Header Ads

Locarno 2018: Dead Horse Nebula ★★★★


Locarno 2018: Dead Horse Nebula ชีวิต ดาราจักร และความตาย (by Tarik Aktas)
★★★★

หนังรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังโลคาร์โนในปีนี้ กับหนังเรื่องแรกของผู้กำกับชาวตุรกี Tarik Aktas ที่เล่าเรื่องราวการก้าวผ่านวัยของตัวละครเด็กคนหนึ่งที่เจอกับความตายในช่วงวัยเยาว์ และกลายเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นในความทรงจำมายังตอนโต พล็อตเรื่องแบบหนังการก้าวผ่านวัยในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ถือเป็นของตายอยู่แล้ว และค่อนข้างจะเป็นพล็อตกึ่งสำเร็จรูปไปแล้วในหนังประเภทเหล่านี้ การไปได้สวยด้วยรางวัลในหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับจากสาย Filmmakers of the Present การันตีสิ่งที่หนังมีว่ามากไปกว่าหนังก้าวผ่านวัยทั่วไปแน่นอน แม้ว่าสภาพการณ์ของหนังโดยทั่วไปนั้นอาจไม่ได้หวือหวา หรือมีอะไรที่พิศวงไปมากมายนัก แต่ผลลัพธ์ที่หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในตอนท้ายเรื่องนั้น ผลักดันให้เขากลายเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงของวงการหนังตุรกีที่ต้องจับตามองอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความแยบยลของการเล่าเรื่องผสมไทม์ไลน์ของความจริง และไม่จริงได้อย่างเตะตาต้องใจ



หนังเองหยิบจับประเด็นการเรียนรู้ของตัวละครเด็กที่เจอกับเหตุการณ์ของความตายเล็กๆที่เหมือนจะไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตเขามากนัก และหนังเองก็เซ็ตเรื่องราวให้ดูว่าภาวะแวดล้อมก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับความตายครั้งนั้นมากเท่าไรนัก และนั่นเองเป็นปมที่สำคัญของเรื่องที่ทำให้ตัวละครมีพัฒนาการความคิดต่อเรื่องความตาย และธรรมชาติของชีวิต นั่นเป็นเหตุประการหนึ่งที่บ่มเพาะให้ตัวละครเองมีพฤติกรรม ตลอดจนนิสัยใจคอที่สร้างผลลัพธ์ความสำคัญต่อชีวิตคนอื่นได้อย่างไม่เห็นความสำคัญมากเสียเท่าไรนัก และมันต่อยอดซับซ้อนด้วยเส้นเรื่องที่เล่นกับระดับความเชื่อ ความจริง และความลึกลับที่เกิดขึ้นในหนัง สิ่งใดในนั้นที่เป็นปัจจุบัน เป็นโลกของความเป็นจริง และสิ่งใดในนั้นเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงขึ้นมา เป็นภาพที่บ่มเพาะอยู่ในจิตใจของตัวละครที่ปราศจากซึ่งความจริง มันเหมือนเป็นเหตุการณ์เล็กๆของชีวิตที่เห็นการตายของสิ่งหนึ่ง และมันผ่านพ้นไป แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านั้นฝังลึกในใจไม่ลืม และทำให้ตัวละครติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น



การผสมผสานความตายในเรื่องของธรรมชาติสังสารวัฏนั้นเป็นสิ่งที่หนังเองทำได้ค่อนข้างน่าสนใจ ซึ่งการหยิบเลือกลำดับเหตุการณ์ที่มีต่อความตาย การไม่เห็นความสำคัญ หรือความสำคัญที่มันไม่มากนักของชีวิตพัฒนาเรื่องราวออกมาเป็นความลึกลับที่น่าสนใจ ถ้าวันนั้นตัวละครไม่เจอกับเหตุการณ์นั้น ภาพสะท้อนของตัวละครที่หนังเองสร้างขึ้นมันจะกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตรงส่วนนี้การใส่สิ่งแปลกปลอม สิ่งที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่ควรเป็นข้อเท็จจริงในหนังกลายเป็นจุดคลิ๊กของเรื่องราวที่ทำให้ความลึกลับ หรือข้อเท็จจริงที่หนังเองสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ถูกตรวจสอบ ซึ่งต้องชมท่าทีและการไล่เรียงเรื่องราวของตัวผู้กำกับที่สามารถขมวดปมของเรื่องราว และแสร้งว่าสิ่งเหล่านั้นคือข้อเท็จจริง ก่อนที่จะสร้างจุดหักเหของเรื่องราวในอีกทิศทางหนึ่ง มันเลยทำให้ปมที่หนังเองสร้างเอาไว้มีอิทธิพลอย่างมหาศาลกับตัวละคร จากที่ตอนแรกนั้นเหมือนมันแทบไม่มีน้ำหนักของการเล่าเรื่องใดๆเลยด้วยซ้ำ การเลือกบทสรุปของเรื่องราวในตอนท้ายเองด้วยก็ดีที่เป็นจุดสำคัญที่ทดสอบสมมติฐานเรื่องของความสำคัญของความตายที่หนังเองสร้างขึ้น และให้คำตอบกับความไม่เข้าใจในเรื่องชีวิต และความตายของตัวละครได้อย่างเจ็บแสบ



งานภาพที่สื่อความหมายของเรื่องราวก็ถูกใส่เข้ามาอย่างจงใจ ในช่วงแรกที่เป็นวัยเด็กนั้นมันถูกแต่งเติมความฟุ้งฝัน ความยูโทเปียของความรู้สึกที่ไม่ค่อยเสมือนจริงเสียเท่าไหร่นัก การเลือกใช้สีที่มีความเข้มความนวลของความรู้สึกมากกว่าตามสไตล์หนังก้าวผ่านวัยของหนังอเมริกันอินดี้ที่เรามักเห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่ในขณะช่วงที่เล่าช่วงวัยรุ่นของตัวละครหนังกับมีสีที่ซีดลง และฉากที่เน้นความฟุ้งเฟ้อของความรู้สึกก็แทบไม่มีให้เห็น มันทำให้มีความสมจริงของความรู้สึกมากกว่าด้วยซ้ำ การหยิบเลือกลักษณะของภาพสองแบบเข้ามานำเสนอให้ผลลัพธ์ที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในทางหนึ่งมันสะท้อนชะตากรรมของตัวละครได้อย่างดี รวมไปถึงความรู้สึก และความคิดของตัวละครด้วย ในขณะที่อีกทางหนึ่งนั้น มันกลับทำให้การสำรวจความจริงไม่จริง ความลึกลับต่างๆของหนังเองถูกทดสอบ และมองว่ามันค่อนข้างที่จะคอนทราสต์กันกับข้อเท็จจริงที่เหมือนส่วนแรกที่เล่าช่วงวัยเด็กนั้นจะมีความจริงมากกว่าส่วนหลัง ซึ่งต้องยอมรับว่าการหยิบเอาลูกเล่นต่างๆที่หนังเองใส่เข้ามาทำให้หนังมีความน่าสนใจมาก และแน่นอนว่ารอคอยหนังเรื่องถัดไปของเขาอย่างใจจดใจจ่อ


ไม่มีความคิดเห็น