Header Ads

Venice 2018: Manta Ray ★★★★


Venice 2018: Manta Ray (by Phuttiphong Aroonpheng)
★★★★

หลังจากประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับภาพมือเก่งของวงการหนังเมืองไทย หลังจากกำกับหนังสั้นหลายต่อหลายเรื่อง และได้รับเสียงชื่นชมจากหนังสั้นเรื่องก่อนหน้าอย่าง 'ชิงช้าสวรรค์' คราวนี้ถึงคราวที่เขาได้กำกับหนังขนาดยาวเรื่องแรกที่เรียกได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาสมกับคุณภาพชั้นเยี่ยมที่ตัวหนังทำได้ อย่างรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสายรองของเทศกาลหนังเวนิสอย่าง 'Horizons Award' ซึ่งกลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังระดับโลกแห่งนี้ไปได้ เป็นหนังไทยกลุ่มจำพวกที่นำเสนอความเร้นลับของธรรมชาติ ความแฟนตาซีเหนือจริงของเรื่องราวเชิงสัญลักษณ์ ในลักษณะทางของผู้กำกับในสายธรรมชาตินิยม หรือการเน้นสำรวจเรื่องราวผ่านพื้นที่ การเล่นกับเรื่องราวในลักษณะของความจริงที่ซ้อนทับกัน การมีหรือไม่มีอยู่ได้รับอิทธิพลมาจากหนังของผู้กำกับไทยหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ที่ตกทอดมาจากการกำกับภาพให้หนังของผู้กำกับไทยหลายเรื่องที่ทำมาก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น 'มหาสมุทร และสุสาน' และ 'แวนิชชิ่ง พ้อยท์' เองก็ดี แต่ผลลัพธ์ผ่านการเรียบเรียงเรื่องราว การเชื่อมต่อสัญลักษณ์และยึดโยงออกมาเป็นโลกของตัวเองทำให้ผู้กำกับที่ถึงแม้จะกำกับหนังขนาดยาวเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแรกสร้างงานชั้นยอด และกลายเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดของปีอย่างไม่ต้องสงสัย


จากชื่อหนังเอง และการเกริ่นนำตอนต้นของเรื่องที่เหมือนใช้เป็นโครงการเล่าเรื่องสำคัญที่เอาไปปฏิสัมพันธ์กับเรื่องเชิงพื้นที่ ประเด็นแรกที่หนังเองหยิบยืมความเป็นกระเบนราหู ทั้งในเชิงวิชาการที่พูดถึงการเป็นสายพันธ์ุที่ถูกคุกคามค่อนข้างมากในปัจจุบัน การที่ที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นหลักแหล่งแน่นอนชัดเจนมากนัก การออกลูกเป็นตัวซึ่งเกิดขึ้นจำนวนไม่มากนักในแต่ละครั้ง รวมไปถึงการที่มันเป็นสัตว์ที่อยู่รอดมาตั้งแต่ต้นยุคไมโอซีนประมาณราว 23-5 ล้านปีก่อน ซึ่งในช่วงท้ายของยุคนี้บรรพบุรุษของมนุษย์พึ่งจะแยกตัวออกจากบรรพบุรุษของชิมแพนซี แต่ผลกระทบของการประมง การล่ากระเบนอย่างหนักในทะเลเขตร้อนทั่วโลกทำให้กระเบนราหู หรือกระเบนแมนตาเสี่ยงสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการที่หนังเองหยิบยิมสถานะของสิ่งมีชิวิตที่ไร้ขอบเขต และเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกเก่าที่เหนือพรมแดนใดๆที่จะกำเนิดขึ้นมาปิดกั้น เชื่อมโยงกับการที่หนังเรื่องนี้ประกาศตัวชัดเจนของการอุทิศให้กับชาวโรฮีนจาทุกคน แน่นอนว่าประเด็นนี้ไม่สามารถปัดความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยไปได้อย่างแน่นอน จากวิกฤติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในพม่า ลามมาจนถึงการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในไทยต่อชาติพันธุ์ของโรฮีนจา มันตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์เชิงมนุษยนิยมที่อยู่เหนือขอบเขตเส้นแบ่งพรมแดนใดๆ และสะท้อนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากเส้นแบ่งที่เราต่างพยายามสร้างขึ้น


แน่นอนว่าการยึดโยงสัญลักษณของหนังเองถูกวางเอาไว้อย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการเป็นชาวโรฮีนจา คนไทยที่เหมือนถูกผลักออกไปชายขอบ และกระเบนราหูที่ในอดีตชนเผ่าบางเผ่าในอเมริกาใต้เองก็นับถือ ซึ่งในหนังเรื่องนี้มันก็ถูกวางในฐานะของความลึกลับ สิ่งที่อยู่เหนือความจริง การยึดโยงของสามส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งมีหลายซีน หลายฉากที่หนังเองเอาตัวละครทั้งสามหลักเข้ามาซ้อนทับตัวตนกันอย่างจงใจ เพื่อสะท้อนความหมายที่มากไปกว่าความหมายเชิงกายภาพ การสำรวจอัตลักษณ์ของตัวตนที่สะท้อนผ่านความลื่นไหลของภูมิศาสตร์ชาติพันธุ์ในหนังมีความชัดเจน และค่อนข้างแข็งแรงทีเดียว การเอามาตั้งคำถามซ้อนทับไปกับเส้นแบ่งของความสัมพันธ์ของชายสองคนที่ถูกทำให้ซ้อนทับกัน และเป็นในเชิงโรมานซ์อยู่แทบทุกครั้ง การเอาตัวละครสองตัวนี้เข้ามาพัวพันกันสร้างคำถามถึงชาติพันธุ์ ซึ่งมันมีความคล้ายกัน และเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออกนัก เมื่อเรื่องราวเดินเรื่องไปเรื่อยๆ การหายไปของความหมายของส่วนหนึ่ง และการมาถึงของความหมายของอีกส่วนหนึ่งนั้น ทำให้เปิดหน้ากระดานของการตั้งคำถามในอีกทางหนึ่งเกิดขึ้น กับประเด็นเรื่องชาติ และครอบครัว ผ่านตัวภรรยาที่ทิ้งไปซึ่งถูกวางอุปมาอุปมัยเอาไว้ได้อย่างมีน้ำหนัก และการลงกับองค์สุดท้ายที่เอาน้ำหนักของทั้งสองทางเข้ามาให้ตัวละครเองได้ตัดสินใจ


ซึ่งหนังเองก็มีข้อสรุปที่ชัดเจนในเส้นเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต่างอะไรจากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ วิญญาณของผู้อพยพที่ถูกฝังอยู่ลึกในป่า ที่มันมีค่า มีความงดงาม แต่ความงดงามเหล่านั้นกลับกลายเป็นความกลัวที่คนท้องถิ่นเอง คนไทยเองก็ยังไม่อยากรับรู้ไม่อยากสัมพันธุ์มัน ความสวยงามของความสัมพันธ์ุของความเป็นมนุษย์ ความเป็นพี่น้องกันนั้นถูกพรมแดนที่เราต่างสร้างขึ้นมาลดทอนคุณค่าของความรู้สึกเหล่านั้น กลายเป็นเพียงความสวยงามที่เกิดขึ้นเพียงวันท้องฟ้าเปิด วันที่พระจันทร์เต็มดวง วันที่กระเบนจะมีโอกาสได้ผสมพันธุ์เพียงนานนานครั้ง ซึ่งกระเบนในหนังเองยังถูกทำให้เป็นเพียงเรื่องเล่า เป็นเพียงสิ่งที่ไม่มีตัวตนที่คนที่มีตัวตนจริงๆในหนัง สัมผัสมันผ่านการกวักน้ำเรียก และโยนของล้ำค่าที่ตัวเองไปขุดเจอในป่าเท่านั้นเอง ยิ่งกว่านั้นเรายังเลือกที่จะทำลายสัดส่วนของความเชื่อนอกป่าที่เกิดขึ้น ด้วยการลากอวนประมง ด้วยการทำลายโอกาสของความงดงามของกระเบนที่เหลืออยู่ จนเราไม่อาจหาความงดงามที่จะสัมผัสความรู้สึกของความเป็นตัวตนอันแผ่วเบาของคนไทยอย่างเรา การสร้าง และทำลายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นมันช่างเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยว อ้างว้างเหมือนสายตาที่ทอดยาวออกไปในทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันกลายเป็นหนังที่วิพากษ์ไม่เพียงแต่ในระดับปัจเจกบุคคล แต่ในระดับความสัมพันธ์เชิงชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ของภูมิศาสตร์ที่ไร้พรมแดนในโลกยูโทเปียที่มลายหายไปแล้วในสังคมไทยที่โอบกอดตัวเองแน่นขึ้นทุกขณะ ธงชัยของเราอาจไม่งดงาม ไม่โบกไสวดั่งเช่นในอดีตอีกแล้ว ในช่วงเวลาที่ความเป็นคน มาก่อนชาติและพรมแดน 'พุฒิพงษ์ อรุณเพ็ง' สร้างคำถาม และสำรวจเงื่อนไขของความสัมพันธ์เชิงอุปมาอุปมัยได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ


ไม่มีความคิดเห็น