Header Ads

Toronto 2018: Orange Days ★★★★


Toronto 2018: Orange Days (by Arash Lahooti)
★★★★

หนังฟิคชั่นเรื่องแรกของผู้กำกับอิหร่านรุ่นใหม่อย่าง 'Arash Lahooti' ที่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่ามันเป็นความคลิเช่ที่ทำผลลัพธ์ออกมาได้ค่อนข้างดี ประเด็นที่หนังโฟกัสเพศหญิงในหนังอิหร่านเรื่องนี้อาจยังไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ไปกว่าหนังอิหร่านหลายเรื่องในช่วงหลายปีมานี้ที่เริ่มมีมุมมองต่อความเป็นเฟมินิสต์มากขึ้น เอาเข้าจริงแล้วในหนังเรื่องนี้มันยังเป็นหนังที่แตะประเด็นเรื่องเพศสภาพของเพศหญิงในสังคมในปริมาณที่ไม่ได้เข้มข้นมากเสียเท่าไรนักด้วยซ้ำไป การสะท้อนภาพของสังคมที่ชายเป็นใหญ่ในอิหร่านของหนังเรื่องนี้ยังฉายภาพที่ค่อนข้างเข้มข้นเสียด้วยซ้ำไป เอาเข้าจริงแล้วกรณีของการนำเสนอภาพในหนังเรื่องนี้แม้จะมีมุมมองของการดิ้นรนเรื่องเพศสภาพของเพศหญิงในหนังที่ต้องดิ้นรนในสังคมที่พยายามแทบทุกทางที่จะทำให้เพศหญิงไม่ถูกยอมรับมากนัก และทำในสิ่งที่ผู้ชายทำได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกยอมรับเสียเท่าไรนัก ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วในหนังเรื่องนี้แม้มันจะนำเสนอภาพของตัวละครที่เป็นหญิงเป็นตัวละครที่รับบทนำ และพยายามขับเคลื่อนเรื่องราวที่โฟกัสความเป็นหญิงแกร่งของตัวละคร แต่ในเนื้อแท้ของหนังนั้น หนังเองก็ยังมองประเด็นเรื่องของครอบครัวเอาไว้ด้วยเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของชีวิตตัวละครในช่วงท้ายที่สะท้อนภาพของสังคมอิหร่านที่ในท้ายที่สุดก็ยังสรรเสริญความเป็นครอบครัวในด้านดี และในทางหนึ่งการช่วยเหลือของเพศชายในตอนท้ายเรื่องมันก็ยังสะท้อนภาพของสังคมอิหร่านที่เพศหญิงแม้ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีทางให้ผลลัพธ์ได้ดีเท่าเพศชายในหนังอยู่


คือมันไม่เชิงว่าหนังหักกลบลบภาพของความเป็นเฟมินิสต์ในหนังไป เอาเข้าจริงแล้วภาพของการดิ้นรน ภาพของการนำเสนอความแข็งแกร่งของเพศหญิงที่ต้องพยายามต่อสู้ ที่ต้องพยายามยืดหยัดมันยังอยู่ชัดเจน เอาเข้าจริงในบางเหตุการณ์ในบางช่วงของสถานการณ์ในเรื่องมันกับสะท้อนภาพของความเป็นหัวขบถในสังคมนี้ด้วยซ้ำไป ซึ่งการที่หนังเลือกที่จะให้บทสรุปผ่านการช่วยเหลือของเพศชายมันอาจมองออกมาได้สองมุม แต่ในสองมุมดังกล่าวไม่ได้ลดทอนความเป็นตัวตนของตัวละครที่ถูกสร้างภาพของความเป็นหญิงแกร่งให้ลดลงแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นภาพของการส่งเสริมจากแรงผลักดันของคำว่าครอบครัว หรือแม้แต่ถ้ามองในเชิงที่ชวนเลี่ยนมากกว่านั้นก็อาจจะมองในเชิงของความรักก็อาจจะมองได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันมีรายละเอียดที่ถูกใส่เข้ามามากกว่านั้นในตามรายทางที่เธอจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่เข้ามาปะทะตัวเธอผ่านเพศชายสามคนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับตัวเธอ แน่นอนว่าคนแรกคือสามีของเธอ สถานะตัวละครที่ชัดเจนของตัวละครนี่ค่อนข้างน่าสนใจอยู่แล้ว มันไม่เชิงว่าอำนาจของเธอสามารถกดอำนาจของเพศชายผ่านตัวละครนี้ไปได้ แต่ในทางหนึ่งมันมีรายละเอียดที่ต้องจับจดจดจ้องในรายละเอียดอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของการที่ตัวละครนี้มีการข้องเกี่ยวกับประเด็นนอกใจ ซึ่งมันดูเหมือนเป็นการอนุมานของตัวเธอ ซึ่งก็ยากที่จะให้คำจำกัดความในผลลัพธ์ของสถานการณ์อยู่เหมือนกันว่าท้ายที่สุดแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่ผลของการตัดสินใจในช่วงท้ายเรื่องมันก็อธิบายอะไรได้พอชัดเจนอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีน่าจะเป็นผลลัพธ์ในเชิงบวกของคำว่าครอบครัว และความรู้สึกดีมากกว่าในเรื่องของอำนาจทางเพศที่กดทับกัน


ตัวละครชายตัวที่สองที่มีอิทธิพลไม่น้อยคือ ตัวละครที่เป็นนายเก่าของเธอที่ทำให้เธอเกิดปมในอดีตที่ส่งผลให้เธอไม่มีโอกาสมีลูกได้ ประเด็นตรงส่วนนี้ค่อนข้างใหญ่ และหนังเองก็วางปมเรื่องของอดีตในส่วนนี้เอาไว้ค่อนข้างชัดเจน เป็นอดีตเป็นสิ่งที่เธอจะต้องก้าวผ่านมันไป เอาเข้าจริงแล้วจุดเริ่มต้นของการทำสวนส้ม หรือการเลือกแรงงานหญิงเข้ามาทำงานมันน่าสนใจอยู่ที่หนังเองเอาปมในอดีตของตัวละครเข้ามาจับการกระทำ และการพยายามแยกอำนาจทางเพศระหว่างชาย และหญิงในหนังอย่างกรณีที่ตัวละครนำจ้างผู้หญิงมาทำงาน และพยายามผลักไสผู้ชายออกไป มันนำเสนอการพยายามสร้างเกราะกำบังให้ตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และกำหนดขอบเขตของเพศสภาพขึ้นมาปิดกันเสรีภาพของตัวเอง ประเด็นตรงส่วนนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอ และตัวละครชายตัวนี้ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปมของเรื่องที่กลายเป็นแรงขับให้เธอเริ่มสถานการณ์ของความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ สำหรับตัวละครละครชายที่สามคือ นายหน้าที่รับส้มของเธอ และจะส่งออกไปต่างประเทศ มีหลายช่วงที่ตัวละครตัวนี้เข้ามาปฏิสัมพันธ์ในไร่ส้มของเธอ และดูผลการตอบรับของเธอ เอาเข้าจริงแล้วมันเหมือนการจำยอมในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในเมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นการตอกกลับของเธอ ซึ่งการสร้างน้ำหนักระหว่างการต่อสู้กับเพศชาย การพยายามช่วยเหลือหญิงแรงงานลูกน้องของเธอ ซึ่งบางส่วนเปรียบเสมือนครอบครัว ภาพซ้อนทับของตัวเธอเมื่อมีตัวละครวัยรุ่นสาวที่มีลูกน้อยเข้ามาทำงานในไร่ของเธอ และการสร้างสมดุลในครอบครัว


บทสรุปที่หนังเลือกมันดูเหมือนว่าหนังเองจะหักหลังความเป็นเฟมินิสต์สุดลิ่มสุดประตู เมื่อท้ายที่สุดแล้วเธอได้รับความช่วยเหลือจากเพศชายในการที่ทำให้งานของเธอประสบความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้วในทางหนึ่งมันกลายเป็นเรื่องของการปลดล็อกเกราะที่เธอพยายามสร้างกำแพงมานาน ทั้งเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีในฐานะของครอบครัวที่เหมือนมีการผูกปมมาจากอดีตที่เธอต้องแสดงอากัปกริยาให้เป็นเพศหญิงที่แกร่งและไม่พึ่งผู้ชาย ทางเดินของหนังมันเดินมายังหนทางที่ตัวละครเรียนรู้การใช้ชีวิตที่อยู่ตรงกลางของการประณีประณอม และการยอมรับซึ่งกันและกันมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าบทสรุปในการที่หักดิบการทำตัวเป็นหนังฮีโร่อีนสุดโต่งของหนังกลับทำให้ภาพของการเป็นมนุษย์เฉิดฉายมากกว่าที่เคย มันกลายเป็นหนังที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งที่พยายามปลดล็อกปมที่อยู่ในจิตใจที่เป็นผลพวงมาจากอดีตอันเจ็บปวดของตัวละคร มากกว่าจะเป็นเครื่องมือ เป็นกระบอกเสียงทางการเมืองเรื่องเพศที่เกิดขึ้นในสังคมอิหร่าน และนั้นทำให้หนังเรื่องนี้แตะความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อได้อย่างดี และค่อนข้างสมบูรณ์กว่าการวางท่าทีของหนังในช่วงต้นเรื่องด้วยซ้ำไป พัฒนาการของเรื่องราวที่ค่อยๆสร้าง ค่อยๆผูก ค่อยๆปลดล็อกเรื่องราวในหนังมันทำให้หนังหนักแน่น เป็นธรรมชาติ และเปี่ยมอารมณ์ค่อนข้างมาก แม้มันจะเป็นหนังที่คลิเช่ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้แปลกใหม่ในการสะท้อนภาพสังคมอิหร่าน แต่การเดินสายกลางของหนังมันสะท้อนมิติของชีวิตที่งดงามทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น