Header Ads

Cannes 2018: A Violent Desire for Joy ★★★★


Cannes 2018: A Violent Desire for Joy จิตวิญญาณเสรี ณ ชายขอบของปฏิวัติฝรั่งเศส (by Clement Schneider)
★★★★

ในอิทธิพลของหนังจำพวกที่เป็นหนังสำรวจจิตวิญญาณของหนุ่มสาว แน่นอนว่าย่อมมีส่วนหนึ่งมาจากหนังของโรเมอร์ และผู้กำกับอีกหลายๆคนอยู่แล้ว ผู้กำกับหนุ่ม Clement Schneider น่าจะได้รับอิทธิพลของหนังฝรั่งเศสชั้นครูหลายคน เพราะตัวเขาเองก็จบจากโรงเรียนทำหนังชั้นนำของฝรั่งเศสอย่าง ลา เฟมีส มา นี่ดูจะเป็นหนังฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของเขาที่มีพื้นที่ในเวทีเทศกาลระดับโลก แม้จะเป็นส่วนของไซด์บาร์อย่างสาย ACID ที่ให้พื้นที่ของหนังอิสระฝรั่งเศสหน้าใหม่ๆได้อวดสายตาในเทศกาลระดับโลก หนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอจุดโฟกัสที่อยู่นอกศูนย์กลางของปฏิวัติฝรั่งเศสที่เริ่มร้อนแรงในช่วงเวลานั่น การเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครบาทหลวงหนุ่ม และการเข้ามาถึงของกองทหารปฏิวัติที่ต่อต้านระบบกษัตริย์ เป็นจุดเชื่อมเรื่องสำคัญที่ผลักดันคาแร็คเตอร์หลักในหนังให้เริ่มเรียนรู้ตัวเอง และเป็นขนบของหนังที่จะต้องให้ตัวละครก้าวผ่านวัยเรียนรู้ถึงจิตวิญญาณของความเป็นฝรั่งเศสที่เสรีในช่วงยุคเวลาหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าในลักษณะแบบนี้มันสร้างความรู้สึกของการย้อนวันวานความหอมหวานของยุคหนึ่งที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และความหมายของความเป็นหนุ่มสาว


ผู้กำกับเลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างน้อย จะเห็นว่าการกำกับ การใส่เทคนิค ตลอดจนการบังคับทิศทางของเรื่องเกิดขึ้นเพียงน้อยมาก และมันสอดรับกับประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอเรื่องของความหนุ่มสาว จิตวิญญาณที่เสรี เซ็กซ์ และธรรมชาติ การปล่อยให้มันลื่นไหลไปกับบรรยากาศ การเคลื่อนไหวของธรรมชาติในหนังมันทำให้เกิดการคอนทราสต์กับกรอบที่หนังพยายามสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในเชิงศาสนาความเคร่งครัดของศาสนา ตลอดจนแนวความคิดทางการเมืองการสงครามที่เข้ามาปะทะตัวละคร การหยิบเลือกเอาพื้นที่ที่เหมือนเป็นส่วนของสองส่วนมาบรรจบกัน ไม่ได้อยู่ในอาณัติศูนย์กลางของสิ่งใดมากเกินไ มันเอื้อให้เกิดพื้นที่ที่สามารถเข้าไปสำรวจสิ่งอื่นในแง่มุมที่ไม่ได้จำเป็นต้องยึดกับประเด็น หรือโครงสร้างอื่นอย่างเช่น ศาสนา หรือการเมืองมากเกินไป ดังนั้นการเซ็ตอัพโดยใช้พื้นที่นี้มันจึงปรับเปลี่ยนภาพให้เป็นสวนอีเดนที่ในเวลานั้นยังไม่มีคำว่าพระเจ้าเกิดขึ้น มีเพียงพ่อ และลูก และความสัมพันธ์ทางกายของเพศสองเพศเพียงเท่านั้น


พอตัวละครสามารถหลุดกรอบเข้าสู่ภาวะของการดำรงโดยไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งมันก็เหมือนเป็นโปรโตไทป์ของหนังจำพวกที่สำรวจจิตวิญาณวัยหนุ่มสามของฝรั่งเศสที่จะนำเสนอภาพของการที่ตัวละครแล่นไปในโลกที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ที่มนุษย์วางกรอบกันเอาไว้เองอย่างเรื่องการเมือง หรือเรื่องศาสนา ที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่เดิม มันจึงเป็นหนังที่มุ่งสรรเสริญธรรมชาติ และเซ็กซ์ ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์โดยไร้กฎเกณฑ์ การเรียนรู้ของตัวละครหลักในเรื่องจึงเป็นการเรียนรู้ผ่านบริบทของการกำจัดสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาออกไป โดยเหลือไว้แต่ความเป็นธรรมชาติที่สมจริง ดังนั้นจะเห็นว่าการพยายามหาที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆในหนังจึงไม่ได้เกิดขึ้น มันจึงเป็นการให้ภาพเชิงสัญลักษณ์อย่างเช่นตัวละครผู้หญิงผิวสีที่ไม่รู้ที่ไปที่มาชัดเจน แต่มันเหมือนสัญลักษณ์ของเซ็กซ์ ซึ่งเป็นอณูพื้นฐานตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีของมนุษย์บนโลกใบนี้ และแน่นอนว่ามันย่อมพูดถึงพื้นฐานของความรู้สึกที่เหนือทั้งมวลอย่างความรัก


อิสระภาพ และเสรีชนในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นภาพของการโหยหาจิตวิญญาณดั้งเดิมของมนุษย์ แม้ว่าหนังเองจะพยายามตั้งคำถามเรื่องการเมืองไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐ หรือปฏิวัติฝรั่งเศส ตลอดจนเรื่องของศาสนา ซึ่งก็กลายเป็นเพียงคอนทราสต์ของคอนฟลิกกันและกันที่ไม่ได้มีความหมายต่อตัวละครมากนัก ในช่วงต้นของเรื่องราวจะเห็นว่าตัวละครเองเปลี่ยนตัวเองไปในทางหนึ่ง และในอีกทางหนึ่ง ความไม่แน่นอนชัดเจนของตัวละครในช่วงเวลานั้นก็เป็นเหมือนส่วนต้นของเรื่องราวที่ตัวละครจะมุ่งสำรวจความหมายของสิ่งต่างๆที่เขามีอยู่ และสิ่งใหม่ที่เข้ามาปะทะ การเปลี่ยนชื่อของตัวละครนำเองก็ดี อีกทั้งการเลือกเพลงทั้ง When the Revolution Comes ของ The Last Poets, Birdland ของ Patti Smith และ Why D'ya Do It ของ Marianne Faithfull ความเป็นขบถของวัยรุ่นก็ปะทุพุ่งพล่านขึ้นมา และในตอนจบมันสามารถพาเราไปแตะหัวใจของธรรมชาติ เซ็กซ์ และจิตวิญญาณขบถอันเสรีได้อย่างน่าชื่นชม


ไม่มีความคิดเห็น