานส์ในสาขาปาล์มทองคำมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็สามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปได้ เอาเข้าจริงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงสไตล์งานที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวของผู้ กำกับพอสมควร แต่ก็ยังมีไทม์ไลน์หลักที่ยังดูง่ายอยู่ ภาพยนตร์เหมาะอย่างยิ่งกับการสะท้อนประเด็นปัญหาที่คาราคาซังในเม็กซิโก ประเด็นตำรวจเลว ยาเสพติด อาชญากรรม และการคอรัปชั่นที่แสดงให้เห็นในหน้าฉากได้อย่างชัดเจน แต่ยิ่งไปกว่านั้นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นอาชีพของตัวละคร แต่ล่ะตัวที่เด่นชัดเอามากมายในการสื่อความหมายโดยนัยที่จิกกัดได้แสบถึง ทรวงต่อรัฐบาลของตัวเองถือเป็นประเด็นที่เยี่ยมยอดเอาการทีเดียว การแทนสัญลักษณ์ถึงการเรียนรู้ขอบเขต และสถานะของตัวละคร โชคชะตา และบริบทต่างต่างของตัวละครถูกออกแบบมาได้อย่างเยี่ยมยอด ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยการออกแบบองค์ประกอบมากมายในภาพยนตร์ที่ เยี่ยมยอด ประเด็นที่ยอดเยี่ยมที่น่าสนใจ

67. Cambodia, After Farewell [France, Cambodia], dir. Iv Charbonneau-Ching
ภาพยนตร์สายเลือดจากผู้กำกับรุ่นใหม่กัมพูชาที่ก็ยังคงโต และเรียนในฝรั่งเศสอีกเช่นเคย ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ที่เงียบมาก แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นภาพยนตร์สารคดีที่สามารถสร้างพลังทางอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว การตั้งประเด็นที่เราเห็นได้บ่อยในช่วงหลังนี้กับประเด็นของผลพวง หรือเหตุการณ์เรื่องราวที่สืบเนื่องมาจากยุคเขมรแดงเรืองอำนาจและฆ่าคนในประเทศตัวเองตายไปเป็นล้านคน ทำให้เกิดชิ้นส่วนของความทรงจำ หรือเรื่องราวหายไปและต้องตามหากันมากมาย ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็เช่นกันเลือกใช้วัตถุดิบตรงส่วนนี้ โดยโฟกัสไปที่เรื่องราวของครอบครัวของผู้กำกับเอง ซึ่งผู้กำกับย่อมเข้าใจเรื่องราวนี้ได้อย่างดี โดยเริ่มจากสิ่งที่เหลืออยู่ และค่อยตามหามันเพิ่มเรื่อยเรื่อยไปพร้อมกับผู้ชม ซึ่งแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกจังหวะได้อย่างน่าสนใจ และมันกลายเป็นตัวแทนช่วงอารมณ์ของผู้กำกับได้อย่างดี ในท้ายที่สุดแล้วเราต้องยอมรับเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์ที่สูงมากทีเดียว

66. Ernest & Celestine [France], dir. Stephane Aubier / Vincent Patar / Benjamin Renner
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นน้ำดีจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งประเด็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากมาย ยังคงเป็นเรื่องราวของไอ้ขี้แพ้ที่พิสูจน์ตนเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ และระหว่างทางก็ได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของตนเองที่เรียนรู้ถึงการเป็นตัวของตัวเองและปราศจากการผูกมัดใด โดยรวมแล้วก็ถือว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำหน้าที่ตรงความเป็นดราม่าส่วนนี้ออกมาได้อย่างดี แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นคือการสร้างประเด็นคำถามเรื่องราวของคำว่าครอบครัว ออกมาได้อย่างน่าสนใจ การวางบริบทของตัวละครที่ต่างกันออกไปชัดเจนในเรื่องของความเติมเต็มในสถาบันครอบครัว ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีพลังในเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจ อีกทั้งการดีไซน์คาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนของสัตว์สองชนิดก็ถือว่าช่วยตั้งคำถามโดยนัยได้อย่างดี โดยรวมแล้วอาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีประเด็นแปลกใหม่ที่น่าสนใจ แต่เป็นภาพยนตร์ที่เลือกใช้วัตถุดิบแบบเดิมได้ดีเสียมากกว่า

65. We Are the Best! [Sweden], dir. Lukas Moodysson
ภาพยนตร์ที่มีความสนใจตั้งแต่ได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกมากพอเอาการจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้แล้ว เนื้องเรื่องอาจไม่ได้สร้างมิติที่แปลกใหม่อะไรมากนักยังคงเล่าเรื่องราวของปัญหาครอบครัว เด็กรวมตัวกันเพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งในที่นี้ก็ทำวงดนตรีพั้งก์นั่นแหละ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นภาพยนตร์คัมมิ่งออฟเอจดีมากเรื่องหนึ่ง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่นั้น ด้วยการออกแบบองค์ประกอบ และบริบทของภาพยนตร์ที่สร้างเรื่องราวของคนนอกเข้ามา การวางบริบทที่น่าสนใจในช่วงยุค 80 ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย บวกกับความเป็นช่วงยุคของความจางหายของแนวดนตรีพั้งก์ และการเปลี่ยนผ่านในช่วงที่คนยังค่อนข้างไม่รับในเรื่องราวของวงดนตรีผู้หญิงแถมยังเป็นแนวนี้ด้วย ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัตถุดิบเยี่ยมยอดมากมายที่สามารถหยิบเอาออกมาใช้ได้ แม้ว่าอาจจะยังใช้ได้ไม่เต็มที่นัก ดังนั้นนี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนผ่านธรรมดาเท่านั้นมันยังรวมบริบทของสังคม เรื่องราวของคนนอก และประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย

64. Computer Chess [USA], dir. Andrew Bujalski
ภาพยนตร์ขาวดำคอมเมดี้ที่วัดศักยภาพระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ออกมาได้ดี เราอาจมองเพียงภายนอกว่าเป็นเพียงภาพยนตร์ที่โฟกัสเรื่องราวของการแข่งขันหมากรุกเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้แท้จริงแล้วใช้ศักยภาพของตารางหมากรุกได้มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอภาวะของจิตใจ ปัญญา และความกล้าของมนุษย์กับกรอบตารางกริดของหมากรุก ซึ่งภาพยนตร์ตั้งคำถามตลอดเวลาถึงศักยภาพของมนุษย์ แท้จริงแล้วตัวเครื่องคำนวณหมากรุกนั้นก็คิดได้แค่ในกรอบของกระดาน แต่มนุษย์มองไปได้ไกลกว่านั้น แต่ในทางกลับกันเครื่องคำนวณนี้ก็อาจจะมองได้ครบมากกว่ามนุษย์ นอกจากนี้แล้วประเด็นในเรื่องของคนชายขอบก็ถูกหยิบยกเข้ามาเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ การยอมรับในความเป็นมนุษย์กับการยอมรับในเครื่องคำนวณดูจะเป็น้ำหนักที่ต้องพิเคราะห์กันอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ของมนุษย์ และศักยภาพก็ยังคงต้องมีขึ้น และพัฒนาต่อไป ขึ้นกับว่าเรากล้าแค่ไหน

63. The Sessions [USA], dir. Ben Lewin
ภาพยนตร์ที่สามารถตั้งคำถามที่รุนแรง และตรงไปตรงมาต่อหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ไม่เพียงแค่นั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแทรกประเด็นเรื่องมนุษยธรรม และธรรมชาติเข้ามาเพิ่มเติมด้วย การตั้งคำถามที่หนักหน่วงตลอดเวลาต่างตบหน้าผู้ชมไปมาอย่างเจ็บแสบ ประเด็นทางศาสนาถูกหยิบหยกเข้ามาเป็นแกนหลักในการเอ่ยถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้ การตั้งคำถามที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยในบทบัญญัติของพระเป็นเจ้าถูกขับเน้นออกมาตลอดเวลา ผ่านใบหน้าอันทั้งเปี่ยมสุข และเศร้าของนักแสดงนำที่เป็นคนพิการ ซึ่งให้การแสดงที่ทรงพลัง และน่าจดจำแต่ก็น่าเสียดายที่ออสการ์เมินเขา หลักของธรรมชาติ หลักของศาสนา สิ่งไหนที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ได้ให้บทสรุปที่ตายตัวมากนัก แต่ก็เป็นบทสรุปที่เป็นความจริง และไม่สามารถสรุปมันได้จริง เอาเข้าจริงนี่คือภาพยนตร์ขนาดเล็กมากที่เล่นใหญ่ได้อย่างกระแทกหน้าพวกคลั่งศาสนาอย่างจัง

62. Frances Ha [USA], dir. Noah Baumbach
ภาพยนตร์ขาวดำขวัญใจคนดูหลายคนในปีนี้ มันไม่เป็นแค่เพียงภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของเด็กสาวที่ต้องการเดินตาม ความฝันของตัวเองเท่านั้น การเล่าเรื่องราว และการจับจุดในการขับเน้นประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในแต่ล่ะช่วง สามารถทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนอารมณ์ที่คลุกเคล้ากันไประหว่างความ หวัง และความท้อแท้ได้อย่างกลมกล่อม การวางประเด็นเรื่องสังคมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มี ความแข็งแรงในตัวเองสูง การขับเน้นประเด็นทางสังคมมากมายไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและมนุษย์ รวมไปถึงการได้รับการยอมรับ เป็นสิ่งทำคัญที่ช่วยผลักดันให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชีวิต และสามารถสร้างมิติมากมายที่น่าสนใจได้ ซึ่งเราอาจจะยังพบข้อบกพร่องอยู่บ้างในแง่ความลื่นไหล แต่ก็เป็นความบกพร่องที่ยอมรับได้ การแสดงของนักแสดงนำหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีพลัง

61. The Grandmaster [Hong Kong], dir. Wong Kar Wai
ภาพยนตร์จากสุดยอดปรมาจารย์ภาพยนตร์ของเอเชียคนหนึ่งที่เราเห็นความงดงามในศิลป์ในภาพยนตร์ของเขาทุกเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเรียกคืนความยิ่งใหญ่ของเขาได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากหลายปีที่ผ่านมาดูแผ่วไปบ้าง ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่เพียงงานโปรดักชั่น กำกับศิลป์ กำกับภาพ ลำดับภาพ หรือออกแบบเครื่องแต่งกายเพียงเท่านั้น แต่การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเข้าไปแทนหัวใจของสังคมชาวจีน และฮ่องกงได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพยนตร์มีประเด็นให้จับต้องมากมายไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง หรือสังคม ซึ่งสามารถนำมาคลุกเคล้ากับการต่อสู้กำลังภายในของปรมาจารย์ยิปมันได้อย่างดี การแทนความทุกข์ระทมไว้ที่ตัวละครของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้อย่างแนบเนียน การสร้างเรื่องราว และความสอดคล้องของเรื่องราว และความสัมพันธ์ของตัวละครต่างทำออกมาได้เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งในท้ายที่สุดมันสามารถผลักดันออกมาเป็นงานที่ยอดเยี่ยมอีกงานหนึ่งได้ดีทีเดียว


60. Big Bad Wolves [Israel], dir. Aharon Keshales / Navot Papushado
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีโดยการจัดอันดับของผู้กำกับสุดแนวอย่าง เควนติน ทารันติโน่ ซึ่งเมื่อเราได้ชมแล้วเราจะบอกได้เลยว่านี่คือ ภาพยนตร์โหดสุดซาดิสต์ และเวียตเอาการ ซึ่งตรงกับแนวภาพยนตร์ของผู้กำกับอย่างมาก ซึ่งมันไม่ได้หยุดแค่เรื่องราวสุดหฤหรรษ์มันโหดเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังขยายขอบเขตไปถึงเรื่องราวของศาสนาและชนชาติอย่างอิสลามและยิว ซึ่งด้วยการวางบริบทสภาพแวดล้อมในตัวภาพยนตร์สามารถทำออกมาได้อย่างดี และสอดรับกับการวางโครงเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์มากเอาการ นอกจากนี้การเคลื่อนกล้อง และการวางลำดับภาพร่วมกับดนตรีประกอบที่แสดงความประหลาดออกมาได้ชัดเจน ยิ่งขับเน้นให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สภาพแสดงความหลุดโลก และบทสรุปของภาพยนตร์ที่สร้างความประหลาดใจได้อย่างดี ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นภาพยนตร์สุดแนวที่ไม่เพียงพูดถึงเรื่องราวหน้าฉากอย่างการทรมาณผู้ต้องสงสัยเท่านั้น มันยังพูดถึงความสัมพันธ์ระดับครอบครัว ศาสนา และชาติด้วย

59. Bastards [France], dir. Claire Denis
ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวความซับซ้อนของความลับครอบครัวครอบครัวหนึ่งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การสร้างเรื่องราวและประเด็นของความเปราะบางของครอบครัวที่ใกล้แตกหักได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์ยังนำเราไปในเรื่องราวของการคอรัปชั่น และอำนาจของทุนนิยมได้อย่างเต็มขั้น ความพยายามในการดิ้นรนของมนุษย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างสกปรกโสโครก แต่เต็มไปด้วยพลังที่น่าค้นหามากทีเดียว แต่เหนือสิ่งอื่นใดประเด็นที่ต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่งเลยก็คือ ประเด็นในเรื่องราวของครอบครัวที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ด้วยโครงเรื่อง และการลำดับภาพที่ดี การทิ้งทวนปัญหาที่เกิดขึ้นให้คนดูติดตามเข้าไปหาต้นตอทำได้น่าชื่นชม ยิ่งไปกว่านั้นการนำองค์ประกอบเสริมเข้ามาเพิ่มความซับซ้อนของเนื้อเรื่องทำได้ดี และบทสรุปสุดท้ายสามารถเขวี้ยงคำถามเข้าหาคนดูได้อย่างจัง ว่าครอบครัวคืออะไร เรารู้จักดีแค่ไหน และอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าครอบครัว

58. The Attack [Lebanon], dir. Ziad Doueiri
ภาพยนตร์จากตะวันออกกลางที่เล่าเรื่องได้อย่างสะเทือนใจ การเล่าเรื่องราวของชีวิตชาวมุสลิมเลบานอนในประเทศที่มีมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเข้มข้นอย่างอิสราเอล ซึ่งแน่นอนว่าการที่เป็นชาวมุสลิมในประเทศของยิว และมีการเกิดก่อการร้ายบ่อยครั้ง ความไม่ไว้ใจบ่อมเกิดขึ้นถึงแม้ว่าเขาจะเป็นศัลยแพทย์ก็ตาม สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถขับออกมาได้อย่างดีคือ อารมณ์ที่สามารถสะท้อนความเป็นคนชายขอบ ความเป็นคนนอกได้อย่างมีพลัง ถึงแม้ว่าตัวละครจะเป็นมุสลิมเลบานอนแต่หัวใจของเขาเป็นอิสราเอลอย่างชัดเจน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถนำเรามายังจุดแตกหักของการตั้งคำถามถึงสถานะของตนในประเทศนี้ได้อย่างดี อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงความไม่มั่นคง และความลับของสถาบันครอบครัวได้อย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์ยังขยายขอบเขตไปถึงความยิ่งใหญ่ระหว่างความเชื่อในศาสนา การก่อการร้ายต่อชีวิตของมนุษย์ในฐานะครอบครัวธรรมดาได้อย่างงดงาม

57. A Place on Earth [France], dir. Fabienne Godet
ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของช่างถ่ายภาพ ที่เรียกได้ว่าภาพถ่ายของเขาเชื่อมโยงกับความเป็นไปของชีวิต ซึ่งเริ่มเรื่องความสัมพันธ์จากวันหนึ่งที่เขากำลังถ่ายรูปจากห้องใน อพาร์ตเมนต์ของเขาและเจอกับเหตุการณ์ที่ผู้หญิงฝั่งตรงข้ามของตึกกระโดดลงมา จากชั้นดาดฟ้า และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านมุมมองของชีวิต และครอบครัวที่แตกสลาย สิ่งที่น่าสนใจนอกจากการนำดนตรีประกอบ และภาพมาต่อกันได้ลื่นไหลไปตามอารมณ์ของภาพยนตร์แล้ว ยังมีการใส่สัญลักษณ์ของชีวิตเข้ามาด้วย การตีความในประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวพันในเรื่องของตัว บุคคลเท่านั้น ยังเกี่ยวโยงใยในแง่ของชีวิต การต่อสู้ และความตาย การเรียนรู้เส้นทางเดิน และบทสรุปของเส้นทางเดินของตัวละครถูดถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดละไม สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำได้อย่างดีคือ ในแง่ของความเป็นไปและการคงอยู่ของชีวิต แท้จริงแล้วชีวิตของเราเชื่อมโยงกับใคร

56. Blue Jasmine [USA], dir. Woody Allen
ภาพยนตร์ของผู้กำกับที่เขียนบทภาพยนตร์ได้ยอดเยี่ยมคนหนึ่งในปัจจุบัน มาคราวนี้เรียกได้ว่าจับประเด็นอันหนักหน่วงในเรื่องของครอบครัวหญิงสาวราย หนึ่งที่ดันไปแต่งงานกับนักการเมืองขี้โกง แล้ววันหนึ่งดันถูกจับและยึดทรัพย์สินไปจนหมด สิ่งที่โดดเด่นอย่างมากอย่างแรกที่ต้องเป็นอันพูดถึงเลย คือการแสดงของนำหญิงที่กำลังมาแรงมากในด้านฝีการแสดงในช่วงปัจจุบันนี้ที่ ต้องยอมรับเลยว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้เธอสามารถปลดปล่อยการแสดงที่เรียกได้ ว่าฆ่านักแสดงหญิงคนอื่นตายเรียบเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นด้วยบทที่ชาญฉลาดในการเล่นกับช่วงประเด็นอันเข้มข้นที่ถูก ผลักออกมาอย่างถูกที่ถูกเวลา ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอการระเบิด อย่างรุนแรง ทั้งสิ่งในอดีตมากมายที่ถูกดึงเอามาสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ อย่างหนักแน่น และผลักดันจนเหตุการณ์ระเบิดออกมาในท้ายที่สุดได้

55. Only Lovers Left Alive [UK], dir. Jim Jarmusch
ภาพยนตร์ที่พูดถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างน่าสนใจ การพูดถึงความสวยงามของศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรี ภาพยนตร์ใช้การวางตัวละครแบบเปรียบเปรยเหมือนเป็นความสวยงามของศิลปะที่กำลังจะหายไปในโลกปัจจุบัน การพูดถึงโลกใต้ดินเปรียบเปรยกับงานเพลงที่เป็นความรุ่งโรจน์ของอดีต การเชื่อมความรักระหว่างกันสองคนเหมือนท่วงทำนองของเพลง และมันกำลังจะเลือนหายไปการชั่งน้ำหนักระหว่างการยึดติดกับสิ่งที่งดงาม ซึ่งเอาจริงแล้วเราก็ไม่รู้ว่าที่แท้นั้นเราคิดไปเองหรือเปล่า สุดท้ายแล้วความงดงามของความรักกับความสวยงามของบทเพลงคือสิ่งที่สัมพันธ์กันหรือเปล่่า ยิ่งไปกว่านั้นนั้นไล่เรียงเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ การวางตัวละครเป็นแวมไพร์ การวางสถานที่ หรือบริบททางความสัมพันธ์ของตัวละคร รวมไปถึงการตีความหมายจากชื่อมากมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องล้วนน่าสนใจ สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามก็คือ แท้จริงแล้วอดีต ความงดงาม ศิลปะ เป็นเครื่องผลักดันเราไปข้างหน้า หรือยึดติดเราไว้กับที่กันแน่

54. No [Chile], dir. Pablo Larrain
ภาพยนตร์ต่างประเทศชิงออสการ์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของการโค่นล้มเผด็จการ ของชิลีที่ใช้เพียงโฆษณาชวนเชื่อด้วยการรณรงค์ให้เลือก"ไม่"กับรัฐบาล เผด็จการในช่วงนั้น ภาพยนตร์เลือกใช้อัตรส่วนของภาพ 3:4 ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูใกล้ความจริงกับยุคช่วงนั้นมาก ที่สุด สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้ดีอย่างมากเลยก็คือเรื่องราวของจังหวะในการ เล่าเรื่อง การเล่าเรื่องด้วยมุมมองของการเอียงข้างทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเส้นทางการ เดินเรื่องที่ชัดเจนในการวางโฟกัสของฝั่งเรื่องราวที่ต่างกันสุดขั้วระหว่าง ใช่ และไม่ ซึ่งการวางเส้นเรื่อง และคาแร็คเตอร์ของตัวละครสามารถทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การรักษาสมดุลของโทนภาพยนตร์ และการใช้จุดขับเน้นในช่วงเหตุการณ์ที่ต่างกันออกไปถูกจัดหว่างอย่างดี การให้ความหวัง และการทำลายความหวังมีเกิดขึ้นตลอดเวลา และนั่นเองทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจในเรื่องราวของ โฆษณาชวนเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของชิลีในช่วงนั้นได้อย่างดี

53. Ilo Ilo [Singapore], dir. Anthony Chen
ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ต่างชาติระหว่างชาวฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์เป็นแกนหลักของเรื่อง ซึ่งถูกขยายมิติของภาพยนตร์ด้วยการเพิ่มเติมเบื้องหลังของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ และประเด็นที่สอดแทรกเพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ การสะท้อนเรื่องราวความสำคัญของลูกถูกขับเน้นออกมาในหลายช่วงผ่านความทรุดโทรมของเศรษฐกิจ และสังคมของสิงคโปร์ในช่วงนั้น แต่ในอีกนัยหนึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์เพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันเป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่าน และการเรียนรู้ หรือคัมมิ่ง ออฟ เอจส์ นั่นเอง ภาพยนตร์สร้างพื้นฐานการเปลี่ยนผ่านไม่เพียงแต่ตัวละครหลักและตัวละครสมทบเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเล่าการเปลี่ยนผ่านผ่านประเทศสิงคโปร์ และบริบทในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย


52. Neighboring Sounds [Brazil], dir. Kleber Mendonca Filho
ภาพยนตร์บราซิลที่ดูภายนอกเหมือนจะว่าด้วยเรื่องราวของการเฝ้าระวังภัย ธรรมดาในแถบหมู่บ้าน แต่โดยแท้จริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นสำรวจไปถึงพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ซึ่งการโฟกัสไปที่สถาบันครอบครัวนั้นสามารถสะท้อนความแปราะบางได้อย่าง ชัดเจนที่สุด แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเพิ่มเติมมิติของเรื่องราวด้วยการสะท้อนรูปแบบความ สัมพันธ์ของบุคคลต่างระดับความสัมพันธ์กันออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด การสะท้อนสภาวะจิตใจที่แหว่ง และกลไกการป้องกันตนเองของมนุษย์ถูกพูดถึงอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาใน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพยนตร์อาจไม่ได้เน้นการบิดอารมณ์เหมือนภาพยนตร์เรื่องอื่นที่เน้นการสร้าง อารมณ์ตบแต่ง แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างมากนั่นก็คือ การสร้างความรู้สึกให้เราเข้าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด ถึงแม้เรื่องราวในบางจุดมันจะดูมากเกินปกติไปบ้างก็ตามที อนึ่งการแบ่งเรื่องราวเป็นตอนทำให้ภาพยนตร์ขับประเด็นออกมาได้ชัดมากขึ้น

51. Prisoners [USA], dir. Denis Villeneuve
ภาพยนตร์ฮอลีวู้ดสายเลือดแคนา เดี้ยนที่ยังสามารถคงพลังความดิบแบบภาพยนตร์แคนาดาเอาไว้ได้ถึงแม้ว่าผู้ กำกับเองจะมากำกับงานฮอลีวู้ดก็ตาม สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ภาพยนตร์สามารถสร้างองค์ประกอบออกมาได้ยอดเยี่ยมในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นความชาญฉลาดของตัวบทภาพยนตร์เอง งานกำกับภาพ งานลำดับภาพ หรือแม้กระทั่งพวกดนตรีประกอบที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างกัน และขับเน้นพลังในการเล่าเรื่องออกมาได้อย่างทรงพลัง ถึงแม้ว่าจะมีสายเลือดความเป็นแคนาเดี้ยนที่เต็มที่ แต่ว่าเมื่อมาเล่าภาพยนตร์แบบฮอลีวู้ด ผู้กำกับสามารถผสมผสานรูปแบบทั้งสองออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถสะท้อนบริบทของสังคมอเมริกันออกมาได้เต็มที่ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ผู้กำกับสามารถเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และเล่าเรื่องราวของการสืบสวนที่เป็นเรื่องราวที่สากลออกมาได้อย่างยอด เยี่ยมทีเดียว

50. Mud [USA], dir. Jeff Nichols
ภาพยนตร์เข้าชิงปาล์มทองคำของผู้กำกับไฟแรง ซึ่งเล่าเรื่องราวของเด็กสองคนที่ต้องไปพัวพันกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งบนเกาะที่ทั้งสองคนตั้งเป็นเกาะส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งในการเข้ามาของชายแปลกหน้าที่แทบไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังใดเลย ทำให้ตัวภาพยนตร์สามารถแสดงความต้องการของตัวละคร และการเรียนรู้ของตัวละครหลักออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะเห็นการแทนสัญลักษณ์ของศิลปะภาพยนตร์มากมาย และนั่นสามารถนำมาตีความเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับตัวเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้มากมาย บริบทของศาสนาคริสต์ และความเชื่อทางศาสนาถูกยกเอามาพูดเชิงเปรียบเทียบในภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านทั้งลักษณะของตัวละคร และสิ่งต่างต่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากความเป็นอเมริกัน และศาสนาคริสต์แล้ว เรายังเห็นพัฒนาการทางการแสดงของนักแสดงที่ฉายแววกันรุ่งโรจน์มากในภาพยนตร์เรื่องนี้

49. In the Fog [Russia], dir. Sergei Loznitsa
ภาพยนตร์จากรัสเซียที่สามารถสร้างความเยือกเย็น และอารมณ์ที่แสนดิบได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งถือเป็นภาพยนตร์รัสเซียที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว บทภาพยนตร์อาจไม่ได้มีประเด็นที่แปลกใหม่มากนัก ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของชายคนหนึ่งในรัสเซียตะวันตกที่ในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การครอบครองของจักรวรรดิ์เยอรมัน ซึ่งเขาถูกกล่าวหาว่าให้ความร่วมมือกับฝ่ายศัตรู ซึ่งทำให้เขาถูกจับพาตัวไปยังที่แห่งหนึ่ง และนั่นเองท่ามกลางความหนาวเหน็บของอากาศ และป่าสนที่สูงทึบ ซึ่งด้วยโลเชั่นแบบนี้ ผู้กำกับสามารถสร้างอารมณ์ และจังหวะการเล่าเรื่องที่สอดประสานกัน และเล่าเรื่องราวของความทรมานเหล่านี้ออกมาได้อย่างเยือกเย็นจนจับหัวใจเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่นิ่ง แต่ภาพยนตร์กับเต็มไปด้วยพลังแห่งการตั้งคำถามถึงความโชคร้ายของชายผู้นี้ และความสูงสง่าของชนชาติ และเกียรติภูมิออกมาได้เต็มที่ และปะทะกับคนดูได้อย่างจัง

48. Blackfish [USA], dir. Gabriela Cowperthwaite
ภาพยนตร์สารคดีที่ว่างด้วยเรื่องราวของวาฬเพชรฆาต ที่ตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความถูกต้องของมนุษย์กับการตกเป็นเหยื่อได้อย่างรุนแรง ภาพยนตร์นี้ไม่ได้อบอวลไปแค่เรื่องราวของความจริงเอามาตีแผ่เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นมากมายไม่ว่าจะเป็นความเเค้น ความสงสาร ความเข้าอกเข้าใจ หรือแม้แต่การยอมรับต่อโชคชะตาของชีวิต ภาพยนตร์ฉลาดในการกำกับจังหวะ และเลือกไล่เรียงนำเสนอข้อมูลในแต่ล่ะช่วง ร่วมกับการบรรเลงดนตรีประกอบ และผลักดันพลังในช่วงนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ การเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มจากจุดเล็กและพยายามขยายใหญ่ ไม่เพียงแต่การขยายใหญ่ในเรื่องปริมาณของการมีส่วนร่วมในเรื่องราวเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสามารถขยายขนาดของอารมณ์ที่รองรับตัวภาพยนตร์ออกมาได้อย่างเต็มที่ และนั่นเองทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล็กเล็กที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก

47. West of Memphis [USA], dir. Amy Berg
ภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องราวของความไม่ยุติธรรมขององค์กรตำรวจในเวสต์ เมมฟิส ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถตั้งคำถามทางมนุษยธรรม และผลลัพธ์ของการตัดสินโดยสังคมออกมาได้อย่างรุนแรงมาก สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่างดีคือการดำเนิน เรื่องราวไปตามเส้นทางการไต่หาหลักฐานของการหาความผิดพลาดขององค์กรตำรวจ และนำมาซึ่งการพิพากษาที่เอียงแบบรับไม่ได้ และในท้ายที่สุดทำให้จำเลยทั้งหมดต้องถูกรับโทษทัณฑ์ในสิ่งที่เขาไม่ได้ก่อ แต่ความชาญฉลาดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือภาพยนตร์ไม่ได้ต้องการนำพาเราไปหาบท สรุปเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ภาพยนตร์สามารถใส่มาได้ตลอดท่ามกลางการเล่าเรื่องที่แสนจะธรรมดา แบบที่เราเห็นได้ในภาพยนตร์สารคดีทั่วๆไปนั่นคือ การประวิงเวลาไปกับการตั้งข้อสงสัยที่ทำให้เราเกือบหลงทาง และในบทสรุปนั้นก็ยังไม่ความคลุมเครืออยู่ด้วยซ้ำ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราเหมือนคนรับข่าวสารที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ความจริงคืออะไร

46. Philomena [UK], dir. Stephen Frears
ภาพยนตร์ที่กลมกล่อมนุ่มละมุนทางการเล่าเรื่องที่เยี่ยมยอดเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์สร้างประเด็นในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจร่วมกับการแสดงที่แสนนุ่มลึกและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจอย่างมากในแง่ของการตั้งคำถามต่อความเชื่อที่มีต่อศาสนาคริสต์ ครอบครัว และประเด็นทางการเมือง ไล่เรียงไปตั้งแต่ประเด็นทางการเมืองในระดับสังคมเล็กไปจนถึงประเด็นทางการเมืองในสังคมระดับชาติ ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ยังวิพากษวิจารณ์ทุนนิยมเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่ต้องชื่นชมผู้กำกับอย่างมากเลยคือ การที่ผู้กำกับฉลาดในการที่จะเล่นกับอารมณ์ของผู้ชมในการเปรียบเทียบ หรือในการเคล้าความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า การตั้งคำถามต่อศาสนาอาจไม่ได้แสดงให้เห็นรุนแรงมากนัก แต่ก็มีศักยภาพเชิงลึกในการส่องผ่านความนึกคิดของตัวละครนำ และท่าทีการตอบรับที่แตกต่างกันไปในแต่ล่ะครั้งของตัวละครนำ ไม่เพียงแต่ศาสนา สังคม แต่รวมถึงการเมืองด้วย

45. The Central Park Five [USA], dir. Ken Burns / Sarah Burns / David McMahon
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้โดดเด่นมากในเรื่องของการตั้งคำถามต่อความชอบธรรม และความยุติธรรมของสังคม ภาพยนตร์ย้อนไปยังคดีการข่มขืนที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชนชาติอเมริกัน ภาพยนตร์สามารถลำดับเหตุการณ์เรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ และยอดเยี่ยมมาก ในการพลิกปูมประวัติของคดีนี้ออกมาตีแผ่ ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้มีสไตล์การนำเสนอที่ต่างออกไปจากภาพยนตร์สารคดีที่เราเห็นทั่วไป แต่ในความเป็นปกติธรรมดาของภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเรียงร้อยเรื่องราวและลำดับเหตุการณ์ที่นำมาสู่หนทางแตกแยกทางความคิดได้หลายแนวทาง ถึงแม้บทสรุปของเหตุการณ์จริงนั้นจะเป็นที่ทราบกันแล้ว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำมันออกมาให้ชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยการเล่าเรื่อง และการใช้ดนตรีประกอบที่ถูกจังหวะ และเวลาอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างมาตรฐานของงานสารคดีแบบธรรมดาที่ไม่ได้ใช้ตัวช่วยพิเศษในการเล่าเรื่องออกมาได้อย่างทรงพลัง


44. Room 237 [USA], dir. Rodney Ascher
ภาพยนตร์สารคดีที่พาเราไปวิเคราะห์เชิงลึกถึงสารลับที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ของผู้กำกับที่เยี่ยมยอดที่สุดคนหนึ่งอย่าง "สแตนลีย์ คูบริก" กับเรื่องราวอันลึกลับใน “The Shining” ความจริงแล้วถ้าเรามองผิวเผินภายนอกเราอาจจะมองเป็นเพียงภาพยนตร์สารคดีสัมภาษณ์บุคคล แล้วมานั่งอธิบายตีความเชิงลึกในภาพยนตร์ แต่แท้จริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ฉลาดในการเลือกรูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์สารคดีที่อธิบายความซับซ้อนในภาพยนตร์คูบริก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวนซ้ำ และเป็นการวนภาพซ้ำที่สามารถสร้างบริบทที่ต่อเนื่องกับสิ่งที่กำลังวิเคราะห์ และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นลำดับถัดไป ภาพยนตร์ฉลาดอย่างมากในการนำเสนอรูปแบบนี้เพื่อให้การอธิบายเรื่องที่คนที่เคยดู หรือไม่เคยดูภาพยนตร์คูบริกจะสามารถเข้าใจมันได้ง่ายโดยที่ไม่จำเป็นต้องมานั่งนึกฉาก และเหตุการณ์ต่างต่างนานาในภาพยนตร์เลย

43. How to Survive a Plague [USA], dir. David France
ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของเพศที่สาม การพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพจากเพศที่สามที่มีสถานะที่เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งโรค ร้ายที่แสนน่ารังเกียจตามความเชื่อในช่วงนั้นในอเมริกาของโรคเอดส์ สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้ดีมาก นั่นก็คือการเปรียบเทียบเชิงอารมณ์และพฤติกรรมของการเคลื่อนที่ของกลุ่ม รณรงค์ทั้งสองกลุ่มใหญ่ และฟากฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ รวมไปถึงผู้ว่าฯ การพยายามขับเน้นอารมณ์ด้วยภาพของการเดินขบวนเรียกร้องหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้สามารถสร้างมโนทัศน์เกิดขึ้นในใจของผู้ชมได้ และในท้ายที่สุดมันสามารถส่งผลทางอารมณ์ดดยรวมของภาพยนตร์ออกมาได้อย่างทรง พลัง การจับประเด็นหน้าฉากเรื่องเอดส์ และการเปลี่ยนสถานะของเอดส์เป็นกุญแจที่สำคัญ บวกกับการเชื่อมโยงประเด็นที่ดีทำให้ในท้ายที่สุดเรื่องราวของภาพยนตร์ เรื่องนี้ถูกขยายใหญ่จนทรงพลัง

42. Gloria [Chile], dir. Sebastian Lelio
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวหญิงชายขอบของสังคมที่ถูกผลักออกมาจากสังคมที่กำลังมีชีวิต และดำเนินไป สืบเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลาทั่วไป การตั้งคำถาม และประเด็นของภาพยนตร์ถือว่าน่าสนใจอย่างมากในการสร้างประเด็นในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร ครอบครัว และการใช้ชีวิตอยู่ในโลกปลายขอบของความสัมพันธ์มนุษย์ สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคือ การที่ภาพยนตร์สร้างจุดศูนย์กลางเรื่องไว้ที่ตัวละครตัวเดียว นั่นทำให้แรงผลักดันไปข้างหน้าของตัวภาพยนตร์ค่อนข้างมีพลังมาก และสามารถนำเราจนไปสู่บทสรุปที่ยอดเยี่ยมได้ การเล่าเรื่องราวของภาพยนตร์ถือว่าทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโทนอารมณ์ของภาพยนตร์ที่สามารถนำความไม่สบายใจ หรือความอึดอัดบอกเล่ามาในอารมณ์ภายนอกที่ไม่ขึงขังมากนัก แต่ข้างในนั้นสามารถที่จะสร้างแรงผลักดันสะสมทางอารมณ์ที่สามารถส่งผลต่อตัวภาพยนตร์ในช่วงท้ายได้ดี

41. Ai Weiwei : Never Sorry [USA], dir. Alison Klayman
ภาพยนตร์ที่เป็นขบถต่อรัฐบาลจีน เล่าเรื่องราวของศิลปินหัวขบถคนหนึ่งที่พยายามให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในแผ่นดินคอมมิวนิสต์อย่างจีน ซึ่งเขาต้องต่อสู้ไม่เพียงแต่ในแง่ของประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในฐานะของศิลปิน โดยแสดงออกผ่านงานศิลปะของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเหตุการณ์ผันเปลี่ยนไปตั้งแต่เหตุการณ์ขบถต่อรัฐบาลจีนในช่วงแรก จนช่วงหลังที่มีคนรู้จักมาขึ้น และสามารถจุดกระแส และตั้งคำถามต่อความเป็นไปในประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานที่เผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งของตัวภาพยนตร์คือ ภาพยนตร์ไม่ได้พยายามโฟกัสที่ความเป็นไปของตัวศิลปินผู้นี้นัก แต่สิ่งที่ตรงเป้าประสงค์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดในการเลือกโฟกัสถึงการผันเปลี่ยนของแนวความคิด และการเคลื่อนไหวของตัวศิลปินผู้นี้ ดูจะสร้างพลังให้ตัวภาพยนตร์อย่างมาก

40. Fruitvale Station [USA], dir. Ryan Coogler
ภาพยนตร์จากผู้กำกับผิวสีมาแรงที่ไปเฉิดฉายทั้งที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และคานส์มาแล้ว และต่างได้รับเสียงยกย่องเป็นท่วมท้น ภาพยนตร์อาจไม่ได้มีประเด็น หรือการเขียนบท หรือแม้กระทั้งรูปแบบการเล่าเรื่องที่แปลกหรือสดใหม่ไปกว่าภาพยนตร์รางวัลเรื่องอื่น แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้กับเล่าเรื่องด้วยรูปแบบที่เราคุ้นเคย และเห็นได้ทั่วไปออกมาได้อย่างดีเยี่ยม การสร้างประเด็น หรือความน่าเชื่อถือก็พอมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ อย่างเช่นการตั้งคำถามเรื่องโอกาสของชีวิต หรือแม้แต่เรื่องของการแบ่งชนชั้นวรรณะ ไล่เรียงไปถึงการดิ้นรนออกจากชีวิตที่ล้มเหลว เพื่อกอบกู้ และสร้างสิ่งที่สวยงามขึ้นมาเพื่อคำว่าครอบครัว ก็ดูจะเป็นหัวใจหลักในการตั้งคำถามถึงสิ่งที่รัฐบาลทำต่อประชาชนที่รัฐบาลเลือกข้างได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ซึ่งเมื่อได้การแสดงหน้าใหม่ที่สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกสามารถทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

39. The Square [Egypt], dir. Jehane Noujaim
ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราวของความขัดแย้งในประเทศอียิปต์ สิ่งที่ภาพยนตร์สามารถเลือกตัวเลือกในการเชื่อมโยงเรื่องที่แตกออกเป็นหลายเหตุการณ์หลายฝ่าย หลายช่วงเอาไว้ได้เป็นหนึ่งเดียว และถือเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างมากคือ การนำจตุรัสทาฮีร์ที่เป็นจุดรวมของการเคลื่อนไหวหลายๆครั้งมาเป็นจุดเชื่อเรื่องเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือการเปลี่ยนมุมมองเสมอ สิ่งที่ยากของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มันทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไปไม่ถึงจุดสูงสุดของความยอดเยี่ยมคือ การถ่ายทำที่ต้องถ่ายท่ามกลางเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจตรงนี้ ซึ่งฟุสเตจที่เอามาต่อกันเลยอาจยังไม่ดีเพียงพอ ซึ่งก็ต้องแลกไปกับความสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถรักษาไว้ได้ และทำได้ดีอย่างมากคือเรื่องราวของความดิบจากฟุสเตจ หรือวิดีโอจากกล้องถ่ายที่มีการเคลื่อนไหวให้เห็นได้ชัดเจนเหมือนเราอยู่ในสถานการณ์จริง และในท้ายที่สุดก็ไม่ลืมที่จะทิ้งประเด็นตั้งคำถามเรื่องชาติ และการกระทำในขณะนี้

38. Captain Phillips [USA], dir. Paul Greengrass
ภาพยนตร์ที่ให้การแสดงที่ทรงพลังอย่างมากอีกครั้งหนึ่งของนักแสดงนำชายอย่างแฮงค์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นส่วนผลพลอยได้จากงานกำกับของผู้กำกับด้วยส่วนหนึ่ง งานกำกับถือว่าเป็นสไตล์ที่โดดเด่นด้วยตัวเองของผู้กำกับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเคลื่อนกล้อง หรือการใช้จังหวะในการเล่าเรื่องไล่เรียงประเด็นไปจนถึงบทสรุป นอกจากนี้ประเด็นเรื่องชาติของอเมริกาค่อนข้างโดดเด่นมาก ภาพยนตร์อาจไม่ได้มีท่าที่ว่าจะเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือการมองโลกที่ต่างมุมมองกันออกไป บางครั้งเราอาจจะสูงส่งมีคนชื่นชมบูชา แต่ในบางครั้ง เราก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการสร้างประเด็นเรื่องชาตินั่นเอง ด้วยวิสัยทัศน์ และการให้มุมมองแบบสะท้อนสองฝั่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นตัวแทนหัวใจของอเมริกันผู้รักชาติ หรือพวกเกลียดอเมริกันไปเลยก็ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นทั้งสีขาว และสีดำ

37. 20 Feet from Stardom [USA], dir. Morgan Neville
ภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยชีวิตของนักร้องคลอรัสที่เป็นแบ็คกราวด์ให้กับวงดนตรีชื่อดังมากมาย สิ่งที่น่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการรักษาโครงสร้าง และรูปของตัวเรื่องไท่ให้ดูใหญ่เกินไป แต่พอภาพยนตร์ดำเนินไปเรื่อยมีประเด็นเรื่องราวเพิ่มมากมากขึ้น เรื่องราวกับขยายกว้างออกอย่างยิ่งใหญ่และน่าสนใจมากทีเดียว ภาพยนตร์ไม่ได้เพียงมองตัวเรื่องราวเป็นเพียงนักร้องเบื้องหลังที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นดาวดังเท่านั้น แต่ภาพยนตร์ยังพยายามขยายมิติออกไปมากขึ้น จนสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาชีพนี้ทั้งทั้งที่สถานะของตัวละครยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายแต่ประการใด ภาพยนตร์ใส่ความยิ่งใหญ่ไม่เพียงแต่แค่เหตุการณ์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์คนผิวดำอเมริกาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเส้นทางวิถีคิด และแรงบันดาลใจต่างๆออกมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องราวของเส้นทางเดินบนเส้นทางนี้ที่จบสิ้นสุดด้วยความเป็นปัจจุบัน และความรักในดนตรี จึงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่เพียงแค่แสดง แต่สะท้อนแนวคิดด้วย


36. 12 Years a Slave [USA], dir. Steve McQueen
ภาพยนตร์ที่ยังคงแสดงความเป็นผู้กำกับออกมาเต็มที่ ทั้งโทนของภาพยนตร์ที่ค่อนข้างเย็นเฉียบตามสไตล์งานกำกับของผู้กำกับในเรื่องก่อน ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะจับประเด็น และสร้างอารมณ์ที่เข้าถึงคนหมู่มากได้มากขึ้น แต่ก็ยังสามารถรักษาความเป็นตัวตนของผู้กำกับเอาไว้ได้ นอกจากเรื่องของความแข็งแรงในระดับที่น่าพอใจมากของบทภาพยนตร์แล้ว ยังมีองค์ประกอบเสริมอื่นอีกที่เข้ามาเสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานกำกับภาพ งานออกแบบโปรดักชั่น เครื่องแต่งกาย ไล่เรียงไปถึงดนตรีประกอบที่สามารถเสริมพลังของภาพยนตร์ได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างในแง่การปูพื้นทางอารมณ์ที่ไม่ได้แข็งแรงพอขนาดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าสำหรับภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวประเด็นเดิมที่เห็นได้บ่อยในภาพยนตร์อเมริกันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลัง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองได้ดียิ่งยวดทีเดียว

35. Dallas Buyers Club [USA], dir. Jean-Marc Vallee
ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งยารักษาเอดส์ ประเด็นทางเรื่องการแพทย์ และการดิ้นรนต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าถือว่าแข็งแรงมากทีเดียว สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอันดับแรกของเรื่องนี้เลยคือการแสดงของสองนักแสดงทั้งนำชาย และสมทบชายที่ต่างปล่อยพลังกันออกมาได้อย่างเต็มที่ และดึงโมเมนต์ของเรื่องนี้ไปในหลายช่วงทีเดียว ซึ่งก็อาจจะทำให้กลบความโดดเด่นในแง่ของบทไปบางช่วงก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเบาลงไปแต่อย่างใด ตัวเรื่องนี้สามารถแสดงสภาวะของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดของตนเองท่ามกลางสภาวะการณ์ที่ถูกบีบรัดจากทั้งกฎระเบียบ และสังคมออกมาได้อย่างดี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมของเรื่องนี้เลยก็คือการสร้างสภาวะ และรูปแบบพฤติกรรมของตัวละครที่สามารถสอดคล้องกับความเข้าใจทางการแพทย์ และเภสัชศาสตร์ของตัวละครในช่วงยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและไร้ข้องกังขาใดพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการแพทย์

34. American Hustle [USA], dir. David O.Russel
ภาพยนตร์ของผู้กำกับที่เป็นขวัญใจคนอเมริกันในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้เขียนบทเองทั้งหมด และสามารถเล่าเรื่องที่เป็นตัวแทนของความเป็นไป และพฤติกรรมของคนอเมริกันได้อย่างเต็มที่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยความเป็นไปของชนชาติอเมริกัน แต่ยังเต็มไปด้วยความคาดหวังของอเมริกันชนอย่างเต็มที่ ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวแทนของอเมริกาอย่างหาที่สุดไม่ได้ ความฉลาดในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องผิวเผินในเรื่องราวของแก๊งต้มตุ๋นเพียงเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสอดแทรกประเด็นยิบย่อยของอเมริกันชนเอาไว้ด้วย นั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ตลาดทั่วไปเท่านั้น การแสดงของกลุ่มนักแสดงต่างส่งไม้ต่อกันได้อย่างดีเยี่ยม และนั่นเป็นหนึ่งในส่วนเสริมทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีพลังมากขึ้นไปอีก ผู้กำกับเก่งในเรื่องการควบคุมจังหวะการแสดงของตัวละครแต่ล่ะตัว และสามารถเลือกที่จะขับเน้นตัวละครออกมาได้เป็นที่น่าจดจำค่อนข้างมาก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังไม่สามรถเข้าถึงคนที่ไม่ใช่อเมริกันได้นัก

33. Django Unchained [USA], dir. Quentin Tarantino
ภาพยนตร์ไอเดียขบถสุดล้ำเลิศจากผู้กำกับคนนี้ยังมีให้เห็นอยู่เนืองเนือง ครั้งนี้ก็นังสร้างความขบถในเรื่องราวของการแก้แค้นของคนดำที่มีต่อการย่ำยีศักดิ์ศรีในช่วงการเลิกทาสของสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์มีประเด็นที่น่าจับตามองหลักเลยนั่นคือประเด็นเรื่องของชนชั้น ยิ่งไปกว่านี้ด้วยการกำกับ และองค์ประกอบของภาพยนตร์ทำให้เรื่องนี้สามารถขับออกมาได้อย่างมีมิติ และค่อนข้างถึงอารมณ์ ในขณะเดียวกันภาพยนตร์ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และความชอบธรรม รวมไปถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้อย่างรุนแรง ชัดเจน และตรงประเด็น ซึ่งด้วยการอาศัยองค์ประกอบเสริมอื่น นอกจากบทภาพยนตร์ และการกำกับแล้ว เราต้องยอมรับเลยว่าส่วนที่มีอิทธิพลส่งเสริมตัวภาพยนตร์อย่างมากคือการลำดับภาพ ดนตรีประกอบ และเพลงประกอบที่สามารถส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีความสุดลิ่มสุดประตูแบบนี้

32. The Hunt [Denmark], dir. Thomas Vinterberg
ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับท่านนี้ จากสายปาล์มทองคำ อาจจะไม่ได้สร้างประเด็นที่แปลกใหม่อะไรนัก ซึ่งประเด็นในเรื่องราวแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินไปก่อน หรือสภาพสังคมบังคับเหล่านี้ถูกเล่าออกมาได้น่าสนใจ ด้วยบรรยากาศที่อึมครึม ปราศจากความสดใส ที่เล่าออกมาได้ลงตัวกับสภาพของบ้านเมืองที่เป็นสถานที่ในเรื่อง รวมไปถึงรูปแบบลักษณะของป่าไม้ในเรื่องด้วย ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากการเล่าเรื่องแล้ว การแสดงของนักแสดงนำชายถือว่าสร้างสิ่งที่เป็นพลังให้กับตัวภาพยนตร์ค่อนข้างมาก และเป็นตัวขับเคลื่อนภาพยนตร์ที่ดีมากทีเดียว ประเด็นของภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงประเด็นหลักอย่างการตัดสินโดยสังคมเท่านั้น แต่สิ่งที่ภาพยนตร์นำเสนอออกมาร่วมด้วยคือเรื่องราวของสถาบันครอบครัวที่เล่าความเปราะบางและความแตกสลายออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่องมากทีเดียว

31. Drug War [Hong Kong], dir. Johnnie To
เป็นภาพยนตร์ที่สามารถสะท้อนความแค้นของชาวฮ่องกงที่มีต่อแผ่นดินแม่ อย่างประเทศจีนออกมาได้อย่างคมคาย และกระอักกระอ่วนในความสัมพันธ์ของทั้งสองแห่งเป็นที่สุด ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับที่สามารถนำ ประเด็นหลักเรื่องการขายยามาผูกกับประเด็นเรื่องการเมืองระหว่างชาติ และวัฒนธรรมสังคมได้อย่างเจ็บแสบที่สุดเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ไม่เพียงหยิบยื่นที่จะเล่าความสัมพันธ์ที่แสนอึดอัดในช่วงอดีต เท่านั้น แต่ภาพยนตร์ยังสะท้อนความสัมพันธ์ในอนาคตออกมาได้อย่างเด่นชัดมากที่สุก กับการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องด้วยประเด็น ที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้จังหวะ และงานสาขาเทคนิคอื่นไม่ว่าจะเป็นงานกำกับภาพ หรืองานลำดับภาพออกมาเป็นผลลัพธ์ของภาพยนตร์ที่เพรียบพร้อมและสมบูรณ์แบบ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

30. Museum Hours [USA], dir. Jem Cohen
ภาพยนตร์ดราม่าที่มีรูปแบบกึ่งสารคดีอยู่ในตัวด้วย ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเป็นภาพยนตร์ที่นอกสายตาที่ยอดเยี่ยมมากเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ฉลาดอย่างมากในการเลือกจุดเชิื่อมโยงทั้งหลายที่เราเห็นได้ในเรื่อง นี้มาเป็นหัวใจในการเล่าเรื่องของความสัมพันธ์ของมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านการเล่าเรื่องความเป็นไปของชีวิตมนุษย์จริง และงานศิลปะมากมายที่อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์มุ่งเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์เชื่อมโยงอันซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ ทั้งในความสัมพันธืกับรูปแบบของงานศิลปะในแต่ล่ะช่วงยุคสมัย และเรื่องราวของการผันเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสำรวจมุมมองต่อความเป็นไปของมนุษย์ที่ หลากหลายมิติมาก อีกทั้งด้วยการเอาแกนกลางหน้าฉากของเรื่องเป็นเรื่องราวของหญิงที่มาดูแล ลูกพี่ลูกน้องที่เคยเล่นกันตอนเด็กในเมืองที่แทบไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มนับหนึ่งจากศูนย์ และพาเราเข้าไปสำรวจชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง

29. The Wolf of Wall Street [USA], dir. Martin Scorsese
ภาพยนตร์จากผู้กำกับรุ่นเก๋าที่ถึงแม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ฆ่าไม่เคยตายเลย คราวนี้กลับมากับภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าสร้างมาตรฐานสูงอย่างมาก ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่ชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นตัวบทภาพยนตร์ งานกำกับ หรือแม้แต่กระทั่งการแสดงที่เรียกว่าจัดเต็ม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้มากเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งประเด็นที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการนำเสนอคือ ความเป็นอเมริกันชนภายใต้สภาวะกดดันที่จะต้องดำเนินตามความฝันแบบอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของประเด็นครอบครัว เงิน และ ตัณหา ความเชื่อในตัวตนของตัวเอง ไล่เรียงไปถึงเรื่องราวของการกำเนิดและการล่มสลายของอเมริกาที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้กลมกลืน และสร้างความสนุกได้อย่างดีกับประเด็นของหมาป่าแห่งตลาดหุ้นวอลสตรีท ซึ่งต้องยอมรับเลยว่ากลายเป็นภาพยนตร์ที่แฝงไปด้วยประเด็นของอเมริกันที่เต็มเปี่ยม และยังดูได้สนุกอีกด้วย


28. Enough Said [USA], dir. Nicole Holofcener
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ และสถาบันครอบครัวของอเมริกาที่สามารถเล่าเรื่องได้เรียบง่ายไม่เน้นการเร่งเร้าอารมณ์ แต่สามารถสร้างพลัง และมิติของเรื่องราวได้อย่างดี ในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ตัวเรื่องไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องราวของการดำเนินความสัมพันธ์ของคนสองคนเพียงเท่านั้น แต่มันมีบริบทที่น่าสนใจในเรื่องราวของความเป็นมนุษย์อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความไว้ใจ ความรับผิดชอบ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมันเอามาผูกกับประเด็นเรื่องครอบครัวมันทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่นุ่มลึกไปด้วยมิติของชีวิต และสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของมนุษย์ที่มีผลต่อความผูกพันธ์ และการตัดสินใจของตัวบุคคลเองก็ตาม ในท้ายที่สุดด้วยการเล่าเรื่อง และผูกประเด็นที่มีชั้นเชิง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี่เป็นภาพยนตร์ที่มีโคงสร้างมิติทางสังคมที่น่าศึกษามากทีเดียว

27. All is Lost [USA], dir. J.C. Chandor
ภาพยนตร์โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องทะเลที่ได้มือเขียนบทรางวัลออสการ์ที่คราวนี้ทั้งเขียนบทเอง และกำกับเองด้วย ก่อนอื่นต้องขอชมตัวบทภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นหน้าฉากที่ถูกเล่าออกมาเป็ลำดับที่ดี และสอดคล้องกับพลังการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงนำ ซึ่งร่วมกับงานดนตรีประกอบที่ช่วยส่งเสริมตัวภาพยนตร์อย่างมาก ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์คนติดกลางทะเลธรรมดาทั่วไป แต่มันมีพลังยิ่งกว่านั้น นอกจากนี้ประเด็นเบื้องลึกก็แข็งแรงไม่แพ้กัน ภาพยนตร์เล่าประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของรัฐอเมริกากับคนอเมริกัน รวมไปถึงตำแหน่งของอเมริกาในโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งเรียกว่าสะท้อนภาพของอเมริกาที่โดดเดี่ยวออกมาได้ทรงพลัง นอกจากนี้ยังสะท้อนพฤติกรรมที่สนใจแต่เรื่องตัวเอง เรื่องการปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิของอเมริกาได้ด้วย การสะท้อนอิทธิพลของประเทศอื่น อาทิ ประเทศจีน ก็มีปรากฎให้เห็นในเรื่องด้วย ถือเป็นภาพยนตร์เล็กที่มีพลังที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

26. Behind the Candelabra [USA], dir. Steven Soderbergh
ภาพยนตร์ที่พบกับความผิดหวังครั้งใหญ่เมื่อถูกปฏิเสธการฉายทางจอภาพยนตร์เนื่องจากเกรงกันว่าไม่ทำเงิน ถึงแม้ว่ามันจะทำรางวัลจากเวทีทั่วโลกก็ตามเถอะ จนทำให้ผู้กำกับออกมาประกาศเลยว่าจะไม่ทำภาพยนตร์ที่ฉายในโรงอีกแล้วก็ตาม ซึ่งพูดกันตามตรงเลยว่าคุณภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้โดยรวมถือว่าเยี่ยมยอดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านโปรดักชั่น และฝ่ายเทคนิคพวกแต่งกาย แต่งหน้า ทำผม หรือแม้แต่พวกดนตรีประกอบเองก็ตาม ทุกอย่างล้วนมีรสนิยม และสอดรับกับบริบทของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ โครงเรื่องโดยรวมของเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก การเล่าเรื่องก็เล่าไปตามลำดับเวลาปกติ แต่องค์ประกอบที่เอามาเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นทำให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบเรื่องหนึ่งไปโดยปริยาย และถือได้ว่านี่คืองานระดับมาสเตอร์พีชอีกเรื่องของผู้กำกับ และดีมากพอที่ควรจะฉายในโรงภาพยนตร์มากกว่าโทรทัศน์

25. Leviathan [USA], dir. Lucien Castaing-Taylor / Verena Paravel
ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยเรื่องกล้อง และตำแหน่งของกล้อง ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่เรื่องราวประวัติ หรือเทคนิคการถ่ายรูปแต่อย่างใด ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจ และทำออกมาได้ดีมากในแง่ของการนำเสนอภาพของอุตสาหกรรมปลาที่แสดงถึงความโหดร้ายทารุณได้ชัดเจน แต่เหนือสิ่งอื่นใดภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอแต่ภาพชวนหฤโหดเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำเสนอประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องหลักของศาสนาเสียด้วย การแทนสัญลักษณ์ของศาสนาผ่านภาพ หรือสิ่งที่ปรากฎอาทิเช่น นก แห หรือตัวเรือเอง ซึ่งสามารถเล่าบริบทของความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมที่เสียดสีศาสนาออกมาได้ชัดเจน นอกจากเรื่องของตำแหน่งด้านกล้องแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเลยหลังจากได้ภาพมานั่นก็คือฝ่ายที่สำคัญอย่างมากอย่างลำดับภาพ ที่ต้องครีเอทความเชื่อมต่อเนื่องกันของภาพ ซึ่งสามารถลำดับภาพได้ส่งผ่านอารมณ์อย่างมาก

24. Borgman [Netherlands], dir. Alex van Warmerdam
ภาพยนตร์วิพากษ์ศาสนาคริสต์เรื่องเยี่ยมจากสายปาล์มทองคำที่ดูไม่ยากนัก ภาพยนตร์ค่อนข้างชัดเจนอย่างมากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวแทนของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นตัวบทหลวง หรือแม้แต่ชื่อของตัวละคร ซึ่งในอีกทางหนึ่งที่ชัดเจนมากคือภาพยนตร์ต้องการเสียดสี จิกกัดสังคมคริสต์ในเรื่องราวของความรัก และครอบครัว โดยเล่นของสูงถึงการตั้งคำถามถึงครอบครัวผู้เลี้ยงดูพระเยซูเลยด้วยซ้ำ ภาพยนตร์ใส่ความแปลกประหลาดกว่าปกติเข้ามาในภาพยนตร์การคุมโทนของภาพยนตร์ให้เหมือนกับอีกโลกหนึ่งที่กำลังมีการต่อสู้ที่พิเศษกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการสะท้อนสภาพสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลวที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างชัดเจน ครอบครัวที่ปราศจากการยึดเหนี่ยวเอาไว้ด้วยกัน แต่ไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดที่เห็นรอยปริแยกที่ใหญ่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงรอยปริในภายนอกที่แสดงออกมาไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในกลับกลวงโบ๋ชัดเจน

23. Venus in Fur [France], dir. Roman Polanski
ภาพยนตร์ของผู้กำกับที่เก่งในการสร้างไดอะล็อกของตัวละครออกมาได้อย่าง น่าสนใจ คราวนี้จัดเต็มในเรื่องราวประเด็นเรื่องเฟมินิสต์ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ และหน้าฉาก แต่ในความเป็นจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแตกประเด็นยิบย่อยมากมายได้อย่าง น่าสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเด็นที่ผู้กำกับเองก็เคยพูดถึงเอาไว้บ้างแล้วในงาน ภาพยนตร์เรื่องก่อนของผู้กำกับไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องสงครามนาซีเยอรมัน การเมือง เด็ก หรือครอบครัว ซึ่งเอาเข้าจริงเหมือนผู้กำกับกำลังกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อมองย้อนกลับ ไปดูตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราจะสามารถเห็นความคล้ายคลึงกันได้อย่างน่าสนใจ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอย่างประเด็นเรื่องสตรีเพศนั้นถูกแทรกซึมเอาไว้ในแทบ ทุกตอนของเนื้อเรื่อง และประเด็นหยิบย่อยมากมายก็มีการพูดเชิงเปรียบเทียบกับสตรีเพศออกมาได้อย่าง น่าสนใจ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนสร้างสงครามย่อมระหว่างชายหญิงซึ่งเกิดขึ้น ภายในจิตใจของตัวละครเอง จนกลายเป็นว่าเหมือนตัวละครกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า

22. Keep the Lights On [USA], dir. Ira Sachs
ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมรางวัลเท็ดดี้ของเบอร์ลิน ถึงแม้ว่าผู้กำกับจะเคยกำกับภาพยนตร์มาก่อนหน้าไม่กี่เรื่อง และไม่ได้มากมาย หรือถึงขั้นที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองเท่าไหร่นัก แต่ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเป็นชิ้นงานระดับพรีเมี่ยมที่ผู้กำกับไม่ เพียงแต่แจ้งเกิดเท่านั้นยังแจ้งเกิดนักแสดงนำของเรื่องด้วยที่แต่ก่อนเป็น เพียงนักแสดงตัวประกอบเท่านั้นเอง ภาพยนตร์สามารถสร้างบริบทของเกย์อเมริกันในสังคมที่เป็นอเมริกันดรีมได้ อย่างดี การวางเป้าหมายไว้ และการดำเนินชีวิตที่ดูแปลกแยกจากคนปกติ การตามหาความสมบูรณ์แบบของชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างความไม่แน่นอน และความไร้ทิศทางของการดำเนินชีวิตบนสังคมของการคาดหวังแบบอเมริกันออกมาได้ อย่างดี ความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน และไร้ทิศทางสามารถสะท้อนการกระทำของสังคมต่อความรักที่ผิดแปลกได้ชัดเจนมาก เหมือนไฟที่กำลังดับดับติดติด

21. The Past [France], dir. Asghar Farhadi
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับชาวอิหร่านที่สร้างช่อเสียงระดับมโหฬารเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า คราวนี้กลับมาพร้อมกับภาพยนตร์ที่ยังว่าด้วยเรื่องปัญหาของครอบครัว และการหย่าร้างเช่นเดิม แต่ขยายขอบเขตของเรื่องราวให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าเรื่องก่อนหน้ามากนัก อาจเพราะขยายประเด็นใหญ่ตั้งแต่ต้น ต่างจากเรื่องก่อนหน้าที่เริ่มจากรอยปริเล็กแล้วค่อยฉีกมันให้กว้างขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ดีความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม การสร้างเรื่องราว และผูกความเป็นไปของตัวละครถือว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ แต่มันยากขึ้นเพราะขอบเขตของเรื่องมันกว้างขึ้นเท่านั้นเอง ความฉลาดในการลำดับเรื่องราวยังเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมของผู้กำกับชาวอิหร่านคนนี้อยู่ ซึ่งในตอนท้ายที่สุดผู้กำกับสามารถขมวดปมประเด็นต่างต่างนานา และหาที่ลงได้อย่างสมบูรณ์ทีเดียว


20. Lincoln [USA], dir. Steven Speilberg
ภาพยนตร์ของผู้กำกับใหญ่กลับมาอีกครั้งพร้อมกับความยิ่งใหญ่ในแทบทุกองค์ ประกอบของภาพยนตร์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างพลวัตออกมาได้อย่างยอด เยี่ยมงดงามทีเดียว ความฉลาดอย่างแรกเลยคือผู้กำกับเลือกที่จะเล่าช่วงของเหตุการณ์ที่สำคัญ แทนที่จะเล่าช่วงของชีวิตทั้งหมดของบุคคลสำคัญผู้นี้ซึ่งแทบทั้งชีวิตของเขา ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไปหมด แต่ผู้กำกับเลือกเอาเฉพาะจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์อเมริกันมาเล่า ซึ่งการขับเน้นการเล่าเรื่องในเรื่องนี้ค่อนข้างมีความน่าสนใจคือ สามารถรักษาสมดุลทั้งสามระบบออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว ของการเมือง การทหาร หรือครอบครัว และเลือกดึงโฟกัสของแต่ละจุดมาชนกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งด้วยความสมบูรณ์ของงานด้านเทคนิค และการแสดงของนักแสดงแต่ล่ะคนที่สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่ นี่จึงเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดเรื่องหนึ่ง

19. A Field in England [UK], dir. Ben Wheatley
ภาพยนตร์สุดเวียตจากผู้กำกับหน้าใหม่มาแรงแห่งเกาะอังกฤษที่หลังจาก เรื่องแรกนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงามไปแล้วนั้น มาที่เรื่องลำดับต่อมาก็เป็นเครื่องการันตีคุณภาพได้อย่างยอดเยี่ยมมากยิ่ง ขึ้นไปอีก กับการเล่าเรื่องด้วยประเด็นที่ใหญ่ขึ้น และการสอดแทรกความหมายการตีความที่โครงสร้างของเรื่องนั้นซับซ้อนขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเราไปยังส่วนหนึ่งท่ามกลางของสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ที่ซึ่งโฟกัสไปยังเรื่องราวของทหารหนีทัพที่ถูกจับตัวได้ และนั่นเองทำให้เรื่องราวทั้งหมดเริ่มหลุดโลกไปมากขึ้นอีกเมื่อเขาถูกพาตัว ไปยังทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งที่เชื่อว่ามีขุมทรัพย์อันล้ำค่าถูกฝังเอาไว้ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้เราต้องยอมรับเลยว่าเขาคือผ๔้กำกับที่สามารถสร้างความ แปลกในการเล่าเรื่องออกมาได้อย่างกลมกลืน และสามารถสอดแทรกประเด็นเรื่องความเป็นมนุษย์เอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ อย่างทรงพลัง การตั้งคำถามเชิงนัยยะมากมายเกี่ยวกับความรุนแรง และสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคถูกสอดเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

18. Nebraska [USA], dir. Alexander Payne
ภาพยนตร์อเมริกันรำลึกที่ใช้ภาพโทนขาวดำในการเล่าเรื่อง ซึ่งสามารถเล่าเรื่องราวย้อนไปหาอดีตออกมาได้มีพลัง และน่าสนใจอย่างมากแม้ตัวภาพยนตร์เองจะมีขนาดเล็กก็ตาม ภาพยนตร์อาจมีหน้าฉากเป็นเรื่องราวของพ่อที่ไปตามหารางวัลไกลถึงเนบราสก้า ซึ่งคนจำนวนมากมายต่างบอกเขาว่านั้นมันเป็นเพียงแค่ใบปลิวที่สอดไว้ในแม็กกาซีนไม่ได้การันตีว่าจะได้เงินแต่ประการใด แต่ด้วยความหวังแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ในใจของเขาก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เขาควรจะได้รับ ซึ่งเท่าที่เราเห็นไปจนถึงบทสรุปถึงเรื่องราวที่ตกค้างในใจของพ่อคนนี้ในบ้านเกิดของตัวเองก็กินใจมากมายแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวของการสร้างชาติของอเมริกา ไล่เรียงไปจนถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาติกับตัวบุคคล สิ่งที่ประชาชนที่อุทิศตัวถวายชีวิตรับใช้ประเทศชาติที่ยิ่งใหญ่ควรจะได้รับ บั้นปลายของชีวิตในประเทศที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ความหวังของความรุ่งโรจน์นั้นแทบจะดูเลือนลาง ไม่เห็นยิ่งใหญ่เหมือนที่ประเทศชาติเป็น

17. Stranger by the Lake [France], dir. Alain Guiraudie
ภาพยนตร์เกย์ที่สร้างความแปลกประหลาดในการเล่าเรื่องของคนแปลกหน้าริมทะเลสาบที่เอาไว้พักผ่อน และหาคู่กัน ซึ่งเอาเข้าจริงภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างบรรยากาศเหมือนภาพยนตร์อาชญากรรมออกมาได้อย่างดีเยี่ยม การสร้างสิ่งต่างต่างภายในภาพยนตร์เรื่องนี้เราพบว่ามุมมอง และการโฟกัสค่อนข้างสอดคล้องไปในทางการวิพากษ์สังคม ที่มีต่อมุมมอง และบริบทของสังคมทั่วไปต่อสังคมเพศที่สาม หรือแม้แต่ภายในสังคมเพศที่สามด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เรายังเห็นการพยายามเชื่อมต่อของบุคคลจากโลกภายนอก และจากสังคมเพศที่สามกับสังคมภายนอก ยิ่งไปกว่านั้นเรายังเห็นบริบทของเพศที่สามในการพยายามเข้าถึงความสมบูรณ์แบบของชีวิต ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถวางบริบทของเพศที่สามไว้ได้ค่อนข้างน่าสนใจ ในการที่อาจจะเป็นรอยเชื่อมต่อของโลกใบนี้ ที่ตั้งคำถามของชีวิต หรืออาจจะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงก็เป็นได้ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้แยกโลกของพวกเขาออกชัดเจน

16. Concrete Night [Finland], dir. Pirjo Honkasalo
ภาพยนตร์ที่สร้างเรื่องราวออกมาได้อย่าเย็นชา แต่แฝงไปด้วยการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์คัมมิ่งออฟเอจก็ได้ แต่อาจจต่างกันออกไปตรงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่สดใสแต่ประการใด แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เจือไปด้วยความสิ้นหวัง และความเย็นชา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตัวละครจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ภาพยนตร์ใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมายออกมาได้อย่างดีเยี่ยม การวางโครงเรื่องและบริบท รวมไปถึงการกระทำของตัวละครสามารถสอดรับกับความหมายโดยนัยที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อได้อย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างมีประเด็นที่หนักหน่วงที่ตัวละครจะต้องเข้าใจ และก้าวข้ามผ่านมันไป ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางสังคม ครอบครัว ศาสนา เพื่อน รวมไปถึงประเด็นเรื่องเพศ รักร่วมเพศมากมายที่เทเข้ามาจนนั่นเองทำให้เขาเฟมือนกำลังจมน้ำตาย และเขาจะต้องมุ่งขึ้นเพื่อเข้าหาแสงแห่งอนาคต

15. Upstream Color [USA], dir. Shane Carruth
ภาพยนตร์จากซันแดนซ์ที่เรียกได้ว่าหงายเงิบกันไปพอสมควรทีเดียว เพราะถือว่าเป็นภาพยนตร์จากเทศกาลนี้ไม่กี่เรื่อง ซึ่งน้อยมากมากที่จะบอกว่าดูค่อนข้างยาก เอาจริงๆแล้วถ้าเทียบกับมาตรฐานภาพยนตร์ที่ใช้สัญลักษณ์เข้ามาจับโดยทั่วไป นั้นก็ไม่ถึงขั้นการตีความเชิงสัญลักษณ์ที่ยากและซับซ้อนแต่ประการใด สัญลักษณ์ทั้งหลายในเรื่องนี้ค่อนข้างมีความเป็นสากลค่อนข้างมากอาจเป็น เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และการดิ้นรนของชีวิตก็เป็นได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้ามีแต่สัญลักษณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่อาจยอดเยี่ยมได้ ถึงเพียงนี้ การกำกับภาพ การลำดับภาพ และดนตรีประกอบก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเรื่องนี้ที่ยังทำให้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังดูมีชีวิตไม่แห้งแล้งเกินไป ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์นานาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังอบอวลไปด้วยความรัก และการดิ้นรนของชีวิตอีกด้วย

14. The Gatekeepers [Israel], dir. Dror Moreh
ภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องราวขององค์กรลับของอิสราเอลซึ่งคอยดูแลความมั่นคงของประเทศ ซึ่งภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะเล่าถึงการปฏิบัติการขององค์กรนี้ผ่านปากคำของอดีตหัวหน้าใหญ่ขององค์กร ซึ่งแทบไม่มีวิดีโอชั้นความลับของการปฏิบัติการจริงให้เราเห็นเท่าไหร่นัก แต่ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกการสร้างเรื่องราวขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการจำลองรูปแบบปฏิบัติการ หรือการกำกับภาพ และใช้ภาพไวรัลทำให้งานปฏิบัติการที่ถึงแม้จะอยู่ในชั้นความลับของอิสราเอล แต่เราสามารถเห็นมันได้ชัดเจนมากที่สุด และเข้าใจได้ง่ายทีเดียว ซึ่งในอีกประการหนึ่งคือการใช้รูปแบบของภาพยนตร์สายลับเข้ามาจับ และใช้ในการเล่าเรื่องทำให้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้สามารถให้อารมณ์ และความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์สายลับที่เคยทำกัน และในท้ายที่สุดมันต่างช่วยยกระดับการนำเสนอปฏิบัติการลับให้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นอีก

13. Short Term 12 [USA], dir. Destin Cretton
ภาพยนตร์ที่ชี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวยังถูกสะท้อนออกมาอย่างเนืองเนือง ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นกันที่สามารถสะท้อนรอยแตกแยกของสถาบันครอบครัวในอเมริกันออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด และสามารถเห็นเป็นห่วงโซ เป็นวงจรอุบาทว์ได้ชัดเจนที่สุด ภาพยนตร์สามารถสะท้อน และเล่าเรื่องราวในอดีต ความเป็นไปของบุคคลที่เข้ามาอยู่ในสถานพักพิง และเลี้ยงดูเด็กมีปัญหากับทางบ้านผ่านทั้งทางเพลงประกอบที่เล่าผ่านตัวละคร มุมมองในชีวิตของตัวละครเอก ซึ่งตรงนี้ทำให้เราสามารถกระเทาะอดีตของตัวละครเอกได้พร้อมไปกับการเดินเรื่องของภาพยนตร์ และทำให้เราเห็นได้ชัดเจนถึงมหันตภัยของครอบครัวที่โฟกัสไปยังการกระทำของผู้เป็นพ่อแม่ และปัญหาของเด็กได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งนอกจากนี้ยังเล่าถึงสภาวะการเปลี่ยนผ่าน และการหลุดพ้น กำเนิดใหม่ของตัวละครหลักด้วย ถือว่าเป็นภาพยนตร์เล็กที่เล่นใหญ่มาก


12. Stories We Tell [Canada], dir. Sarah Polley
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยมอีกเรื่องที่เล่าเรื่องของสถาบันครอบครัว การตามหารอยต่อของชีวิต เอาจริงแล้วภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรที่แปลก หรือพิเศษไปกว่างานสารคดีทั่วไป แต่สิ่งที่ผู้กำกับสร้างสรรค์มันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมคือการเล่าเรื่อง และการกำกับผสมผสานไปกับความลงตัวในการลำดับภาพ ความต่อเนื่องลื่นไหลในการให้ผู้ชมสามารถไถลลึกไปกับเรื่องราวของการหาต้นตอ ของชีวิตของเธอที่ซับซ้อนมากขึ้นพร้อมไปกับการดำเนินเรื่องที่ไปข้างหน้ามาก ขึ้น ซึ่งการใช้จังหวะในการจับเข้ามาถือว่าฉลาดมากเอาการที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจระบบ ความลึกลับของความสัมพันธ์ในครอบครัวขอเธอได้มากยิ่งขึ้น และค่อยซึมซับความรู้สึกของเธอที่มีเข้าไปมากขึ้น จึงทำให้บทสรุปสุดท้ายของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จอย่างมาก และการเล่าเรื่องโดยรวมก็ดูเป็นภาพยนตร์เล่าเรื่องมากกว่าที่จะเป็นภาพยนตร์ ที่เล่าข้อเท็จจริงแบบสารคดี

11. Cutie & the Boxer [USA], dir. Zachary Heinzerling
ภาพยนตร์สารคดีที่เป็นหนึ่งในเทรนด์สารคดีปีนี้ที่เลือกเล่าเรื่องของมนุษย์ และชีวิตความสัมพันธ์ของครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องของชีวิตคู่ของศิลปินที่สร้างภาพวาดจากปลายนวมอย่าง "อูชิโนะ ชิโนฮารา" และภรรยาของเขา "โนริโกะ" ซึ่งสามารถเล่าเรื่องชีวิตของทั้งคู่เปรียบเทียบเชิงคู่ขนานกับงานศิลปะของทั้งคู่ ด้วยความเรียบง่าย แต่ทรงพลัง และมีน้ำหนักทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสะท้อนผ่านมุมมองของภรรยาที่เป็นผู้ถูกกระทำเสมอมา เราจะเห็นถึงการประนีประนอม และการต่อสู้กันของทั้งคู่อย่างชัดเจน การแก้แค้นสามีของภรรยาผ่านรูปแบบงานวาดของศิลปินที่อัดอั้นมานานตั้งแต่แต่งงานกันในหลายปีก่อน และเราก็เห็นถึงความชัดเจนในการอยู่ร่วมกันในสถานะของสถาบันครอบครัวที่มีลูกด้วยกันหนึ่งคน เราจึงเห็นทั้งแง่ของคนเป็นแม่ และหญิงผู้รักงานศิลปะ และอยากถ่ายทอดมันออกมาเหมือนเป็นความฝันอันสูงสุด ทั้งหนักแน่น และงดงามเกินคำบรรยาย

10. The Selfish Giant [UK], dir. Clio Barnard
ภาพยนตร์ที่สร้างภาวะการณ์ของอารมณ์ได้สมจริงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ดีเยี่ยมที่สุดในเรื่องนี้เห็นจะเป็นการสร้างบรรยากาศ และอารมณ์ที่อึมครึมดูเก็บกดเหมือนจะระเบิดออกมาได้ในทุกนาที แต่ในอีกทางหนึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์คัมมิ่งออฟเอจดีเยี่ยมเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ การสร้างอารมณ์การเรียนรู้และเปลี่ยนผ่านของตัวละครเป็นธรรมชาติค่อนข้างมาก การเลือกใช้บรรยากาศเฉะและอึมครึมต่างสอดรับเป็นอย่างดีกับสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการนำเสนอ ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเราไปโฟกัสที่เด็กอารมณ์รุนแรงคนหนึ่งที่อยู่ในครอบครัวที่ใช่ว่าจะสมบูรณ์พร้อม แต่ในท้ายที่สุดภาพยนตร์ก็ทำให้เราเห็นความอบอุ่นเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในปัญหาของครอบครัว ซึ่งมันสามารถสะท้อนได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องนี้เก่งอย่างมากในการสร้างเรื่องราวทั่วไปที่มีอารมณ์แบบหนึ่ง แต่แอบเจือด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามอยู่ด้วย นอกจากนี้การใช้สัญลักษณ์ในการชี้ประเด็น หรือแทนตัวละครในเรื่องก็ถือว่าเด่นชัด และสื่อได้ชัดเจน

9. The Act of Killing [Indonesia], dir. Joshua Oppenheimer
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยมที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้ เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ของการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อินโดนีเซียผ่านปากคำการเล่าเรื่องย้อนรอยไปในอดีตของเหล่าผู้มีอำนาจที่ เป็นผู้สั่งการในช่วงนั้น โดยผ่านการเล่าเรื่องไม่เพียงแต่การเล่าเรื่องด้วยปากเปล่าอย่างเดียว เท่านั้น ยังมีการจำลองเหตุการณ์ขึ้นมา ผ่านทั้งมิวสิคัล และฉากในภาพยนตร์แบบฮอลีวู้ดด้วย ซึ่งสามารถทำออกมาได้สมดุลกับการเล่าเรื่องแบบสารคดีปกติเสียด้วย ซึ่งการจำลองสามารถทำให้เราเห็นได้ชัดเจน เหมือนกับตอกย้ำเหตุการณ์นั้นไม่เพียงแต่ตัวละครที่ต้องทำซ้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวเราที่ต้องแบกรับเรื่องราวแบบนี้ส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งยังมีการแทรกสัญลักษณ์ทางท้องถิ่นที่เราพอจะสามารถเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นภาพยนตร์สารคดีที่เต็มไปด้วยศิลปะอย่างเปี่ยมล้นแบบที่เราจะเจอได้ น้อยในสารคดีทั่วไป

8. Stray Dogs [Taiwan], dir. Tsai Ming Liang
ภาพยนตร์ของไฉ้หมิงเหลียงยังคงสร้างมาตรฐานที่สูงลิบลิ่วได้ตลอดเวลา งานของเขายังเป็นตัวแทนความรู้สึก และความอัดอั้นตันใจของชาวจีนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเลือกรูปแบบในการถ่ายทอดเป็นชั้นชั้นความหนักแน่นของเรื่องราวได้อย่างดี ภายนอกเราเอาจเห็นความเจ็บปวดซ้ำซากไปซ้าซากมา ผ่านการเล่าเรื่องเชิงเปรียบเทียบของคนจีนคนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่โดยลึกแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขบถชั้นเยี่ยมต่อรัฐบาลเผด็จการทั้งรัฐบาลทหาร และรัฐบาลที่มาจากกษัตริย์ในอดีตได้อย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวแทนของความอัดอั้นตันใจของชาวจีนตั้งแต่ในอดีตที่ถูกปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไล่เรียงมาจนถึงรัฐบาลทหารในปัจจุบันได้อย่างเด่นชัด ผ่านการซ่อนความหมายด้วยเรื่องราวของรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ ทั้งสิ่งของ ของกิน รวมไปถึงตัวบุคคล และขับเน้นผ่านการเล่าเรื่องที่แปลกจากปกติออกมาได้อย่างมีพลัง

7. Gravity [USA], dir. Alfonso Cuaron
ภาพยนตร์ไซไฟที่ไม่ได้ว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์ที่ติดแหง็กลอยเคว้าง คว้างอยู่ในอวกาศหลังจากยานของตัวเองโดนขยะอวกาศทำลายจนพังเท่านั้น แต่ยังเล่าไปถึงการกำเนิดใหม่ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งบริบทในปัจจุบัน และบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย ความฉลาดเลือกของผู้กำกับสามารถเห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการสอดแทรกสัญลักษณ์ของการกำเนิด รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของประเทศต่างต่างไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย หรือจีนก็ตาม ซึ่งการรวมองค์ประกอบทั้งหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นตัวเนื้องเรื่อง การลำดับภาพ การกำกับภาพ รวมไปถึงเทคนิคภาพพิเศษที่สามาารถเอามาใส่รวม และให้ผลลัพธ์ออกมาได้อย่างกลมกล่อมทีเดียว ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่าผู้กำกับสามารถคัดสรร และสร้างความโดดเด่นให้แต่ล่ะช่วงเวลา และแต่ล่ะองค์ประกอบออกมาได้อย่างกลมกล่อมมากทีเดียว และนี่จึงกลายเป็นหนึ่งในหนังอวกาศที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคไป เลย

6. Before Midnight [USA], dir. Richard Linklater
ภาพยนตร์ปิดตำนานความยอดเยี่ยมของคนเดินคุยกันและเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ และสร้างบรรยากาศออกมาได้น่าหลงไหล และยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์พาเราไปเฉลยปมที่มีคนสงสัยกันไว้ในภาคก่อนหน้า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้มันอยู่ที่การจับจังหวะในการสร้างโทนอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก การเล่าเรื่องที่ค่อยค่อยเปิดความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ และไม่ดูหวือหวาเกินขอบเขตโดยรวมของภาพยนตร์ ดังนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอบอวลไปด้วยการสร้างบรรยากาศ การค้นหาซึ่งกันและกัน รวมถึงการเติมเต็มความหมายของคำว่าชีวิตคู่ได้อย่างเต็มที่ ภาพยนตร์นำเรามาสู่บทสรุปที่ต่างคลายทุกอย่าง และเติมเต็มช่องว่างที่เคยมีอยู่ในภาคก่อนๆหน้าจงหมดสิ้น ไม่ต่างกับหัวใจของคนทั้งคู่เลย แต่เหนือสิ่งอื่นใดส่วนสำคัญที่มีผลทำให้ภาพยนตร์ออกมาได้ยอดเยี่ยมคือบทภาพยนตร์นั่นเอง

5. The Great Beauty [Italy], dir. Paolo Sorrentino
ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของการหวนรำลึกถึงความรุ่งโรจน์ในอดีต โดยเล่าเชิงขนานเปรียบเทียบไปกับความยิ่งใหญ่ของกรุงโรม ศิลปะที่ยังคงตั้งตระหง่านให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ และเป็นส่วนหนึ่งของอดีต แต่ในปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยความเหงาและว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรจากตัวละครนำที่หลังจากวันเกิดวัยหกสิบห้าปีเขาก็กลับมาสำรวจตัวเองในช่วงที่ผ่านมา ถึงความฝันและแรงบันดาลใจในอดีตกับตัวตนของตัวเองในปัจจุบัน ซึ่งตัวภาพยนตร์เองสามารถสำรวจความเงียบเหงาและโดดเดี่ยวถามกลางแสงสีของงานปาร์ตี้ ท่ามกลางชีวิตของหมู่เพื่อแบบเดียวกันที่มีชีวิตอยู่เดียวดายท่ามกลางความยิ่งใหญ่ที่ยากจะหาคนคนเดียวมาเติมเต็มได้ สไตล์การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ล้วนโดดเด่นในแทบทุกจังหวะ และดึงดูดถึงการตั้งคำถามถึงช่วงผันเปลี่ยนในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต นี่คือภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความหมายของชีวิตของคนวัยปลายได้อย่างงดงามเรื่องหนึ่งทีเดียว


4. Her [USA], dir. Spike Jonze
ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งตัวบทภาพยนตร์ถือว่าเขียนออกมาได้ดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประเด็นเชิงเปรียบเทียบระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสังคมมนุษย์ มนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ หรือมนุษย์กับตัวของมนุษย์เอง ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน การมีอยู่หรือไม่เหล่านั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และการยอมรับตัวตนที่เราเองต้องเรียนรู้มัน ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างประเด็นที่บิดไปบิดมา และสะท้อนสภาวะอันไม่แน่นอนของจิตใจของมนุษย์ได้อย่างดี สถาบันครอบครัวก็ถูกกล่าวถึงด้วยเช่นกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ การเล่าเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนอาศัยองค์ประกอบเพิ่มเติมเข้ามาเสริมพลังของตัวภาพยนตร์ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสัญลักษณ์ การจัดแสงสี เป็นต้น ซึ่งในการเล่าประเด็นแต่ล่ะช่วงที่ต่างกันออกไปนั้น การใช้แสงสี ภาพ หรือสัญลักษณ์ที่เหมือนหรือต่างกันออกไปกฌสามารถสะท้อนอารมณ์ที่เหมือนหรือต่างกันออกไปได้อีกด้วย



3. Inside Llewyn Davis [USA], dir. Joel Coen & Ethan Coen
ภาพยนตร์กรังปรีซ์ เรื่องล่าสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่สามารถเนรมิตอารมณ์ และบรรยากาศในยุค 60 ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเล่าเรื่องราวของศิลปินผู้ขี้แพ้ ที่ถูกตีกรอบด้วยสภาพสังคม และความฝันอันสวยหรูแบบอเมริกัน การพยายามไขว่คว้า และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคที่ตัวเองติดอยู่ และเข้าสู่ชีวิตที่ควรจะดีขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำได้แม้ว่าจะพยายามมากเท่าไหร่ก็ตาม การใช้บริบทเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบกับทั้งในเรื่องราวของหนังเอง หรือเรื่องราวของวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ และเต็มไปด้วยรากเหง้าไม่เหมือนวัฒนธรรมอเมริกัน ถูกเล่าเรื่องราวผ่านชีวิตของศิลปินขี้แพ้ธรรมดาธรรมดาออกมาได้อย่างเรียบง่าย แต่ในทุกจังหวะเราสามารถตีความการเล่าเรื่องเบื้องหลังออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และเต็มได้วยจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมที่เพื่องฟูอย่างกรีก เปรียบเทียบขนานไปกับวัฒนธรรมอเมริกันได้สุดยอดทีเดียว



2. Blue is the Warmest Color [France], dir. Abdellatif Kechiche
ภาพยนตร์ระดับปาล์มทองคำที่ว่าด้วยเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิงที่สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และจัดวางรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ทางศิลปะออกมาได้อย่างเปี่ยมพลัง การสร้างเรื่องราวที่ว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทางความคิด และการยอมรับตัวตนของตัวเองที่ถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยบริบทของสังคมที่อาศัยอยู่สามารถทำออกมาได้อย่างมีความหมาย และเป็นธรรมชาติ การแทรกประเด็นเชิงเปรียบเทียบระหว่างสังคมปกติแบบชายหญิง หรือสังคมแบบหญิงหญิง การกล่าวถึงเรื่องกระแสวัฒนธรรมภิวัฒน์ โดยเล่าขนานไปกับความหมายทางศิลปะต่างล้วนสะท้อนจิตวิญญาณผ่านรูปแบบของศิลปะที่สะท้อนตัวตนของตัวละครนั้นๆออกมาได้อย่างเต็มที่ บางครั้งบางคนเข้ามาก็เพื่อให้เราได้เปลี่ยนผ่านอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ชีวิตอีกแบบที่เราเป็นจริงจริง



1. Beyond the Hills [Romania], dir. Cristian Mungiu
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการตั้งคำถามเรื่องราวของความขัดแย้งทางความเชื่อทางศาสนา และเรื่องเพศ ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนา และสังคมสมัยใหม่ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยพลัง การจัดวางองค์ประกอบ และการสร้างบรรยากาศที่เยือกเย็น และตรึงเข้มของหนังสามารถสร้างออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และส่งต่อพลังให้หนังมีชีวิตต่อการเล่าเรื่องราวในประเด็นของศาสนา และบริบททางความเชื่อของสังคมสมัยปัจจุบันออกมาได้อย่างเปี่ยมล้น การสร้างคำถามในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน และครอบครัว กับแง่ของความเชื่อทางศาสนาล้วนมีน้ำหนัก และน่าเชื่อถือ การสร้างบริบทของสังคมจำลองผ่านรูปแบบสังคมแบบไบเบิลถูกถ่ายทอดมาเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งได้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่สร้างมาเหล่านี้กับสอดรับกับการแสดงของนักแสดง และบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง




Honorable Mention (เกือบดีพอแต่ก็ยังไม่พอ)


Bridegroom [USA], dir. Linda Bloodworth-Thomason
A Band Called Death [USA], dir. Mark Christopher Covino / Jeff Howlett
Fill the Void [Israel], Rama Burshtein
Mea Maxima Culpa: Silence in the House of God [USA], dir. Alex Gibney
Nobody Daughter's Haewon [South Korea], dir. Hong Sang-soo
My Brother the Devil [UK], dir. Sally El Hosaini
A Hijacking [Denmark], dir. Tobias Lindholm
Smashed [USA], dir. James Ponsoldt
Oblawa [Poland], dir. Marcin Krzysztalowicz
Le Grand Soir [France], dir. Gustave de Kervern / Benoit Delepine
Augustine [France], dir. Alice Winocour
What Richard Did [USA], dir. Lenny Abrahamson
Flight [USA], dir. Robert Zemeckis
Graceland [Philippines], dir. Ron Morales



Dead Man's Burden [USA], dir. Jared Moshe
The Broken Circle Breakdown [Belgium], dir. Felix Van Groeningen
Something in the Air [France], dir. Olivier Assayas
Beyond the Walls [France], dir. David Lambert
The Rocket [Australia], dir. Kim Mordaunt
The Way Way Back [USA], dir. Nat Faxon / Jim Rash
Una Noche [USA], dir. Lucy Mulloy
Mother of George [Nigeria], dir. Andrew Dosunmu
Child's Pose [Romania], dir. Calin Peter Netzer
A Late Quartet [USA], dir. Yaron Zilberman
Dirty Wars [USA], dir. Rick Rowley
Our Sunhi [South Korea], dir. Hong Sang-soo
The Queen of Versailles [USA], dir. Lauren Greenfield
We Steal Secrets : The Story of WikiLEAKs [USA], dir. Alex Gibney


Special Mention (ดีแต่ดีไม่พอและน่าสนใจ)


Golden Slumbers [Cambodia], dir. Davy Chou
We Are What We Are [USA], dir. Jim Mickle
Of Snails and Men [Romania], dir. Tudor Giurgiu
Beyond the Hill [Turkey], dir. Emin Alper
Just the Wind [Hungary], dir. Benedek Fliegauf
What They Don't Talk About When They Talk About Love [Indonesia], dir. Mouly Surya
Tom at the Farm [France], dir. Xavier Dolan
The Cleaner [Peru], dir. Adrian Saba
Sightseers [UK], dir. Ben Wheatley
Moebius [South Korea], dir. Kim Ki-duk
Berberian Sound Studio [UK], dir. Peter Strickland
Miele [Italy], dir. Valeria Golino
Inside [Turkey], dir. Zeki Demirkubuz
Resolution [USA], dir. Justin Benson / Aaron Moorhead
Somewhere in Palilula [Romania], dir. Silviu Purcarete



Concussion [USA], dir. Stacie Passon
Reality [Italy], dir. Matteo Garrone
The Conjuring [USA], dir. James Wan
Children of Sarajevo [Bosnia], dir. Aida begic
Turn Off the Lights [Romania], dir. Ivana Mladenovic
The Secret Life of Walter Mitty [USA], dir. Ben Stiller
Only the Young [USA], dir. Elizabeth Mims / Jason Tippet
Broken [UK], dir. Rufus Norris
Citadel [USA], dir. Ciaran Foy
Paradise : Faith [Austria], dir. Ulrich Seidi
Paradise : Hope [Austria], dir. Ulrich Seidi
Disconnect [USA], dir. Henry Alex Rubin
Beauty is Embarrassing [USA], dir. Neil Berkelry
You Ain't Seen Nothin Yet [France], dir. Alain Resnais
Spring Breakers [USA], dir. Harmony Korine

ไม่มีความคิดเห็น