Header Ads

Venice 2018: Goodbye Saigon ★★★


Venice 2018: Goodbye Saigon (by Wilma Labate)
★★★ 

ในบรรดาสารคดีที่ฉายที่เทศกาลหนังเวนิสครั้งล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง พื้นที่ของสงครามเวียดนามในหนังเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และความสำเร็จจากสารคดี 'The Vietnam War' เมื่อปีที่แล้ว ก็อาจจะยังไม่ครอบคลุมด้านที่หนังสารคดีเรื่องนี้ต้องการนำเสนอ แม้มันจะเป็นหนังสารคดีเกี่ยวเนื่องกับสงครามเวียดนาม ซึ่งผลลัพธ์อาจไม่ได้เยี่ยมยอดมากนัก แต่มันกลับกลายเป็นสารคดีเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ด้วยความที่มันเล่าเรื่องโฟกัสไปที่วงดนตรีหญิงล้วนที่ถูกลับลวงพรางไปแสดงให้ทหารอเมริกาชมยามค่ำคืนที่เวียดนามกว่าสามเดือน โดยที่พวกเธอเองไม่มีโอกาสได้รู้เลย การสำรวจทั้งในเชิงของความเป็นเฟมินิสต์ การเติบโตแรงบันดาลใจในฐานะศิลปิน ตลอดจนความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสงครามเวียดนามทั้งในเชิงของการเมือง และพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ถูกเล่าออกมาเกือบทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ 'Wilma Labate' ที่เลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของสงครามผ่านความบอบช้ำของชีวิตมนุษย์ผู้หญิงที่ถูกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิตที่แสนเจ็บปวด และส่งผลอย่างมหาศาลให้กับชีวิตของเธอหลังจากนั้น มันเป็นสารคดีที่เจือความรู้สึกได้อย่างเจ็บปวดทีเดียว


'Le Stars' คือชื่อวงของเธอทั้งสี่คน การรวมตัวของพวกเธอเกิดจากภาพที่เรามักเห็นในช่วงเวลานั้นว่าวงดนตรีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย แรงบันดาลใจของการทำงานเพลงของพวกเธอถูกนำเสนอออกมาอย่างชัดเจนในตอนต้นเรื่อง พัฒนาการของวงกำลังเดินทางไปได้สวย จนพวกเธอได้ไปแสดงเวิลด์ทัวร์ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าผู้จัดการของพวกเธอส่งเธอไปแสดงในเวียดนามให้กับทหารอเมริกาในช่วงที่สถานการณ์ของสงครามเวียดนามใกล้สุกงอมทั้งสถานการณ์การสู้รบในเวียดนาม และการประท้วงที่เกิดขึ้นในอเมริกา ประเด็นหลักที่หนังสารคดีเรื่องนี้เองต้องการนำเสนอคือภาพของชะตากรรม และการพัฒนาการของเรื่องราวผ่านตัวละครทั้งสี่ ทั้งในเชิงของภาพเก่าที่เอามาเล่าเรื่องที่แทบจะเป็นภาพในช่วงสงครามเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผลลัพธ์ของความสำเร็จของอาชีพศิลปินของพวกเธอดูจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นห้วงเวลาที่เกิดขึ้น การรับรู้ช่วงชีวิตของความเป็นศิลปินของพวกเธอจึงเกิดอยู่ในห้วงเวลาอันสั้นในค่ายทหารเท่านั้น ประสบการณ์ต่างๆที่ถูกบอกเล่า ประเด็นต่างๆทั้งดราม่าทางการเมืองที่เกิดจากสภาพสังคมในอิตาลีช่วงเวลานั้นที่ค่อนไปทางเอนเอียงสนับสนุนเวียดนามเหนือ มันทำให้ภาพของเธอภายหลังจากกลับมาจากสงครามนั้นถูกตั้งคำถามมากมาย แต่ไม่ใช่ในแง่ของงานเพลงและศิลปิน แต่ในฐานะของผู้สนับสนุนฝ่ายใต้ที่ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่สังคมในอิตาลีเป็นในช่วงเวลานั้น


การนำเสนอภาพของชีวิตของพวกเธอ ผ่านบทสัมภาษณ์นั้นอาจไม่ได้มีอะไรที่แปลกประหลาดนักของหนังสารคดีจำพวกที่ไปสัมภาษณ์ตัวละครที่มีบาดแผลจากอดีต แต่มันน่าสนใจที่หนังเองเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของพวกเธอ และคอนทราสต์มันด้วยภาพจากส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการประท้วง ตลอดจนภาพงานในฐานะศิลปินของเธอ เรื่องราวที่พิเศษจากชีวิตผู้คนในเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น มันมักมีแรงขับเคลื่อนที่พิเศษไปกว่าชีวิตของผู้คนอื่นอยู่แล้ว และสารคดีเรื่องนี้เองก็ดูเหมือนว่ามันจะดึงพลังตรงส่วนนี้ออกมาได้ค่อนข้างมีเสน่ห์ พื้นที่ของความเป็นไปที่เกิดขึ้นอาจจำแนกได้ในสองทาง คือ การนำเสนอภาพชะตากรรมของตัวละครที่ต้องไปเผชิญบาดแผลที่เจ็บปวดผ่านสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเองในตอนต้นผ่านอาชีพศิลปินของพวกเธอ และอีกทางหนึ่งมันกำลังทำหน้าที่ในการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นอยู่ ทั้งในแง่ของการสมคบคิดส่งพวกเธอเข้าไปในสงคราม ซึ่งส่วนนี้อาจรวมไปถึงความสมเหตุของการเกิดสงครามที่เกิดจากการที่คนนอกพยายามเข้าไปแทรกแซง และจัดการแนวความคิดทางการเมืองที่ตัวเองนั้นกลัวว่าจะลุกลาม และเป็นเหตุให้ตัวเองเสียพื้นที่ของการสนับสนุนทางการเมืองลงไป ซึ่งแน่นอนว่าในไซด์คิกซ์ที่เกิดขึ้นมันกำลังตั้งคำถามวิพากษ์ไปถึงตัวต้นเหตุตัวหนึ่งของสงครามเวียดนามซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่อเมริกาพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งในและนอกบ้านตัวเอง


แม้ว่าบทสัมภาษณ์จะไม่ได้มีอะไรที่หวือหวาหรือแปลกใหม่มากนัก แต่ความน่าสนใจมันอยู่ที่ตัวคาแร็คเตอร์ของตัวถูกสัมภาษณ์ค่อนข้างมากทีเดียว ท่าทีของการเป็นหญิงแกร่ง ความชัดเจนในการนำเสนอด้วยคำพูดที่ชัด และมั่นใจมันคอนทราสต์กับเพศสภาพ และสถานการณ์ที่พวกเธอกำลังเล่าอย่างมากทีเดียว และทำให้การเป็นสารคดีสัมภาษณ์ตัวละครของหนังสารคดีเรื่องนี้มีความโดดเด่นค่อนข้างมาก แม้ว่ามันจะเป็นหนังที่พูดถึงกลุ่มของผู้หญิงที่ต้องผ่านความเจ็บปวดในสงครามเวียดนามก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นการเลือกที่จะคอนทราสต์ในหลายๆจุดที่มีระดับของความรุนแรง ความแข็งกร้าวของภาพ หรือฟุตเตจที่ใส่เข้ามากับความอ่อนโยน ซึ่งในแง่ของอารมณ์แล้วนอกจากที่มันจะคอนทราสต์ความรู้สึกได้อย่างดีแล้ว ในแง่ของความหมาย โดยเฉพาะในซีนที่หนังเอาภาพการแสดงของ 'Aretha Frankin' ในเพลง 'Respect' เข้ามาใส่ มันมีความหมายทั้งในเชิงของอารมณ์ และเนื้อหาอย่างรุนแรงทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นผลพวงที่หนังเองสร้างขึ้นในการคอนทราสต์ด้วยความไม่เกี่ยวเนื่องจากแหล่งภาพที่มาอื่น มันช่วยบอกความเป็นไป และการเคลื่อนไหวส่วนที่เหลือของโลกทั้งในเชิงวัฒนธรรม และสังคมในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งความเจ็บปวดส่วนหนึ่งมันมาจากการที่หนังเล่าเรื่องของพวกเธอทั้งสี่คน แต่ความเฉิดฉายผ่านภาพจำฝังแน่นกลับมีภาพของพวกเธอทั้งสี่ผ่านงานทางศิลปินเพียงน้อยนิด ถือเป็นงานที่การคอนทราสต์เล่าเรื่องราวได้เยอะทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น