Header Ads

Venice 2018: The Announcement ★★★★

 
Venice 2018: The Announcement (by Mahmut Fazil Coskun)
★★★★ 

หนังรางวัล 'Special Jury Prize' จากสายรองของเทศกาลหนังเวนิสปีล่าสุด หนังเล่าเรื่องราวของการพยายามทำรัฐประหารในตุรกีที่ล้มเหลวในช่วงพฤษภาคมปี 63 ในอังคารา โดยโฟกัสไปที่สี่ทหารที่พยายามยึดสถานนีวิทยุในอิสตันบูล หนังรางวัลเรื่องนี้เป็นฝีมือการกำกับโดยผู้กำกับชาวตุรกีคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง เขาแจ้งเกิดจากผลงานรางวัลหนังเยี่ยม 'Tiger Awards' ที่เทศกาลหนังรอตเตอร์ดามจากหนังเรื่อง 'Wrong Rosary' ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนสามคน ส่วนเรื่องถัดมาคว้ารางวัลขวัญใจสมาพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติจากเทศกาลหนังวอร์ซออย่าง 'Yozgat Blues' ที่เล่าเรื่องราวของคนเล็กๆที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆในอนาโตเลีย จะเห็นว่าหนังของเขาก่อนหน้าจะโฟกัสเรื่องของคนตัวเล็กๆที่เกิดขึ้นในสังคม แต่หนังเรื่องล่าสุดของเขาจะโฟกัสที่กลุ่มทหารที่ยังคงเป็นกลุ่มเล็กๆส่วนหนึ่งในคณะรัฐประหารที่ล้มเหลวของตุรกี ซึ่งถ้าพล็อตเรื่องเป็นในลักษณะนี้ หนังส่วนใหญ่จะมีสเกลของการเล่าเรื่องที่ใหญ่โต และมีการเคลื่อนไหวในสเกลที่ค่อนข้างใหญ่ แต่สำหรับหนังของผู้กำกับสายเลือดใหม่ชาวตุรกีคนนี้ จะเห็นลักษณะอย่างหนึ่งในหนังของเขาที่เป็นเอกเทศเด่นชัดมาจากหนังหลายๆเรื่องของเขา แม้จะเป็นเรื่องราวทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วผลลัพธ์ของหนังมันดูให้ผลลัพธ์ในระดับที่เป็นส่วนบุคคลมากกว่า สโคปของหนังเองค่อนข้างเล็ก และไม่ได้ขยายเรื่องราวเข้าไปวิพากษ์ในระดับมหภาคมากเสียเท่าไหร่นัก อาจจะต้องการเสียดสีวิพากษ์การรัฐประหารที่ล้มเหลวของตุรกีเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจริง และเพิ่มอำนาจให้ปธน.ตุรกีเผด็จการมากขึ้นอีกเท่าตัวก็เป็นได้ แต่ก็ยากที่จะบอกให้ชัดเจนว่าหนังเองมีท่าทีที่ยืนอยู่ฝั่งไหนของเรื่องราว หรือมองในภาพมุมกลางกันแน่


เอกลักษณ์ที่ต้องการขยายความของหนัง แม้หนังจะพูดถึงระดับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ค่อนข้างร้ายแรงในฐานะกบฎของประเทศ แต่เอาเข้าจริงแล้วการโฟกัสของหนังยังเลือกที่จะโฟกัสในระดับกลุ่ม ในระดับปัจเจคของคนสี่คนมากกว่า จะเห็นว่าสเกลของการขยับขยายเรื่องราว ประเด็นต่างๆที่จะไปมีผลกระทบกับคนอีกกลุ่มหรือคนใดคนหนึ่งนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการที่มันพยายามที่จะสะท้อนภาพพลังของพลเมืองที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งานทางการเมืองสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยในทางหนึ่ง มันเลยต้องมองในระดับของปัจเจคบุคคล ในระดับของความเป็นส่วนตัวในแง่มุมของความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอมันอยู่ในระดับของบุคคลมากกว่ามหภาคในเชิงโครงสร้างทางการเมืองด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้ความเป็นเอกลักษณ์ในตัวงานของเขาเฉิดฉายในแบบที่เขาเป็นมากขึ้น ในทางหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการโฟกัสตัวละครในระดับกลุ่มคนเล็กๆส่วนหนึ่งในรัฐประหารที่แยกตัวออกจากส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในอังการา นั่นคือ การที่มันโฟกัสให้เห็นถึงการถูกแยกออกจากส่วนหลัก พอประเด็นนี้เกิดขึ้น ร่วมด้วยกับการพยายามเล่าเรื่องในแบบชีวิต และอารมณ์ผ่านตัวบุคคล มันทำให้ภาพของหนังเรื่องก่อนๆที่เขาเองมักชอบเล่าถึงความปลีกวิเวก ความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นภายในเมืองใหญ่ที่แสนเงียบเหงาของตุรกีฉายภาพออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น เอาเข้าจริงแล้วมันดูไม่เหมือนหนังที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากเสียเท่าไรนัก มันกลายเป็นหนังส่วนบุคคลว่าด้วยความเหงา ความเดียวดายของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกละทิ้งจากส่วนใหญ่ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในแห่งอื่นด้วยซ้ำ ยิ่งภาพ และสถานการณ์ต่างๆที่ถูกจัดวางมันยิ่งสะท้อนความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้ฉายภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก


ประเด็นที่น่าสนใจที่หนังเองวางองค์ประกอบ หรือตำแหน่งการทำงานในหน้าที่ต่างๆทั้งที่โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น เห็นจะเป็นการวางการสอดแทรกส่วนของตัวละครที่เป็นพลเมืองในหนังเรื่องนี้นับตั้งแต่ช่วงแรกของหนังที่มีตัวละครที่เป็นคนขับรถแท็กซี่ ไล่เรียงจนไปถึงคนส่วนต่างๆที่ทำงานในสถานนีวิทยุ รวมถึงญาติพี่น้องที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การวางตำแหน่งของพลเมืองในสัดส่วนที่แทบจะมากกว่าสัดส่วนของทหาร รวมไปถึงการมีส่วนใดๆก็ตามที่ทำให้แผนการในการอ่านประกาศคณะรัฐประหารสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยนี้ มันสร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว และมันเป็นเหมือนการชั่งน้ำหนักสมดุลในเรื่องของประเด็นอำนาจที่เกิดขึ้น และไม่ได้ถูกจดจำมากนักในทางการเมือง และทำให้สภาพของหนังออกมาค่อนข้างสร้างเสน่ห์ที่แปลกตาออกไปของหนังในกลุ่มที่พูดประเด็นเหล่านี้ ซึ่งการที่น้ำหนักของสมดุลตรงส่วนนี้จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแปลกตาออกมาได้นั้นส่วนหนึ่งต้องเกิดจากผลสัมฤทธิ์จากการกำกับของผู้กำกับด้วย การวางจังหวะ ตลอดจนการโฟกัสตัวละครในท่าทางอากัปกริยาต่างๆมันช่วยสอดรับกับสิ่งที่พยายามนำเสนอได้อย่างชัดเจน การประวิงเวลาของตัวละครที่ค่อยๆย่างก้าวอย่างเชื่องช้าผ่านเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนทำให้ผลลัพธ์ของการผลักดันในเรื่องของน้ำหนัก และสัดส่วนที่เกิดขึ้น สร้างพื้นที่ของการสำรวจทั้งในเชิงของคาแร็คเตอร์ตัวละคร และสัดส่วนของอำนาจการต่อรองระหว่างทหาร และพลเมือง ที่ถึงแม้ในกายภาพที่เกิดขึ้นทหารที่ถือปืนจะมีอำนาจมากกว่า แต่ในเชิงจิตวิทยาที่เกิดขึ้นแล้วมันมีน้ำหนักของการสู้รบปรบมืออยู่ในเชิงจิตวิทยาชัดเจนไม่น้อย


การเคลื่อนตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการขับเรื่องราวอย่างช้าๆ สอดรับกับภาพที่หนังเองต้องการนำเสนอ ความตลกร้ายของเรืองราวถูกบอกเล่าผ่านอุปสรรคนานับประการที่กลุ่มทหารทั้งสี่คนต้องเผชิญนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของเรื่อง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลของการเล่าเรื่องราวมันถูกบอกเล่าผ่านการจัดซีเควนซ์ และการวางองค์ประกอบภาพที่หลายซีนเป็นช็อตกว้างที่ทำให้เราเองเห็นพื้นที่ และสัดส่วนของตัวละครที่ใส่เข้ามาในฉาก และสะท้อนสถานการณ์ หรือสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ปัญหาของอุปสรรคมากมายของปฏิบัติการ และความไม่พร้อมของกลุ่มบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์มันกลายเป็นการฉายภาพต่อเนื่องที่พาหนังเองเดินไปในทิศทางที่เป็นได้อย่างสวยงาม เอาเข้าจริงแล้วมันดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของหนังแทบจะไม่มีไดนามิกที่หวือหวาเอาเสียเลย เหมือนหนังนิ่งมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วเมื่อมันเดินมาถึงผลลัพธ์ของเรื่องราวเอง เราจะเห็นว่าการสร้างความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในหนังมันสอดรับกับผลลัพธ์ที่หนังเองสร้างให้เราเห็นในช่วงท้ายเรื่องถึงเรื่องราวที่เหมือนจะรุนแรงก็ไม่รุนแรง เรื่องราวที่เหมือนจะมีความชัดเจนในประเด็นของปฏิบัติการก็ยังอึมครึม มันเป็นความมึนงงของสถานการณ์ในการรัฐประหารที่ผู้กำกับสามารถสร้างคาแร็คเตอร์ และไม่ชัดเจนเช่นกันนักว่าผู้กำกับเองต้องการยิงคำถามไปถึงรัฐประหารที่พึ่งเกิดขึ้นที่ตุรกีเมื่อไม่กี่ปีก่อนหรือไม่ แต่ผลลัพธ์จากงานเรื่องนี้ของผู้กำกับที่ยังคงเส้นคงว่าทำให้งานเรื่องต่อไปของเขาน่าจะโดดเด่นไม่แพ้กัน


ไม่มีความคิดเห็น