Header Ads

[Review] A Simple Favor ★★★



[Review] A Simple Favor (by Paul Feig)
★★★

ผู้กำกับ 'Paul Feig' กลับมาพร้อมกับผลงานเรื่องใหม่ที่เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นเพศหญิงอีกเช่นเคย กับเรื่องของความสัมพันธ์ของเพื่อนสาวสองคนผ่านพื้นหลังของตัวละครหนึ่งที่มีความลึกลับตามสไตล์ของผู้กำกับที่มักชอบจับประเด็นที่ตัวละครมักจะมีความเป็นตัวละครสายลับ ลึกลับซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้าฉากที่เรามักเห็นกัน ความสำเร็จนับตั้งแต่ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาดังเป็นพลุแตกในวงกว้างนับตั้งแต่ 'Bridesmaids', 'The Heat', 'Spy' ไล่เรียงมาถึงหนังระดับบล็อกบลัสเตอร์ที่เปลี่ยนไปใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิงอย่าง 'Ghostbusters: Answer the Call' ซึ่งล้วนต่างสะท้อนตัวตัน ประเด็นต่างๆ แนวทางที่ผู้กำกับเองต้องการเลือกที่จะนำเสนอ ซึ่งแม้แต่ในหนังเรื่องล่าสุดที่ดูเหมือนจะไม่ได้จับประเด็นกับเรื่องของสายลับ หรือความเป็นมือพิฆาตของตัวละครแบบเพศหญิงอย่างชัดเจนในช่วงต้นเรื่องจนแอบคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับจะเปลี่ยนแนวทางเล่าเรื่องดราม่าตลกแบบจริงจังหรือไม่ หรือเปลี่ยนไปเล่าพล็อต หรือคาแร็คเตอร์ในทางที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่สะท้อนภาพของแนวทาง และเอกลักษณ์ในงานของเขาที่เล่าผ่านตัวละครเพศหญิงแล้วหรือไม่ แต่เมื่อหนังพัฒนาเรื่องไปท้ายที่สุดแล้วลักษณะเดิมๆที่เราเห็นในหนังของเขามาตลอดก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน มันยังคงชัดเจนในเนื้องานที่พูดถึงความสัมพันธ์ และความเป็นเพศหญิงที่ซ้อนทับความซับซ้อนเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว



หนังเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนสองคนที่มีสถานะเป็นแม่เหมือนกัน และเมื่อเพื่อนของเธอคนหนึ่งหายไป การค้นหาคุดคุ้ยความจริงจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าตัวหนังเองยังคงแสดงภาพของตัวละครหญิงที่เราเคยเห็นในหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่นำเสนอภาพของตัวละครหญิงที่ทำตัวเป็นสายลับ และพยายามสืบเสาะหาความจริง ภาพของตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้ยังคงเหมือนกับหนังเรื่องก่อนๆของเขาทั้งเรื่องของคาแร็คเตอร์ หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศหญิงด้วยกันเอง ระดับของความสัมพันธ์ที่ตัวละครเองสร้างขึ้นระหว่างกันน่าสนใจในการควบรวมความเป็นจักรวาลของหนังของผู้กำกับ และเอามาแบ่งสัดส่วนต่างๆขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของความเป็นสายลับหญิง เรื่องของความสัมพันธ์ในเชิงรักใคร่ที่เกิดขึ้น และนำเสนอมันผ่านความทับซ้อนกับเรื่องลึกลับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้กำกับเองย่อมได้อิทธิพลจากบรรดาพล็อตหลังตัวละครในครอบครัวตัวหนึ่งหายไปอย่างพิศวง หรือถูกฆาตรกรรมโดยไม่มีสาเหตุ หนังในสาระบบเหล่านี้ก็อาทิเช่น 'Gone Girl' หรือหนังจิตวิทยาในทำนองเดียวกันที่สำรวจเสาะหาความลึกลับที่เกิดขึ้นของอดีต และความจริงอย่าง 'Dark Places' เองเป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มหนังแมสจำนวนหนึ่งที่น่าจะมีอิทธิพลต่อการเล่นกับพล็อตที่ผสมเข้ามาในตัวตนของผู้กำกับเองค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว และมันทำให้หนังเองมีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้นแตกต่างไปจากหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่มักมาในแนวทางมนุษย์ป้าที่วุ่นวายที่เรามักเห็นอยู่เป็นประจำ


ด้วยความที่หนังเองมีซับพล็อตที่จะต้องเล่าไม่ว่าจะเป็นการพยายามทำตัวเป็นหนังเชิงจิตวิทยาที่ว่าด้วยความแปลกประหลาดอันลึกลับของการหายตัวไปของเพื่อนของเธอ ความสัมพันธ์ที่มีต่อสามี หรือแม้กระทั่งการทำหน้าที่แม่ รวมไปถึงการปฏิสัมพันธ์ในเพศเดียวหัน ระหว่างเธอ กับเพื่อนของเธอ ที่ขยับขยายออกไปดูเหมือนหนังเองจะใช้ตัวช่วยเรื่องเทคโนโลยี หรือแม้แต่กระทั่งการหยิบประเด็นที่สะท้อนคาแร็คเตอร์ของตัวละครนำ ที่ยังดูเหมือนหนังเองพยายามจะเชื่อมโยงเบื้องหลังของชีวิตของตัวละครนำเข้ามาสะท้อนความสัมพันธ์กับประเด็นที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าด้วยรายละเอียดที่มากเกินไป และการที่ประเด็นบางส่วนนั้นค่อนข้างมีมุมมอง และน้ำหนักที่สร้างผลกระทบต่อโครงเรื่องค่อนข้างมาก การนำเสนอที่ต้องโฟกัสทั้งพาร์ทของการสืบค้นความจริง และการเล่นความสัมพันธ์เชิงดราม่าที่ผู้กำกับเองอาจจะยังไม่สามารถพัฒนาออกมาได้อย่างเต็มที่มากเสียเท่าไรนัก พัฒนาการของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เลยดูเหมือนจะยังผลักดันออกไปได้ไม่สุดนัก และการขยับขยายที่ดูเหมือนส่งผลต่อการตัดสินใจของตัวละคร หรือการนำเสนอภาพของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละครกลับกลายเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนเล็กๆที่ไม่สามารถให้น้ำหนักกับตัวหนังออกมาได้ดีมากเท่าที่ควรนัก ผลลัพธ์ของมันเลยให้ไม่ได้สมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่นัก


ในประเด็นเรื่องของความเฟมินีนในหนังของเขาที่มักไม่ได้ถูกสำรวจอย่างจริงจังมากนัก แต่นำเสนอเชิงอ้อมผ่านวิกฤติการณ์ที่ตัวละครจะต้องตัดสินใจ ในหนังเรื่องนี้เองก็ไม่ได้ถูกขับเน้นมากเท่าไรนัก แต่ผลลัพธ์ในช่วงท้ายเรื่องที่หนังเองเลือกที่จะผลักดันให้เราเห็นความเป็นเฟมีนีนของหนังผ่านผลลัพธ์ที่ตัวละครทำมันก็สะท้อนภาพออกมาชัดเจนอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่ประเด็นมันหลากหลายอย่างที่ได้กล่าวไป และเวลาของการพัฒนาของหนังเองก็มีค่อนข้างจำกัดอยู่ ทำให้หลายครั้งหนังวางจุดผันเปลี่ยนของเรื่องราวด้วยความจงใจมากจนเกินไป และทำให้น้ำหนักของเส้นทางเดินเหล่านั้นของมันไม่ค่อยจะเข้มแข็งมากนัก อาการของหนังที่เป็นค่อนข้างมากจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายเรื่องอย่างชัดเจน และมันกลายเป็นจุดบอด เพราะสิ่งที่หนังเองพยายามขยับขยายในช่วงต้นเรื่องนั้นมันไม่ได้แสดงผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องออกมาได้เข้มข้นมากเพียงพอ จะเห็นว่าประเด็นที่เล่นกับความสัมพันธ์ ความเป็นมนุษย์ไม่ได้ถูกผลักดันออกมาในบทสรุปได้เข้มเพียงพอ และการโฟกัสเรื่องของความเป็นแม่ก็แทบจะถูกลืมไป เพราะหนังเองใช้เวลาโฟกัสไปกับภารกิจของการหักเหลี่ยมที่เกิดนขึ้นค่อนข้างกลายเป็นส่วนหลังของหนังจนทำให้หนังเองเริ่มแห้งเหี่ยวชัดขึ้นเรื่อยๆ ยังดีที่หนังเองรู้ตัวและรีบหาทางปิดการเดินเรื่องที่ทำให้หนังเองไม่เสียหายมากมายนัก ถือเป็นงานที่ยังอยู่ในขอบข่ายของผู้กำกับ อาจจะเจือรสชาติใหม่ๆเข้ามาบ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่เมนูใหม่เสียทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น