Header Ads

Sundance 2018: Mandy ★★★★


Sundance 2018: Mandy (by Panos Cosmatos)
★★★★ 

หลังจากเรียกเสียงฮือฮาที่เทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยไสตล์ของความหวือหวาของตัวหนังที่โดดเด่น และการกลับมาอยู่ในสปอตไลท์ของนิโคลัส เคจ อีกครั้ง นี่เป็นเพียงหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับ 'Panos Cosmatos' หลังจากแจ้งเกิดจากหนังไซไฟเขย่าขวัญเรื่อง 'Beyond the Black Rainbow' ที่ไปคว้ารางวัลหนังเรื่องแรกยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ของโตรอนโตเมื่อแปดปีที่แล้วคู่กันกับ 'Beasts of the Southern Wild' หนังชิงออสการ์ของผู้กำกับ 'Benh Zeitlin' คราวนี้เขายังคงกลับมาพร้อมหนังเขย่าขวัญเรื่องใหม่ที่มีลักษณะของการเล่นกับงานภาพ และการบิดเบี้ยวความจริงของเรื่องราวผ่านเรื่องเหนือธรรมชาติ ความศรัทธา และเรื่องเล่า ผ่านสถานการณ์ต่างๆของเรื่องราวด้วยภาพที่ชวนแหวะตามสไตล์หนังเลือดสาดที่ถูกใส่เข้ามาอย่างชัดเจนในหลายซีน เอาเข้าจริงแล้วแกนที่แท้จริงของหนังนั้นเป็นเรื่องราวของการล้างแค้นที่เรามักเห็นได้ตามหนังกลุ่มที่มีพล็อตแบบนี้ทั่วไป แต่หนังใช้การปรับรายละเอียดของของบท สถานที่ และตัวละคร ร่วมกัยการบิดภาพให้มีความไซไฟหลุดโลกของความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นความหนังเองโดดเด่นในเชิงของวิธีการการเล่าเรื่องมากกว่าในเรื่องของการนำเสนอประเด็น หรือการวิพากษ์วิเคราะห์ประเด็นที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ความโดดเด่น และลงตัวในงานภาพของหนังเรื่องนี้ถูกจัดวางเอาไว้ได้อย่างดี และจังหวะของการนำเสนอด้วยความสุดขีดของภาพในบางซีนมันช่วยเร่งเร้าอารมณ์ของคนดูได้ดีมากยิ่งขึ้น และมันสร้างเลเยอร์ของความรู้สึกที่ดีในโลกที่พาเราหลุดจากความจริงออกไป


การผลักตัวเองของหนังจากขอบเขตของโลกของความจริงในช่วงต้นเรื่องเข้าสู่มิติของความเขย่าขวัญที่อยู่เหนือจินตนาการสร้างพื้นที่ที่เป็นเอกเทศของการขยับขยายประเด็น และเรื่องราวออกไปในอีกมุมการรับรู้หนึ่งของผู้ชม จากมุมมองในช่วงต้นเรื่องที่เป็นชายขอบของการเล่นกับมิติของโลกในความเป็นจริงที่กำลังซ้อนทับกับโลกของความไม่จริง หนังตัดสลับพื้นฐานของเรื่องราวด้วยความจริงในโลกที่ตัวละครดำเนินกิจวัตรประจำวันทำมาหากินเลี้ยงชีพ กับโลกที่ถูกผลักออกไปผ่านสโคปของภรรยาที่อิงอยู่กับความเป็นไปในโลกของนิยายที่ได้อ่าน สโคปตรงส่วนนี้ของหนังเองน่าสนใจ ในการซ้อนทับเส้นแบ่งของความจริง และความไม่จริงที่เกิดขึ้นอย่างจำยอมในหนังเรื่องนี้ ในช่วงต้นเรื่องการที่หนังเองหยิบยื่นเรื่องของคำใบ้ที่สะท้อนตัวตนของตัวละครไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงูตาเขียว หรือแม้แต่ในเรื่องของความเชื่อผ่านบทเพลง โดยเฉพาะของ 'King Crimson' และไบเบิ้ลสีดำ แน่นอนว่าการการันตีในหนทางนี้ของหนัง หนังเองแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการจะเล่นกับโครงสร้างของความเชื่อในตัวละครผ่านมุมมองของศาสนาคริสต์อยู่ แม้ในท้ายที่สุดแล้วมันอาจจะไปได้ไกลหรือไม่ก็ตาม แต่ท่าทีในการเปิดสัดส่วนของความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมาก็บ่งบอกทิศทางที่หนังเองกำลังพาเราเดินไปได้อย่างชัดเจน และผลลัพธ์ของหนังมันเหมือนจะเดินตามรอยศรัทธาเชิงศาสนา แต่เป็นศาสนาในพื้นที่ที่ไม่ได้ขาวสว่างไสว แต่หากเป็นพื้นที่ของความดำมืดที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ผ่านความวิปริตวิตถารของสถานที่ และเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการนองเลือด


การบิดเบี้ยวของหลายสิ่งหลายอย่างในหนังเรื่องนี้ถูกวางเอาไว้อย่างจงใจ ความรู้สึกที่ถูกบิดออกจากความจริงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อหนังเองดำเนินเรื่องไปสร้างโลกใหม่ที่เหมือนพัฒนาการตระหนักรับรู้ของผู้ชมเข้าสู่โลกต่างดาวต่างมิติที่ห่างไกลออกจากความจริงเข้าไปทุกที การผสมผสานเรื่องเล่าทั้งในเชิงของเรื่องเล่าพื้นบ้าน และความเชื่อทางศาสนาคริสต์ถูกเอามาผสมผสานกันในมุมมองที่ต่างออกไปจากสิ่งที่เคยพบเจอ การหยิบยืมเรื่องราวของอสูรกาย และสัตว์ประหลาดที่เหมือนมีพัฒนาการมาจากนรกที่ส่งพวกมันผุดขึ้นมาบนผิวโลกทำให้การขยับขยายเรื่องราวชวนนองเลือดเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และการผลักดันขอบเขตของโลกที่หนังกำลังสร้างขึ้นให้กลายสภาพเป็นนรกของการล้างแค้นทำได้อย่างไม่ได้สร้างความประหลาดผิดแผกให้กับเรื่องราว ถ้าสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักที่เหมือนเป็นศูนย์กลางของสิ่งทุกสิ่งในคริสตศาสนานั้นคือความเกลียดชัง สิ่งที่หนังเป็นก็คงเป็นพรรณนาโวหารของความรู้สึกเหล่านั้นหลังจากที่ตัวละครสูญเสียหัวใจของความรักลงไป และแทนที่มันด้วยความแค้นที่พร้อมผลักทุกคนเข้าสู้ห้วงของนรกเหมือนเปลวเพลิง และควันสีแดงที่ปกคลุมตลอดพื้นที่ของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วในทางหนึ่งมันอาจจะกำลังสะท้อนการอุปมาของชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของตัวละครที่ความรักถูกเปลี่ยนเป็นความเกลียดที่ซึ่งแม้แต่พระเจ้าก็ไม่ได้โอบกอดเขา การสูญเสียภรรยาอาจเป็นอุปมาของการที่ภรรยาตีจากในชีวิตจริงของตัวละครก็ได้ จิตใจเข้าจึงถูกเติมเต็มด้วยความเกลียดชัง แม้กระทั่งพระเจ้า ในการหยิบยืมทั้งลักษณะทางกายภาพของอสูรกาย และการจัดวางซีนของหนังหลายครั้งมันก็ดูเหมือนจะมีท่าทีของการยกย่องสรรเสริญบรรดาหนังเขย่าขวัญหนังเชือดเลือดสาดอย่างเช่น 'Texas Chainsaw' หรือ 'Hallraiser' อยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของการวางคาแร็คเตอร์ของตัวละครที่ใส่เข้ามา หรือการจัดแสงจัดภาพในฉากที่ต้องการสรรเสริญหนังกลุ่มนั้นอย่างชัดเจน ในบรรยากาศของความเกลียดที่ล้อมตัวละคร มันมีความรักของผู้กำกับที่อุทิศให้หนังกลุ่มนี้ไม่น้อยเช่นกัน


แท้จริงแล้วแกนของหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังล้างแค้นธรรมดาที่เราเองเคนดูกันมาก่อนหน้านี้ เพียงแต่การเอาแกนของความเชื่อทางศาสนา ซึ่งการจัดวางกลุ่มของคนคลั่งลัทธิหนึ่งซึ่งดันมีสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์เป็นสัญลักษณ์ของลัทธินี้ มันทำให้เกิดการวิพากษ์ในแง่มุมของศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันไม่ได้มีท่าทีที่ชัดเจนมากนักของหนังต่อการพยายามอุปมาอุปมัยต่อประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในช่วงยุคนั้นที่เต็มไปด้วยปัญหาเรื่องของลัทธินิกรีด หรือการเข้ามามีอิทธิพลของศาสนจักร ยิ่งไปกว่านั้นการพูดถึงช่วงเวลาของสงครามเย็นมันก็เหมือนจะหยิบยกเอามาเป็นภาพอุปมาอุปมัยกับสภาพสังคมในอเมริกาช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน การที่มันเลือกที่จะผลักดันตัวเรื่องราวเข้าไปสู่โลกอันไร้พรมแดน โลกที่ซึ่งความจริงกลายเป็นเศษเสี้ยวของสิ่งเจือปน มันก็ทำให้ขอบเขตของการอุปมาอุปมัยที่สะท้อนภาพสังคมอเมริกาในช่วงเวลานั้นออกมาได้เช่นกัน ภาพของดวงดาวที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายเรื่องที่เหมือนสะท้อนภาพออกมาอีกมิติหนึ่งมันกำลังท้าทายการตีความของผู้ชมต่อพื้นของความร้อนระอุของพัฒนาการทางอวกาศในช่วงสงครามเย็นด้วยหรือไม่ ในช่วงสงครามเย็นนั้นเป็นอะไรที่พื้นที่ของความจริงนั้นเป็นสิ่งที่หาได้อย่างยากเย็น และการผสมเข้ากับเรื่องของความเชื่อ และการล้างแค้นเป็นอะไรที่ผู้กำกับเอามาต่อยอดและวิพากษ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาได้อย่างแสบสัน เส้นทางเดินในแนวทางนี้ของผู้กำกับเชื้อสายอิตาเลี่ยนแคนาเดี่ยนคนนี้ดูจะสว่างไสวขึ้นมากหลังจากหนังเรื่องนี้เฉิดฉาย และสร้างความฮือฮาในปีนี้


ไม่มีความคิดเห็น