Header Ads

Locarno 2018: Chaos ★★★


Locarno 2018: Chaos ความโกลาหลอันเปล่าเปลี่ยว (by Sara Fattahi)
★★★

หนังชนะเลิศในสาขารองของเทศกาลหนังโลคาร์โนอย่าง Filmmakers of the Present ในปีนี้ตกเป็นของหนังสารคดีเรื่องที่สองของผู้กำกับสาวชาวซีเรียอย่าง Sara Fattahi ซึ่งเธอถือเป็นผู้กำกับหญิงที่กำลังมาแรงจากความสำเร็จในหนังสารคดีเรื่องยาวของเธอก่อนหน้านี้อย่าง Coma ที่ก็เล่าเรื่องราวของผู้หญิงสามคนในซากปรักหักพังในเมืองบ้านเกิดของผู้กำกับอย่างดามากัส ประเทศซีเรียที่พังทลายจากพิษสงคราม ซึ่งหนังเรื่องแรกเรื่องนี้นั้นเธอได้ถูกเลือกเข้าไปฉายและคว้ารางวัลขวัญใจนักวิจารณ์นานาชาติจากเทศกาลหนังเวียนนา และได้รางวัลหนังเรื่องแรกยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนัง Vision du Reel ซึ่งในหนังสาคดีเรื่องล่าสุดที่ถือเป็นหนังสารคดีขนาดยาวเรื่องที่สองของเธอยังใช้รูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะเดิมที่โฟกัสตัวละครผู้หญิงสามคนแต่เป็นการโฟกัสตัวละครที่ขยับขยายเชิงมิติออกไปมากขึ้น ตัวละครแรกยังคงโดดเดี่ยวอยู่ในดามากัส ในขณะที่ตัวละครถัดมาหลงทางอยู่ในสวีเดน และตัวละครสุดท้ายเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนในเวียนนา และมีระยะเวลาของการพัฒนาตัวละครที่ต่างกันด้วย


การสำรวจตัวละครที่มีชีวิต มีระดับขั้นของความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่ต่างกันจากบาดแผลสงครามทำให้รายละเอียดที่หนังเองต้องการจะสื่อมีแง่มุมในภาพกว้างที่ต่างกันออกไป คนแรกต้องทนกับบาดแผลของซากปรักหักพังของเมืองดามัสกัส และบาดแผลของการสูญเสียที่ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้เธอมาจนถึงปัจจบัน ส่วนคนที่สองนั้นที่ย้ายไปสวีเดนให้ภาพของบาดแผลที่เกิดจากการดิ้นรนของเธอที่ต้องการมีชีวิตในประเทศนี้ผ่านการกระทบกระเทือนทางจิตใจ และการทำให้เส้นทางของเธอนั้นพร่ามัวและไม่ชัดเจน สะท้อนระดับของความเจ็บปวดในอีกทางหนึ่ง ส่วนตัวละครตัวที่สามสร้างสถานภาพของการพึ่งจะย้ายออกจากดามากัสเข้ามาที่เวียนนา ซึ่งต่างจะตัวละครตัวที่สองที่เปลี่ยนที่อยู่มาสักระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นเราจะเห็นตัวละครตัวที่สามเผชิญกับสภาวะของระยะแรกในการปรับตัว ซึ่งตัวละครทั้งสามตัวจึงมีความเชื่อมโยงในระดับที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างน่าสนใจ



การเล่าเรื่องทีใช้วิธีการในการตัดสลับทั้งสามส่วนของเรื่องด้วยกันเป็นวิธีกปกติที่หนังหลายเรื่องที่มีตัวละครหลายตัว และหนังพยายามจะหาจุดร่วมผ่านการเล่าเรื่อง โดยไล่เรียงเรื่องราวแต่ละองค์ไปพร้อมกัน เป็นวิธีการที่ค่อนข้างพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามในการสร้างความน่าสนใจเพิ่มขึ้นมาคือการเอาความต่างของแต่ละคนมาซ้อนทับกันในรายละเอียดความรุนแรงของสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นเผชิญ บาดแผลของอดีตที่ยังคงกัดกินตัวละครอยู่เป็นเหมือนกระจกที่ซ้อนเข้าหากัน วิธีการที่หนังเรื่องนี้ใช้ในการเล่าเรื่องรวมถึงส่วนของสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบแต่ละตัวละครที่ถูกหยิบใส่เข้ามานั้นอาจไม่ได้แปลกใหม่ แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การที่หนังหยิบยืมสร้างประเด็นขึ้นมาจากสิ่งที่ตัวละครเองมีอยู่แล้ว และอาศัยจังหวะเวลาในการค่อยๆสั่งสมเรื่องราว สั่งสมความล่มสลาย ความอ้างว้างของความรู้สึกที่เกิดขึ้น



แม้ว่าตัวหนังเองจะไม่ได้ตั้งคำถามเชิงการเมืองอย่างตรงไปตรงมานัก แต่มันน่าสนใจค่อนข้างมากเมื่อเรามองเรื่องราวจากที่เป็นอยู่นี้สะท้อนเข้าหารูปแบบ หรือการบริหารจัดการในระดับรัฐ มันสะท้อนถึงระดับของการเพิกเฉยในเชิงตัวบุคคลต่อผู้คนเหล่านี้อย่างชัดเจน รูปแบบ และการวางรายละเอียดเชิงการเมืองไม่อาจตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านี้ได้แทบทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่ระดับสังคมที่เกิดขึ้นภายในประเทศซีเรียช่วงที่ยังไม่เป็นเมืองร้างขนาดนี้ แม้ภาพของหนังจะนำเสนอเรื่องราวในระดับตัวบุคคลผ่านการจัดวางภาพที่สะท้อนเลเยอร์ของความหมายก็ดี หรือจะสะท้อนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา แต่มันสามารถขยายออกไปให้เห็นถึงภาพกว้างชีวิตคนกลุ่มนี้ในบริบทระดับสังคมโลกได้ค่อนข้างพอสมควร มันกลายเป็นหนังที่เล่าไม่เยอะนัก แต่การหยิบยืมส่วนของเรื่องจากตัวละครส่วนต่างๆทำให้หนังมีไดนามิกที่น่าสนใจมากพอตัว

ไม่มีความคิดเห็น