Header Ads

Toronto 2018: The Land of Steady Habits ★★★


Toronto 2018: The Land of Steady Habits (by Nicole Holofcener)
★★★

ห่างหายจากการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ไปกว่าห้าปีกับผู้กำกับ 'Nicole Holofcener' ที่เป็นผู้กำกับที่มักเล่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ในลักษณะของหนังดราม่าแบบเบาๆ แต่ทว่าแฝงซ่อนความปวดร้าวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และล้มเหลวของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในหนังของเธอ ดูเหมือนความเข้าใจในการเล่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสาระบบของสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวจะประสบความสำเร็จอย่างมากในหนังสองเรื่องก่อนหน้าของเธอทั้ง 'Enough Said' และ 'Please Give' ซึ่งเป็นหนังสองเรื่องหลังก่อนที่เธอจะห่างหายไปกว่าห้าปี และมาปรากฎตัวอีกครั้งกับหนังเรื่องนี้ของเธอที่ได้ฉายรอบกาล่าของเทศกาลหนังโตรอนโตในปีนี้ และได้รับคำวิจารณ์ในเกณฑ์ที่ดี แม้ว่ามันอาจจะยังไม่ได้ดีที่สุดในแนวทางของเธอที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์การเล่าเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวบนความสุขของชีวิตที่ทับถมกับความเศร้าที่เกิดขึ้นในหนัง เอาเข้าจริงเมื่อเราลองพิจารณาตัวเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ดู มันมีส่วนของความคล้ายคลึงกันของหนังเมื่อห้าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของนักแสดงมากความสามารถอย่าง 'James Gandolfini' ทั้งเรื่องของการเล่าเรื่องการเชื่อมโยงของคนรักใหม่ของอดีตภรรยาในหนังเรื่องล่าสุดของเขา กับคนรักใหม่ของตัวละครนำหญิงที่ดันเป็นเพื่อนใหม่ของสามีเก่าในหนังเรื่องเมื่อห้าปีที่แล้วของผู้กำกับ ซึ่งทั้งโครงสร้างที่เล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ของตัวละครคู่หนึ่งภายหลังการหย่าของทั้งคู่ แม้ว่าการโฟกัสในส่วนของเรื่องราวจะมองผ่านตัวละครที่ต่างกันออกไป ทั้งเรื่องเพศ และเรื่องของสถานะความสัมพันธ์ต่อสิ่งรายล้อมของตัวละคร ในหนังเรื่องล่าสุดดูจะให้ความสำคัญของการมองที่ตัวละครนำที่เป็นผู้ชายในฐานะของอดีตสามี และพ่อมากกว่า


การวางคาแร็คเตอร์ของตัวละครนำที่เล่าเรื่องราวผ่านการสืบเสาะค้นหาตัวตนของตัวละครนำภายหลังชีวิตคู่ล้มเหลว และการที่ต้องมาเผชิญกับปัญหาเรื่องของลูกชายที่เคยติดยาเสพติด และบ้าการพนันอีก หนังเองสะท้อนภาวะของตัวละครในภาพของวิกฤติชีวิตในวัยกลางคนออกมาได้อย่างน่าสนใจ มันมีน้ำหนักของการเป็นหนังก้าวผ่านวัยที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งตัวละครนำเองต้องรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่เป็นผลพวงต่อทั้งเรื่องของความล้มเหลวในชีวิตคู่ และการสำรวจสถานะของการเป็นพ่อในหนัง ดังนั้นการที่หนังเองให้น้ำหนักศูนย์กลางของเรื่องราวโฟกัสมายังตัวละครนำเองทำให้หนังค่อนข้างมีน้ำหนัก และสร้างภาพของการดิ้นรนต่อสู้ปัญหาของตัวละครนำชายได้อย่างโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แม้เราจะเห็นว่าปัญหาของการที่หนังเองพัวพันกับการที่มันมีเส้นเรื่องที่ถูกใช้เล่ามากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นบางช่วงที่หนังเองไปโฟกัสการเล่าเรื่องผ่านชีวิตของอดีตภรรยา หรือการที่มันไปเล่าเรื่องราวของการดิ้นรนชีวิตของตัวลูกชายเองก็ดี ซึ่งก็ค่อนข้างสร้างปัญหาที่ทำให้ส่วนของการเล่าเรื่องที่ควรจะแข็งแรงอย่างเรื่องของตัวละครนำที่เป็นพ่อถูกแย่งโฟกัสไปบ้าง แม้ว่ามันจะไม่ได้มากมายจนทำให้สมดุล และแกนกลางของการเล่าเรื่องนั้นเสียหายเสียเท่าไรก็ตาม แต่มันก็ทำให้พัฒนาการทางคาแร็คเตอร์ของตัวละคร ตลอดจนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในส่วนของแกนหลักในการเล่าเรื่องพัฒนาตัวเองได้ไม่เข้มข้นมากเสียเท่าไรนัก แม้ว่ามันมันจะเป็นหนังดราม่าแบบเบาๆก็ตามที


สภาพของสังคมครอบครัวในหนังถูกตีแผ่ และบอกเล่าอย่างชัดเจน มันดูเป็นประเด็นที่ค่อนข้างชัดเจน และจับต้องได้ค่อนข้างเป็นชิ้นเป็นอันมากที่สุด การสำรวจความหมาย ตลอดจนโครงสร้างของความเป็นพ่อและแม่นั้นถูกพูดถึงผ่านทั้งเรื่องของการที่พ่อแม่ที่เป็นตัวละครนำมีต่อลูกชายภายหลังเข้ารับการบำบัดยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว และต้องดิ้นรนชีวิตเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และแน่นอนที่ว่าหนังเองโฟกัสประเด็นของความเป็นพ่อแม่ผ่านตัวละครตัวอื่นด้วยเช่นเดียวกัน มันมีความน่าสนใจในการจัดการกับประเด็นของความเป็นพ่อแม่ของตัวละครหลัก และตัวละครรองอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของการแสดงออกที่เขาเองต้องการเปิดเผย หรือไม่เปิดเผยประเด็นใดต่อลูก หรือการที่หนังเองนำเสนอภาพตรงกันข้ามของการที่พ่อแม่อีกฝ่ายหนึ่งสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกชายของเพื่อนมากกว่าลูกชายของตัวเอง การนำเสนอภาพในเชิงรายละเอียดตรงส่วนนี้ที่คอนทราสต์กัน และส่งเสริมการตีความเชิงประเด็นมันสร้างคำถามที่น่าสนใจของปัญหาของครอบครัวอเมริกันได้เด่นชัด ความบกพร่องของการทำความเข้าใจระหว่างเจเนอร์เรชั่นคงเป็นข้อแก้ตัวที่ชัดเจนมากที่สุดที่พอจะรับฟังได้ เพราะท่าทีของความไม่เข้าใจในคนสองช่วงวัยที่หนังเองพยายามสำรวจ และให้ตัวละครที่เป็นพ่อที่เป็นตัวละครนำในเรื่องทำการสำรวจผ่านความล้มเหลวในการเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพ่อ ผ่านการกระทำที่ดูไม่อยู่กับร่องกับรอยของความเป็นผู้ใหญ่เสียเท่าไหร่นัก ซึ่งในทางหนึ่งมันเอารูปแบบของการที่สังคมหนึ่งเองวาดภาพของการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม การเป็นพ่อแม่ที่ดีในสังคมว่าสิ่งที่สังคมให้ความหมาย ให้คำจำกัดความนั้นมันตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันมากแค่ไหน น่าเสียดายที่ภาพของครอบครัวบางครอบครัวยังไม่เคยเข้าใจ และไม่มีวันเข้าใจลูกของตนเอง ผ่านมโนทัศน์ของความเข้าใจความเป็นพ่อแม่ที่ไม่ตอบโจทย์สังคมปัจจุบัน


อีกส่วนหนึ่งที่ต่อเนื่องจากประเด็นเรื่องของความเป็นพ่อในหนังเรื่องนี้ ในอีกทางหนึ่ง หนังเองดูเหมือนจะกระทำการสำรวจความเป็นตัวตนของตัวละครหลักด้วย อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้มันสำรวจความเป็นตัวตน ความเข้าใจในช่วงวัยของตัวละคร ที่ครั้งหนึ่งในช่วงวัยหนึ่งผ่านความล้มเหลวของการมีครอบครัว การเป็นสามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดี หนังเองหยิบบทเรียนตรงส่วนนี้มาสอนตัวละครให้เห็นภาพของการก้าวผ่านวัยของตัวละคร ในทางหนึ่งมันจึงนำเสนอภาพของตัวละครที่ไร้หลัก และไร้โฟกัสที่ชัดเจนในชีวิต พยายามทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองกำลังทำอยู่คือ มันกำลังสร้างพื้นที่ให้ตัวละครเองถอยออกมาดูภาพในมุมที่กว้างขึ้น และยอมรับกระแสธารของการเปลี่ยนผ่านของสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว เอาเข้าจริงแล้ววิธีการต่างๆที่หนังเรื่องนี้เล่าไม่ได้แตกต่างไปจากหนังเรื่องก่อนของผู้กำกับเลยด้วยซ้ำ ซึ่งวิธีการเล่ามันก็ยังเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างซ้ำซากไม่ได้แปลกใหม่ไปกว่าหนังดราม่าเบาๆที่เล่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสถานการณ์ที่ต้องมาแก้ไขปัญหา หรือยอมรับตัวเอง ความสำเร็จที่สำคัญของหนังจำพวกนี้ รวมไปถึงหนังเรื่องนี้ด้วยนั้น คือเรื่องของการสร้างน้ำหนักที่ดีระหว่างประเด็นต่างๆ การสร้างสมดุลของการเล่าเรื่องด้วยพัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป การต่อยอดอารมณ์ด้วยจังหวะที่ลงตัว และการแสดงของนักแสดงในหนังที่ไม่ได้เน้นวิธีการที่หวือหวามันก็สร้างพื้นที่ของความสมจริง สร้างแรงดูงดูดที่น่าเชื่อถือให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในหนังได้เช่นกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าหนังของผู้กำกับหญิงคนนี้มีหลายองค์ประกอบที่ว่ามานั้น และทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น