Header Ads

Venice 2018: Amanda ★★★★


Venice 2018: Amanda (by Mikhaël Hers)
★★★★

ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส 'Mikhaël Hers' ผ่านงานกำกับมาหลายเรื่องแล้ว และเรื่องของเขามักจะโฟกัสเรื่องของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงหักมุมของเรื่องราวเข้ามาปะทะตัวละคร ลักษณะโครงเรื่องที่ค่อนข้างคลิเช่ของเขาไม่ได้ขยับขยายรสชาติที่แปลกใหม่ออกไปจากที่เคยสัมผัสมากเสียเท่าไหร่นัก เอาเข้าจริงแล้วหนังเข้าประกวดสายรองเทศกาลหนังเวนิสของเขาเรื่องนี้แทบจะมีเรื่องราวที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงมากกับหนังเข้าประกวดในเทศกาลหนังรอตเตอร์ดามเมื่อสามปีก่อนอย่าง 'This Summer Feeling' ที่ก็เน้นความอบอุ่นของบรรยากาศ นำเสนอภาพความสัมพันธ์ที่เปลือกนอกดูอบอุ่นอบอวลไปด้วยความสัมพันธ์เชิงรักใคร่ แต่ภายในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเต็มไปด้วยความปวดร้าว และความล่มสลายของความรู้สึกของตัวละครที่ค่อนข้างล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ และครอบครัว โดยในหนังเรื่องใหม่ของเขานั้นดูมีความลงตัว และการสร้างสมดุลของอารมณ์ผ่านการนำเสนอด้วยภาพที่อบอุ่น กับความล้มเหลว ความปวดร้าวล่มสลายของความรู้สึกมันถูกชั่งตวงวัด จับจังหวะของการเล่าเรื่องออกมาได้อย่างลงตัว


จะว่าไปแล้วหนังจำพวกนี้สามารถจัดอยู่ในหมวดหมู่ของหนังเยียวยาจิตใจได้ คือตัวเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นแทบไม่มีอพไรซับซ้อน หรือการเล่นกับอารมณ์ของคนดูเองก็เต็มไปด้วยการเคลื่อนของความรู้สึกอย่างเชื่องช้ามากกว่าที่จะมานั่งสำรวจเชิงประเด็น ตลอดจนพัฒนาการของการเคลื่อนไหวของเรื่องราว มันเป็นหนังที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของตัวละคร ของบรรยากาศอันอบอุ่นที่เกิดขึ้นเสียมากกว่า และสำหรับหนังเรื่องใหม่ของเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องราวของตัวละครชายหนุ่มที่ต้องมารับผิดชอบดูแลลูกสาวของพี่สาวตัวเองที่ถูกสังหารในเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีส ดังนั้นหนังเองจะมีภาพของการนำเสนอส่วนของเรื่องราวในสองส่วนคือ การนำเสนอการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับจิตใจของตัวละคร ในลักษณะของหนังก้าวผ่านวัยที่ตัวละครจะต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่มาไม่ทันตั้งตัว และอีกส่วนหนึ่งคือการสำรวจภาพความสัมพันธ์ระหว่างญาติที่เหลืออยู่ และภาพของการปฏิสัมพันธ์ภายนอกระหว่างตัวละครด้วยกันเอง โดยเฉพาะระหว่างตัวเขา และลูกสาวของพี่ รวมไปถึงประเด็นความสัมพันธ์ที่มีต่อแม่ที่ห่างออกไปในอังกฤษด้วย


ท่ามกลางบาดแผลที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ทั้งส่วนของบาดแผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การก่อการร้ายที่หนังเองพึ่งสร้างขึ้นมา ตลอดจนเรื่องของความฝันของตัวละคร และเรื่องของบาดแผลในอดีตที่ยังเป็นแผลเป็นที่หนังเองเลือกที่จะเปิดหน้ากระดานออกมาให้เราเห็นทั้งหมด หนังสลับการใช้วัตถุดิบเหล่านี้ในการสร้างความรู้สึกด้านลบ ความรู้สึกของความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น ก่อนที่จะสลับเข้ามาใส่ความรู้สึกด้านที่บวกมากขึ้น แต่ไม่เชิงเป็นผลลัพธ์ที่บวกจริงๆ เหมือนเอามาทำปฏิสัมพันธ์ให้มีความเป็นกลางมากยิ่งขึ้น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งที่หนังเองสร้างขึ้นมันถูกเยียวยา มันกลายเป็นหนังที่สร้างรอยแผลและเยียวยาออกมาได้ค่อนข้างสมดุล แม้เราจะเห็นว่าการคลายปมของเรื่องราวในแต่ละจุดดูไม่ได้สร้างน้ำหนักได้อย่างเข้มแข็งในทุกจุด แต่การเล่าเรื่อง และการสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกของการพร้อมที่จะปล่อยวาง ความรู้สึกเชิงบวกที่ลอยผ่านในอณูบรรยากาศของหนังมันทำให้หนังเองสร้างความลื่นไหลได้ดีในแบบที่หนังเยียวยาจิตใจดีๆเรื่องหนึ่งจะทำหน้าที่ของมันในการกลบจุดอ่อนของน้ำหนักที่ไม่แข็งแรงของการสร้างจุดเปลี่ยนผ่านของเรื่องราวได้


ประเด็นที่หนังเองไม่ได้ถูกให้ความสำคัญกับเรื่องราวของการก่อการร้ายที่เขย่าขวัญคนปารีส และเอามันวางห่างออกไปในฐานะเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น มันทำให้หนังสามารถเอาประเด็นทางการเมืองออกไปได้อย่างแทบจะสมบูรณ์ เหลือเพียงการเล่าเรื่องของความสัมพันธ์ในฐานะที่มนุษย์พึ่งกระทำต่อตัวเอง และเพื่อนมนุษย์เท่านั้น มันยิ่งทำให้การเล่าเรื่องราวของหนังเต็มไปด้วยความเป็นมนุษยนิยมที่บริสุทธิ์ชัดเจน ซึ่งมันกลายเป็นหนังเยียวยาจิตใจที่ในอีกด้านหนึ่งก็เชิดชูความเป็นมนุษย์ไปด้วยผ่านการเล่าเรื่องที่บรรจงค่อยเติมแต่งเรื่องราว และพัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไปของอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแผ่วเบา ลมหายใจของหนังเต็มไปด้วยความรู้สึกของการมีชีวิตที่ยังมีความหมายในการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้มันจะเจือด้วยความเจ็บปวด แต่ก็เป็นความเจ็บปวดที่เต็มไปด้วยความเข้าใจในชีวิต เป็นหนังของผู้กำกับที่ดีมากเรื่องหนึ่งของเขา และเขาพัฒนาลายเซ็นต์ในงานเรื่องนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมน่าชื่นชมมาก และหวังว่าความธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะถูกพูดถึงจดจำมากขึ้นในอนาคตข้างหน้า


ไม่มีความคิดเห็น