Header Ads

Cannes 2018: Mirai ★★★★


Cannes 2018: Mirai (by Mamoru Hosoda)
★★★★

แม้ว่าผู้กำกับจะผ่านงานการ์ตูนยอดฮิตอย่าง Digimon และ One Piece มาก่อนเป็นเรื่องแรกๆในฐานะผู้กำกับ แต่แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักรู้จักชื่อเขาจากงานบินเดี่ยวเรื่องแรกอย่าง The Girl Who Leapt Through Time สำหรับแอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของเขาก็วนมาครบรอบสามปี จะเห็นว่างานของเขาจะออกมาทุกรอบสามปีเป็นประจำ ประเด็นที่หนังเรื่องล่าสุดของเขานำเสนอดูเหมือนว่าจะยังสะท้อนตัวต้นของเขาอย่างชัดเจน และดูมีบางส่วนที่เหมือนหยิบยืมส่วนของเรื่องราว หรือลักษณะจำเพาะที่เราเองเห็นบางประการมาจากหนังเรื่องก่อนๆของเขาอีกเช่นเคย โดยเฉพาะหนังหญิงสาวท่องเวลาที่มีความคล้ายคลึงกับบางจุดของตัวละครในเรื่องอยู่ไม่น้อย แม้ว่าผลลัพธ์ในหนังแอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของเขาเองจะยังอยู่ในขอบข่ายที่คาดเดาไม่ยากนักจากการเล่าเรื่องของเขาที่เคยเกิดขึ้นในหนังเรื่องก่อนๆ แต่ผลลัพธ์ของมันก็ยังคงอยู่ในขอบข่ายของงานคุณภาพของเขา ซึ่งก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เซอร์ไพรส์กับคนดูมากเสียเท่าไหร่นัก ยังเป็นงานที่คุ้นชิน และทำได้ดีของเขาอยู่


งานของเขายังสัมพันธ์กับเรื่องของเด็ก การเรียนรู้และการก้าวผ่านวัยของเด็ก ซึ่งดูเหมือนงานของเขาจะโฟกัสที่เด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งมันสร้างโลกของความแฟนตาซีที่น่าสนใจหลุดกรอบมากขึ้น ในเชิงบริบทที่สิ่งที่เด็กรับรู้นั้นกลายเป็นระดับของความเป็นจริงที่เด็กเองสัมผัสได้ คือในความคิดของผู้ใหญ่ที่ยึดติดกับความจริงเราเองจะมองว่ามันเป็นความไม่จริง เพราะเราผ่านความไร้เดียงสาตรงจุดนั้นไปแล้ว แต่ในมุมของเด็กและโลกของเด็กที่เกิดขึ้น ที่ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีมาก มันทำให้เราเห็นโลกของเด็กที่ความไม่จริงในโลกของผู้ใหญ่เป็นแฟนตาซีที่เป็นความจริงในโลกของเด็ก ดังนั้นเรื่องของการท่องเวลา การหลงอยู่ในโลกของการถูกทิ้งอะไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของสิ่งเร้นลับ แต่มันคือความจริงที่เด็กเองรับรู้ได้ ซึ่งพอมาถึงจุดหนึ่งที่หนังเองดำเนินเรื่องมา มันก็ยากที่จะบอกผ่านโลกของผู้ใหญ่แบบเราว่ามันเป็นเรื่องวิญญาณ เหนือธรรมชาติ หรือเป็นเซนส์ของความจริงหรือไม่จริงที่ยากจะให้คำจำกัดความกันแน่ บางทีมันอาจจะเป็นฝันร้ายของเด็ก เป็นจินตนาการที่เด็กเองสร้างขึ้นมาจากสิ่งที่พบเห็น เพื่อตัดแต่งกิ่งก้านของตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เราเองไม่รู้ว่าสัญชาตญาณของมนุษย์มีความซับซ้อนมากขนาดไหน


ดังนั้นการผสมผสานเรื่องของตัวเองที่ยากจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้วมันเป็นฝันร้ายที่เด็กจินตนาการขึ้นมา ให้กลายเป็นความจริงที่ตัวเองเรียนรู้เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในบ้านที่เหมือนเป็นเครื่องบอกสัญญาณว่าควรจะโตขึ้นได้แล้ว มันจึงกลายเป็นการก้าวผ่านวัยที่เกิดจากระบบประมวลผลสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปของชีวิตมนุษย์ที่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่เฟสของการเป็นพี่คนเสียที ต้องโตได้แล้ว คือตรงนี้เราเองจะมองแบบซื่อตรงแบบที่หนังเล่าเรื่องเหนือจริงแยกออกเป็นส่วนๆ หรือเราจะมองในเชิงอุปมาอุปมัยก็สามารถทำได้ไม่ยาก ซึ่งการเปิดพื้นที่ของการซ้อนทับของความคิดตรงส่วนนี้ผู้กำกับเองทำได้น่าสนใจค่อนข้างมาก เพราะการที่หนังเองเลือกเล่าเรื่องของเด็กในวัยที่ยิ่งเล็กลงไปเรื่อยๆมันยิ่งทำให้ความเป็นจริงถูกซ้อนทับกับความไม่จริง ความแฟนตาซีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่ส่งสัญญาณให้ตัวเราเองปรับสภาพให้เข้ากับสิ่งเเวดล้อมใหม่สักที ซึ่งในท้ายที่สุดตรงส่วนนี้มันก็คงไม่สามารถผลักดันมาในทิศทางดังกล่าวได้ ถ้าภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวนั้นไม่แข็งแรงมากเพียงพอ และเอาเข้าจริงแล้วผู้กำกับเองสามารถทำให้มันมีความซับซ้อนของรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวนี้อยู่ มันคงไม่ต่างกับความทรงจำที่อยู่ในเซลล์ที่สื่อสารกันอย่างซับซ้อนในต้นไม้หน้าบ้านของพวกเขานั่นแหละ


เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวตรงส่วนนี้มีความแข็งแรงค่อนข้างมาก เป็นเพราะหนังเองชัดเจนในการที่จะโฟกัสตัวละครเด็กผู้ชายที่เป็นพี่อย่างชัดเจน และเรื่องราวมันถูกผลักดันผ่านการสอดส่องของตัวละครนำออกมาได้อย่างเข้มข้นตลอดเรื่องราวนับตั้งแต่ฉากที่มองผ่านกระจกในฉากแรกไปจนจบเรื่อง พอตัวละครเองรับข้อมูลใหม่มาเรื่อยๆ พัฒนาเรื่องราวความรู้สึกนึกคิดที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาในรูปแบบต่างๆที่เหนือจริงเรื่อยๆ ซึ่งมันอยู่ในขอบข่ายของการมองผ่านสายตาของเด็ก มันยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้สามารถยึดครองสายตาของเด็กที่ถ่ายทอดออกมาสู่ผู้ชมได้อย่างเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเรื่องที่เด็กเองเชื่อ จะถูกทำให้ดูเป็นความจริงมากยิ่งขึ้นในหนัง ทั้งๆที่หนังเองแทบไม่มีหลักฐานยืนยันถึงสิ่งที่มันเล่าเลยด้วยซ้ำ ถือว่าหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ Mamoru Hosoda พัฒนาการเล่าเรื่องได้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และความชัดเจนที่พัฒนาขึ้นจากหนังหลายเรื่องของเขาที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงของเส้นเรื่อง และการโฟกัสที่ยังไม่เฉียบคมเท่าหนังเรื่องนี้ของเขา ยิ่งไปกว่านั้นการรวมเอาการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยในแต่ละยุคของสังคมญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนรวมถึงความสูญเสียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเข้ามาเป็นส่วนเล็กๆของหนังยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้งดงามมากขึ้น


ไม่มีความคิดเห็น