Header Ads

Venice 2018: As I Lay Dying ★★★★


Venice 2018: As I Lay Dying (by Mostafa Sayari)
★★★★

หลังจากหลุดยุคของการโฟกัสผู้กำกับอิหร่านที่ช่วงหนึ่งจะมีตัวละครเดิมๆที่ถูกพูดถึงอยู่หลายคน การเกิดใหม่ของคลื่นลูกใหม่หลายคนจากวงการหนังอิหร่านทำให้การสำรวจพื้นที่ใหม่ๆผ่านศิลปะภาพยนตร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ซึ่งในปีนี้ที่แล้วเองผู้กำกับชาวอิหร่านก็คว้ารางวัลสำคัญจากสายรองนี้ไปครองได้ด้วยจากเรื่อง 'No Date, No Signature' ที่ล่าสุดกลายเป็นตัวแทนประเทศตัวเองเข้าชิงชัยในออสการ์ไปแล้ว สำหรับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับหน้าใหม่แกะกล่องอย่าง 'Mostafa Sayari' เป็นหนังโร้ดมูฟวี่ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องในครอบครัวภายหลังการจากไปอย่างกระทันหันของผู้เป็นพ่อ และแน่นอนว่าตามสูตรของหนังพวกนี้ก็จะเป็นการสำรวจอดีต และปัจจุบันที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวนี้ แม้ว่าหนังจำพวกที่นำเสนอประเด็นดราม่าของความสัมพันธ์ในครอบครัวจะกลายเป็นของส่งออกของอิหร่านภายหลังการดังแบบพลุแตกจากหนังเรื่อง 'A Separation' ของ 'Asghar Farhadi' ด้วยการนำเสนอในลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาหลายปี จะเห็นว่าหนังที่ว่าด้วยเรื่องของดราม่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของอิหร่านในช่วงหลังๆมานี้จะเริ่มพยายามหลีกหนีรูปแบบ และการให้ผลลัพธ์ที่จำเจออกไปมากขึ้น การหยิบใส่ลูกเล่น หรือประเด็นพลิกผันในหลายๆครั้งเกิดขึ้นอย่างจงใจ และหลายครั้งมันให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ในบางครั้งมันกลับสร้างผลเสียให้กับตัวหนัง แต่สำหรับหนังเรื่องนี้มันดูจะเป็นจุดที่ดึงดูดเสน่ห์ และความน่าสนใจเฉพาะตัวให้กับมันอย่างดีเลยทีเดียว


สิ่งที่หนังเรื่องนี้ฉีกออกไปเล็กน้อยจากหนังดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัวทั่วไปที่เราเองมักเห็นกันนั่นก็คือ การนำเสนอด้วยการซ่อนปมความลับที่เกิดขึ้นในครอบครัว และพยายามสร้างพื้นที่ของการเล่าเรื่องผ่านความลึกลับให้เกิดขึ้นปกคลุมซีนในหนัง พื้นที่ของความลึกลับ บรรยากาศที่หนังเองบรรจงจงใจสร้างขึ้น มันทำให้หนังเองมันทำงานกับคนดูได้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งต่างๆที่พยายามม้วนซ่อนเอาไว้ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เดาทิศทาง และผลลัพธ์ได้ไม่ยากเย็นนัก กับการผูกเงื่อนที่คาดเดาทิศทางที่จะถูกแก้ได้ในลักษณะนี้ แน่นอนว่าการดัดแปลงมาจากนิยายคลาสสิคของ 'William Faukner' ในชื่อเดียวกันนี้ทำให้การคาดเดาไม่ได้ยากเย็นมากเสียเท่าไหร่นัก และตัวนิยายเองก็เป็นที่รู้จักกันวงกว้างมากพอสมควร ทำให้ความเซอร์ไพรส์ หรืออะไรหลายๆอย่างที่หนังอิงมาจากต้นฉบับในหนังสือไม่ได้สร้างความประหลาดใจในคนดูกลุ่มหนึ่งมากนัก ซึ่งไม่แปลกอะไรนัก แต่สิ่งที่หนังเองทำได้ดีนอกจากบรรยากาศที่หนังเองสร้างขึ้นมาแล้ว นั่นก็คือ การปรับสิ่งที่มีในต้นฉบับให้เข้ากับบริบท และความเป็นเอกเทศน์ในแบบที่หนังอิหร่านเองมี ซึ่งมันสะท้อนลักษณะจำเพาะของสภาพสังคม และวัฒนธรรมออกมาได้อย่างชัดเจน และมันดูไม่ประหลาด หรือมีความละลักละลั่นต่อการนำเสนอเรื่องราวผ่านโร้ดมูฟวี่ในลักษณะนี้มากเท่าไรนัก


การเดินทางของพี่ชายน้องชายสามคน และน้องสาวอีกคนหนึ่งผ่านพื้นที่ทะเลทรายที่ร้อนระอุ และว่างเปล่า เป็นพื้นที่ที่ทำให้ความโดดเด่นจากตัวละครที่กำลังดำเนินเรื่องราวอยู่มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นไปอีก ภาพความว่างเปล่าในช่วงเวลากลางวันอันร้อนระอุที่มองเห็นพื้นที่ว่างเปล่าทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา และความมืดมิดแทบมองไม่เห็นในช่วงเวลากลางคืน ถูกใช้เป็นสถานที่ในการเล่าเรื่องราวได้อย่างดี ความสัมพันธ์ของพี่น้องทั้งหมดถูกสำรวจเริ่มแรกเดิมที่จากความสัมพันธ์ เรื่องราวต่างๆที่ถูกสำรวจทีละคู่ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่นั่งรถมาด้วยกันสองคน การเล่าเรื่องที่แข็งแรงในส่วนของดราม่าครอบครัวที่ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังในอดีต รอยบาดแผลเป็นที่เกิดขึ้นในอดีตค่อยๆถูกกระเทาะออกมาทีละชั้น ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การที่หนังเองวางน้ำหนักของตัวละครที่มีต่อประเด็นบาดแผลที่ถูกสำรวจ แต่ละคนจะมีระยะห่างของเรื่องราวที่มีปฏิสัมพันธ์ทั้งต่อตัวละครที่มีต่อกัน และต่อประเด็นที่เกิดขึ้นในอดีต การวางเรื่องราวแบบนี้ ตลอดจนการรักษาและสำรวจคาแร็คเตอร์ที่ดีทำให้หนังเองสามารถขยับขยายไปเล่นเรื่องราวเชิงวิธีการที่นำเสนอภาพบรรยากาศลึกลับ หรือประเด็นเสริมที่ถูกขยายฐานออกไปได้กว้างมากขึ้น และมันทำให้สิ่งเหล่านั้นมีพลังที่หนักแน่นเพียงพอจากการวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องดราม่าครอบครัวเอาไว้ได้อย่างแข็งแรง


จะว่าไปแล้วหนังในลักษณะนี้มันมีความเป็นหนังที่เผาผลาญตัวเองอย่างช้าๆ และเล่าเรื่องด้วยคีย์ต่ำๆอย่างชัดเจน และการที่มันค่อยๆปอกเลเยอร์ของเรื่องออกมาทีละน้อย ผ่านตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อเรื่องราวในมุมที่ต่างกันออกไป มันช่วยสร้างสมดุลให้กับเรื่องราวอยู่ไม่น้อยทีเดียว อีกทั้งการวางศูนย์กลางของเรื่องราวไว้ที่ศพของพ่อที่พวกเขาเองต้องเอาไปฝังยังสถานที่แห่งหนึ่งตามคำบอกเล่าของสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งที่อยู่ด้วยเป็นคนสุดท้าย ระดับของความเชื่อมโยง ตลอดจนการแสดงออกที่มีต่อศูนย์กลางถูกตั้งโฟกัสเอาไว้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว ประเด็นที่นำเสนอมันเลยสามารถยึดโยงเข้าหาส่วนกลางของเรื่องได้ทั้งหมด คือ ประเด็นในรายละเอียดย่อยที่ตัวละครแสดงออกมาต่อเรื่องๆหนึ่ง มันคอนทราสต์กับอดีต กับประเด็นที่ถูกบอกเล่าผ่านตัวละครอื่น เช่นการแสดงออกที่เหมือนเรื่องนี้จะมีความสำคัญมากต่อเขา แต่ในอดีตกลับเป็นคนที่ตีตัวจากครอบครัวมากที่สุด เป็นต้น การนำเสนอความคอนทราสต์ในลักษณะนี้ ร่วมกับการเดินเรื่องที่พลิกผันน้ำหนักของเรื่องราวของความเป็นลูกรักลูกชังนั้น มันทำให้หนังเองสอดประสานไปกับความลับที่กำลังซุกซ่อนอยู่ผ่านการเล่าเรื่องด้วยบรรยากาศชวนลึกลับสงสัยที่หนังเองสร้างขึ้น ถือเป็นการเปิดตัวด้วยหนังเรื่องแรกที่มีการจัดวางเลเยอร์พลิกแพลงเอาไว้ได้น่าสนใจทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น