Header Ads

Venice 2018: José ★★★★

 
Venice 2018: José (by Li Cheng)
★★★★

หลังจากชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมที่เทศกาลหนังเม็กซิโกเมื่อสี่ปีก่อนหลังจากย้ายจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาอยู่ในอเมริกา และเริ่มทำหนังเป็นเรื่องแรกอย่าง 'Joshua Tree' ชื่อของผู้กำกับเชื้อสายจีนอย่าง 'Li Cheng' ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ภายหลังการย้ายไปอาศัยอยู่ในหนึ่งประเทศที่ชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลกอย่างกัวเตมาลา เขาก็ทำหนังเรื่องที่สองที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นชนชั้นล่างที่ต่างต้องดิ้นรนมีชีวิตรอดไปวันๆ กับการเตรดเตร่อย่างไร้จุดหมาย มีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้า จนวันหนึ่งเขาพบกับคนหนึ่งและนั่นสร้างความรู้สึกที่เปี่ยมความหมายให้กับชีวิตของเขา และที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ หนังเรื่องที่สองของเขาสามารถคว้ารางวัล 'Queer Lion' รางวัลหนังเยี่ยมสำหรับกลุ่มหนังที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศจากเทศกาลหนังเวนิสไปครองได้ เหนือหนังตัวเก็งจากสายประกวดเรื่องสำคัญหลายต่อหลายเรื่องทั้งในสายหลัก และสายรองของเทศกาลหนังไปนี้ ตัวหนังเองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในกัวเตมาลา และที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นทั้งการดึงโทนของหนังตลอดจนวิธีการเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นมันมีความเป็นหนังละตินอเมริกาค่อนข้างสูงมากจนไม่คิดถึงเลยว่าผู้กำกับเองนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่น ผลลัพธ์ของหนังที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะนึกถึงหนังรางวัลใหญ่สุดของเทศกาลเมื่อไม่กี่ปีก่อนอย่าง 'From Afar' 


ความคล้ายคลึงที่สังเกตได้อย่างชัดเจนระหว่างหนังเรื่องนี้กับหนังรางวัลสิงโตทองคำที่สร้างความฮือฮาเมื่อไม่กีปีที่แล้วมีความคล้ายกันทั้งในเรื่องของการเล่าเรื่องด้วยความนิ่ง และเผาผลาญตัวเองไปอย่างช้าๆ และประเด็นที่สะท้อนภาพของการดิ้นรนของชนชั้นล่างที่เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่ได้เอื้อให้พวกเขาเองมีชีวิตที่ดีมากนัก ซึ่งความคล้ายคลึงน่าจะเกิดจากปัญหาทั้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นที่มีความคล้ายคลึงกันในทั้งในกัวเตมาลา และเวเนซูเอล่า ดังนั้นภาพฉายแรกของหนังเรื่องนี้จึงเป็นการสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดิ้นรนในการใช้ชีวิตในประเทศที่ไม่เอื้อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายในชีวิตของพวกเขาที่อยู่ในฐานะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยในประเทศที่ต้องดิ้นรนหารายได้ให้พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของพวกเขา เท่านั้นยังไม่พอความเตรดเตร่ความเลื่อนลอยของทิศทางในชีวิตของตัวละคร ทั้งผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ตลอดจนการปล่อยตัวเองไหลไปตามกระแสธารของเวลาที่ไหลไปอย่างเอื่อยเชื่อยในชีวิตประจำวันของเขา การตอบสนองที่แทบจะไม่ได้สร้างผลลัพธ์ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันของตัวละครต่อเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาปะทะในชีวิตของตัวละคร ตลอดจนการนำเสนอภาพของสังคมที่มีหัวอนุรักษ์นิยมทั้งในเรื่องของการยอมรับความหลากหลายทางเพศสภาพ หรือเรื่องของความคาดหวังในสาระบบระดับขั้นที่เกิดขึ้นในตัวลูกชายภายในครอบครัว สะท้อนกรอบที่บีบรัดตัวละครได้อย่างชัดเจน


ความน่าสนใจของหนังที่ต่อเนื่องจากประเด็นที่เกิดขึ้น ยังขยายไปถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ทั้งในเชิงของบริบทเศรษฐกิจ สังคม และในเชิงประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับร่องรอยที่เหลืออยู่ของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรื่องในอดีตในแถบละตินอเมริกา พอมันเอาสิ่งต่างๆที่หยิบใส่เข้ามาสร้างภาพเชิงเปรียบเทียบ สร้างความหมายซึ่งกันและกันด้วยแล้วนั้น มันยิ่งทำให้เห็นผลลัพธ์ทั้งในลักษณะของความล่มสลาย หรือการกอดรัดตัวเองที่แน่นจนแทบหายใจไม่ออกได้อย่างแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น การผสมกลมกลืนของตัวบุคคลตัวเล็กๆที่เกิดขึ้นในภาพฉากหลังที่เป็นความวุ่นวาย และความจอแจของสังคมในเมืองกลับยิ่งสร้างความเหงาความเปล่าเปลี่ยวให้เกิดขึ้นในใจของตัวละครได้อย่างแจ่มชัด ในสถานที่ที่บ้านดูจะเป็นที่แห่งเดียวที่มีความอบอุ่นสอดแทรกอยู่ในความรู้สึกของตัวละครในตอนต้นเรื่อง แต่เรื่องราวกลับถูกท้าทาย เมื่อหนังเองหยิบเอาเงื่อนไขของเรื่องราวตัวใหม่ใส่เข้ามาที่เป็นความรักความรู้สึกเชิงบวกที่ตัวละครพัฒนาการตัวเองกับเงื่อนไขใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ภาพของชายสองคนซ้อนมอเตอร์ไซค์กระเซ้าเย้าแหย่ท่ามกลางใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มในแสงแดดที่อบอุ่น ท่ามกลางต้นไม้ข้างทางเขียวขจีบ่งบอกความรู้สึกที่บานสะพรั่งท่ามกลางส่วนที่เหลือที่เหี่ยวเฉาอย่างชัดเจนของตัวละคร และเมื่อเงื่อนไขถูกเอาออกไป เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงลบของเรื่องราวได้อย่างดี


มันกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนให้เห็นถึงสถานะของตัวละครในสังคมที่ถูกบังคับให้เป็นสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่ตัวตนของตัวเองได้อย่างชัดเจน การจัดแสงไฟที่ขมุกขมัว บรรยากาศของความสิ้นหวังในสีเหลืองที่ใช้เป็นสีหลักของเรื่องราว ตลอดจนการจัดวางตำแหน่งของตัวละครในภาพ และการเลือกสถานที่ที่จะเล่าเรื่องราวของตัวละครตัวนี้ มันสื่อความหมายของการเป็นคนชายขอบที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์กลางของความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรมที่ทำให้ตัวตนของเรานั้นมลายหายไปได้อย่างแจ่มชัด ความรุ่งเรืองในครั้งหนึ่งของอารยธรรมกลายเป็นภาพเลือนลางที่ใกล้สูญสลาย ท่ามกลางความรู้สึกของตัวตนของตัวละครที่หม่นหมองลงทุกขณะ และตามหาความสุขความสมบูรณ์ของชีวิตได้อย่างยากยิ่ง มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของตัวละครที่เมื่อสิ่งรายล้อมรอบตัวไม่มีความหมายอีกต่อไป แม้ว่าหนังเองจะยังมีจุดบกพร่อง โดยโดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์กับตัวละครแม่ที่ยังไม่เข้มแข็งมากพอ และจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ยังน้ำหนักเบามากไปเสียหน่อย แต่ในรายละเอียดตลอดจนประเด็นที่ถูกนำเสนอ ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม และน่าสนใจว่าผู้กำกับจะทำหนังเรื่องต่อไปออกมาในลักษณะไหน ซึ่งเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างดีในความล่มสลายของความไร้ตัวตนที่ถูกถ่ายทอดได้อย่างสิ้นหวังงดงาม


ไม่มีความคิดเห็น