Header Ads

Toronto 2018: The Mercy of the Jungle ★★


Toronto 2018: The Mercy of the Jungle (by Joel Karekezi)
★★

หลังจากสร้างชื่อเมื่อห้าปีที่แล้วจากหนังเรื่อง 'Imbabazi' ที่เล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พึ่งพ้นโทษจากการเกี่ยวพันกับการสังหารหมู่ในรวันดา และต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนเก่าของเขาที่ครอบครัวถูกสังหารไปในเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ผู้กำกับชาวรวันดาเพียงไม่กี่คนในอุตสาหกรรมหนังโลกก็สร้างหนังเรื่องที่สองที่เข้าฉายในส่วนของ 'Discovery Awards' ที่เทศกาลหนังโตรอนโตที่พึ่งผ่านพ้นไป และถูกเลือกเข้าชิงในผู้กำกับหน้าใหม่ของเทศกาลหนังที่ชิคาโก โดยครั้งนี้หนังเองโฟกัสที่เรื่องของทหารสองคนที่ถูกทิ้งไว้ในป่าที่อยู่ในรอยต่อระหว่างประเทศคองโก และรวันดาที่ซึ่งสงครามคองโกยังคงปะทุ และเต็มไปด้วยการปะทะระหว่างประเทศ และมีกลุ่มกบฎเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนั้น มันเป็นหนังที่วางพล็อตเรื่องให้มีส่วนผสมระหว่างการเป็นหนังเอาตัวรอดของคนสองคน การเล่นกับจิตวิทยาของการพยายามเอาตัวรอดในป่าที่คอยแต่จะกลืนกินวิญญาณของเขา และการเล่นกับประเด็นทางสงครามที่ต่อสู้เพื่อแย่งทรัพยากรในบริเวณนั้น การเล่าเรื่องในบางส่วนของหนังเองทำได้ค่อนข้างดี แต่มันก็มีปัญหาที่ชัดเจนกับการเล่าเรื่องอีกส่วนหนึ่งไม่น้อย และนั่นเป็นปัญหาที่เห็นชัดเจนว่าเป็นช่องโหว่ที่สำคัญของหนังที่ทำให้หนังเองเดินไปไม่ถึงจุดหมาย อีกทั้งส่วนอีกส่วนหนึ่งที่หนังเองทำได้ดีก็ดูจะได้รับความเสียหายไปพอสมควร มันเลยไม่ได้สร้างภาพที่น่าจดจำมากเสียเท่าไหร่นัก กับหนังที่โฟกัสเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับอย่างในป่า


ส่วนแรกที่หนังเองทำได้ค่อนข้างดี และน่าชื่นชม พูดตามตรงว่ามันเกือบจะเป็นหนังกลุ่มเอาตัวรอดของตัวละครในสถานการณ์ที่ไม่เอื้อให้มีชีวิตได้ดีเรื่องหนึ่ง การเล่าเรื่องในช่วงแรกของหนังที่นำเสนอภาพของคนที่ถูกทิ้งสองคนไว้ในป่า และมีเรื่องราว มีเส้นเรื่องที่ตัวละครจะต้องเดินทางอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ยากจะคาดเดา อีกทั้งการที่ป่านั้นจัดวางตัวเองอยู่ในพื้นที่ของสงคราม ที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครเป็นใคร ชาวบ้านอยู่ฝ่ายไหน และเป็นกบฎหรือไม่ และในป่าเองก็ยังมีสิ่งที่น่ากลัว มีความลึกลับของตัวป่าเองด้วย คือสิ่งเหล่านี้หนังเองเลือกจัดวางมันได้ค่อนข้างลงตัว และขับกล่อมการเปลี่ยนผ่าน ความคิดตลอดจน ความรู้สึกและอารมณ์ของตัวละครได้ค่อนข้างดี มันทำให้หนังเองขับเสน่ห์ของสัญชาตญานของมนุษย์ได้ค่อนข้างดี การเรียงลำดับเหตุการณ์ร่วมกับการดึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นในช่วงแรกตรงส่วนนี้หนังเองทำได้ค่อนข้างน่าสนใจ แต่พอหนังเองเริ่มเล่าเรื่องราวไปมากขึ้น ไปเจอส่วนต่างๆทั้งเรื่องของการเมืองที่เริ่มถูกพูดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือเรื่องราวที่ไปพานพบกับกลุ่มของกบฎ และชาวบ้านชาวคองโก คือประเด็นที่หนังเองที่โฟกัสอยู่กับสภาพจิตใจที่เกิดขึ้นกับตัวละครในช่วงแรกมันเริ่มถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ และยิ่งตัวละครเองพยายามปฏิสัมพันธ์ในเชิงกายภาพกับตัวละครอื่นมากยิ่งขึ้นมันยิ่งค่อนข้างลดทอนน้ำหนัก ลดทอนโฟกัสที่หนังควรเป็นมากขึ้น สิ่งที่เป็นปัญหาชัดเจนคือ การที่ช่วงหลังหนังเองเริ่มโฟกัสโดยการเล่าเรื่องราวเอาตัวละครทหารมาเป็นศูนย์กลางของเรื่อง ซึ่งมันมีตัวละครสองตัวที่หนังเองพยายามจะเล่าเรื่องผ่าน สลับกันไปมาจนแกนกลางของเรื่องยากที่จะบอกว่ามันกำลังเล่าเรื่องของใครซึ่งกลายเป็นปัญหาค่อนข้างมากเหมือนกัน


ซึ่งจริงๆแล้วปัญหาของหนังในช่วงครึ่งหลังเกิดจากการที่มันแตกเส้นเรื่องย่อยๆมากจนเกินไป และเส้นเรื่องเหล่านั้นไม่ถูกเก็บรายละเอียดที่แข็งแรงมากเพียงพอ ทำให้แกนเรื่องของหนังไม่ได้โฟกัสที่ตัวละครหลักได้ดีมากเพียงพอ จะเห็นว่าหนังเองเล่าส่วนย่อยทั้งความสัมพันธ์กับชาวบ้าน หรือแม้แต่การล้างแค้นของกลุ่มกบฎ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นในหนังไม่ได้ผิดอะไรนัก แต่การให้แอร์ไทม์โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่าพาร์ทเหล่านั้นให้คนดูได้รู้มันเป็นความสิ้นเปลืองของพื้นที่ ที่ทำให้การโฟกัสพื้นที่ของตัวละครหลักไม่มีมากเพียงพอ ไม่แข็งแรงเพียงพอ จนการผลักดันบทสรุปของหนังเรื่องนี้ออกมาไม่ได้ดีมากนัก ไม่เท่านั้นในช่วงหลังเองมันก็จะมีซีเควนซ์ของตัวละครที่แปลกๆในการตัดสินใจทำอะไร หรือการเล่าเรื่องในส่วนที่ไม่ได้สำคัญกับแกนเรื่องที่หนังเองกำลังพูดผ่านตัวละครสองตัวมากเสียเท่าไหร่นัก เอาเข้าจริงแล้วหนังเองมีประเด็นเรื่องของสงครามอยู่ชัดเจน ยกตัวอย่างกรณีที่หนังเองจะพูดเรื่องของการที่ตัวละครหลักกลับเข้ามาสู่ในฐานแล้วโดนซ้อมในช่วงท้ายเรื่องนั้น มันตั้งคำถามเรื่องของการอุทิศตนเพื่อสงคราม หรือในหลายๆเหตุการณ์มันสะท้อนภาพของความเละเทะที่เกิดขึ้นในสงครามที่คำถามตกไปอยู่เรื่องของผลกระทบที่เกิดกับพลเมืองทั่วไป ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งหนังเองใส่ส่วนนี้เข้ามาเหมือนจะให้น้ำหนักความสำคัญ แต่หนังกลับเอาประโยคเพียงประโยคเดียวใส่เข้ามาโดยไม่เติมส่วนขยายของประโยคนั้นๆ มันเลยไม่ได้ถูกขยับขยาย หรือวิพากษ์ประเด็นเหล่านั้น มันจึงแห้งเหือดและไม่ได้ทำหน้าที่ใดๆต่อหนังเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ


ในหนังที่เล่าเรื่องในสถานที่ที่เป็นป่าลึก ป่าบนภูเขาเองก็ดี หรือพื้นที่ที่มีเรื่องของจิตวิญญาณอยู่ในป่าเองก็ดี มันมักจะเอาเรื่องทางจิตวิญญาณ เรื่องเหนือจริง เรื่องของภูติผีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนัง ในหนังเรื่องนี้เองก็มีสัดส่วนตรงนั้นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่าสัดส่วนตรงนั้นถูกใช้ได้ค่อนข้างไม่ลงตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพัฒนาการของตัวละครที่ทำได้ไม่ดีก่อนหน้านี้ เรายังไม่เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับพื้นที่มากเพียงพอ หรืออย่างในบางช่วงหนังเองจะใช้อดีตของตัวละครมาบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ และเอาเรื่องของวิญญาณมาเชื่อมโยงมันก็ยังไม่หนักแน่น จากการปูเรื่องราวเพียงเล้กน้อยที่เกิดขึ้นเพียงเท่านั้นเอง มันมีจุดที่น่าเสียดายค่อนข้างชัดเจนกับประเด็นเหล่านี้ ที่ในช่วงหนึ่งการอินทิเกรทระหว่างตัวละครกับพื้นที่กำลังไปได้ดี หนังเองเลือกใช้การซึมเพื่อสร้างสัมพันธ์แบบที่หนังหลายเรื่องใช้เวลาต้องการประวิงเวลาเพื่อให้ตัวละครกับพื้นที่มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่การเร่งเร้าความดราม่าที่มาเร็วเกินไป และไส่เกียร์เร่งที่มากเกินไป มันเลยทำให้หนังเองไม่ค่อยให้ผลลัพธ์ที่น่าชื่นชมมากเสียเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากนั้นการปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ก็แทบจะหายไปด้วยการที่หนังเองเปลี่ยนจังหวะการเดินเรื่องตามบทไปด้วยความรวดเร็ว คือหลายจุดที่หนังเองเล่าเรื่องด้วยความผิดพลาดมันทำให้ไดนามิกของหนังเองเสียไปพอสมควร และจากหนังที่ขับเราด้วยบรรยากาศ กลายเป็นหนังที่ขับด้วยตัวหนังสือในบท ซึ่งลักษณะ และจังหวะความเร็วของมันมันเข้ากันได้ไม่แนบเนียนเสียเท่าไหร่นัก ถือเป็นหนังที่น่าเสียดายพอสมควร


ไม่มีความคิดเห็น