Header Ads

[Review] Bike Man ★★



[Review] Bike Man (by Prueksa Amaruji)
★★

หลังจากผลงานกำกับหนังคอมเมดี้เรื่อง 'ป้าแฮปปี้ sheท่าเยอะ' aka 'Miss Happy' เมื่อสามปีก่อนจากค่ายเดียวกัน คราวนี้ด้วยการจับมือกันกับ เวิร์คพ้อยท์ เขาสร้างหนังคอมเมดี้เรื่องใหม่ที่ยังมีประเด็นผ่านมุมมองความฝันของตัวละครในฐานะของชนชั้นกลางอยู่ ทั้งทัศนคติ รวมถึงพัฒนาการทางสถานภาพของตัวละครที่สะท้อนความฝันของชนชั้นกลางอย่างไม่ปิดบังทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนังกลุ่มภาพเดิมๆที่เราเองคุ้นชิน ไม่ได้สร้างวิถีทางที่แปลกใหม่มากเสียเท่าไหร่นัก และสโคปของหนังเองก็ดูจะไม่ได้หลีกหนีไปจากหนังเรื่องก่อนหน้าของเขาเสียเท่าไหร่นัก แต่ดูเหมือนว่าในหนังลำดับที่สองของเขา เขาจะพัฒนาเรื่องราวไปทางประเด็นดราม่าเรื่องของครอบครัวมากขึ้น และใส่ความรุกในรูปแบบของวัยหนุ่มสาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝัน และแรงบันดาลใจในชีวิตเข้าไปในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน สิ่งที่เราเห็นจากตัวอย่างตลอดจนงานโฆษณาก่อนหน้าที่เหมือนจะทำหน้าที่ในการขายมุกตลกจำอวดตลอดทั้งเรื่องนี้ ดูเป็นสิ่งที่ค่อนข้างห่างไกลเสียเล็กน้อยจากผลลัพธ์จริงๆที่หนังเรื่องนี้เองทำได้ ดูเหมือนว่าความหนักแน่นของประเด็นดราม่าที่หนังเองมีจะทำให้หนังมีน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น และไม่ล้นเกินงามไปกับพาร์ทของความเป็นคอมเมดี้ในช่วงแรกที่เหมือนจะยุ่งเหยิงไร้ความจำเป็นพอสมควร


ในพาร์ทของความเป็นคอมเมดี้เอง ดูเหมือนหนังเองจะจงใจในการใส่มุกตลกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งส่วนที่สำเร็จ และไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งปัญหาที่ชัดเจนมากเลยนั่นก็คือการที่มันใส่เข้ามาแบบต่อเนื่องมันสะท้อนให้เห็นถึงการใช้จังหวะที่ขาดความแม่นยำ และการนำเสนอในลักษณะนี้มันทำลายความต่อเนื่องของเรื่องราวที่หนังเองพยายามสร้างขึ้นมา ประเด็นตรงส่วนนี้จะเป็นปัญหาที่ค่อนข้างชัดเจนในช่วงต้นเรื่อง แต่พัฒนาการที่ชัดเจนในความดราม่าช่วงท้ายเรื่อง มันช่วยชีวิตหนัง ช่วยทำให้หนังเองมีความแข็งแรงในความเป็นมนุษย์ที่ถูกบอกเล่าผ่านความเป็นตัวละครได้ดีมากขึ้น พูดตามตรงก็คือ การที่มันมีเนื้อหนังมังสาของความเป็นมนุษย์ในตัวละครนั้น มันทำให้หนังเองมีไดนามิก มีมิติมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางประเด็นผ่านมุมมองของชนชั้นกลางที่เราเองเห็นได้ในหนังสูตรสำเร็จทั่วไป ทั้งส่วนของความรักในวัยหนุ่มสาว เรื่องของความฝันในอาชีพการงานของชีวิต และความสัมพันธ์ของครอบครัวที่เกิดขึ้น แม่ว่าจะมีส่วนที่ไม่ได้สำคัญกับเนื้อเรื่องมากมายนักใส่เข้ามา แต่อย่างน้อยสิ่งที่ใส่เข้ามานั้นมันก็ทำให้หนังเองมีความลื่นไหลในแง่ของการสร้างความบันเทิงให้กับตัวเรื่องราว และลื่นไหลในเชิงไดนามิกของการเล่าเรื่อง


เรื่องราวของตัวละครนำที่พึ่งเรียนจบมาปีกว่าแต่ยังหาที่ทำงานไม่ได้ มีความฝันที่อยากทำงานธนาคาร เพราะคนที่เหมือนเป็นหัวเรือ เป็นแรงบันดาลใจในครอบครัวอย่างพ่อ เคยเป็นนายธนาคารมาก่อน แต่ก็ดูจะยังไม่เข้าใกล้ความฝันเสียที จนต้องไปเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมันก็จะมีการเข้ามาในเรื่องของประเด็นความรักที่เกิดขึ้นตามวิถีของความฝันในชนชั้นกลางเมืองกรุงที่เราเองมักเห็นได้ในหนังหลายต่อหลายเรื่อง มันมีมุมมองที่ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนถึงศักดิ์ศรี และหน้าที่การงานผ่านในหนังผ่านสองอาชีพระหว่างการทำงานธนาคาร และการเป็นวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นมุมมองที่ค่อนข้างสเตอริโอไทป์ค่อนข้างมากในทัศนคติ และค่านิยมของบ้านเราที่มองการทำงานบริการในลักษณะนั้นค่อนข้างต่ำต้อยกว่า แต่มองงานบริการที่ตัวเองต้องสอบแข่งขันเข้าไปเป็นลูกจ้างเป็นสิ่งที่สูงกว่า ซึ่งก็ไม่ได้ผิดมากนัก เมื่อภาพของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่หนังเองก็พยายามที่จะสร้างความชอบธรรมที่ดูอิหลักอิเหลื่อ และชวนเลี่ยนถึงการทำงานตรงส่วนนี้อย่างจงใจมากจนเกินไป จนผลักน้ำหนักของหนังเข้าสู่โหมดโฆษณาชวนเชื่อที่พื้นฐานความเชื่อ และความเป็นไปของตัวละครตลอดจนโครงเรื่องของหนังไม่ได้ถูกวางไว้รองรับเสียเท่าไหร่ มันเลยทำให้ลักษณะของหนังในช่วงนี้สร้างดราม่าที่ประหลาดไปเสียเล็กน้อย


แต่เหมือนโชคยังดีที่ในช่วงท้ายของเรื่องหนังเองพัฒนาเรื่องราวหาทางลงที่ค่อนข้างสอดรับกับหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหยิบยกประเด็นเรื่องของครอบครัวเข้ามาใส่ ซึ่งน้ำหนักที่หนังวางไว้ในเรื่องของครอบครัวที่ดีก่อนหน้านี้มันช่วยสนับสนุนตัวหนังได้ค่อนข้างชัดเจน และทำให้บทสรุปที่หนังเล่นกับความหมายของคำว่าครอบครัวนั้นมันมีการวิพากษ์และตีความในรูปแบบที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นการหาตัวลงที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งการลงตรงนี้มันขมวดปมไปพร้อมๆกับความฝันของตัวละครนำในเรื่อง เลยทำให้หนังเรื่องนี้เองพัฒนาตัวเองได้ค่อนข้างลงตัวในตอนท้ายเรื่อง แม้ว่าเราเองจะยังเห็นจุดบอดของการวางน้ำหนักที่ยังขาดความสมบูรณ์ของประเด็นในบางเส้นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงความรัก หรือแม้แต่การให้น้ำหนักการตัดสินใจของตัวละครที่ยังดูเป็นการตัดสินใจที่ละทิ้งความหมายของอีกสิ่งหนึ่งที่หนังเองสร้างไว้ก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน ถือเป็นงานที่พัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นของผู้กำกับ การรู้จักวางจังหวะ และการตบท้ายสรุปรวบความในประเด็นต่างๆของหนังเองทำได้ดีมากขึ้นจากหนังเรื่องก่อนของเขา แต่ดูเหมือนว่ามันก็ยังให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างธรรมดา และไม่ได้หลีกหนีหนังไทยจำนวนมากที่มีพล็อตในลักษณะนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเสียเท่าไรนัก


ไม่มีความคิดเห็น