Header Ads

Venice 2018: On My Skin ★★★


Venice 2018: On My Skin (by Alessio Cremonini)
★★★

หนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับชาวอิตาลีอย่าง 'Alessio Cremonini' ที่เข้าฉายในสายรองของเทศกาลหนังเวนิส และคว้ารางวัลทางด้านงานแสดง รวมไปถึงรางวัลภาพยนตร์อิตาเลี่ยนยอดเยี่ยมไปครอง นำเสนอเรื่องราวของคดีที่เกิดขึ้นที่เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในอิตาลีในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ถูกจับกุมในคดีเล็กน้อยอย่างการครอบครองโคเคน และสารเสพติด ซึ่งกลายเป็นคดีความใหญ่โตทั้งเรื่องที่เกี่ยวพันกับการทุจริต และการละเมิดสิทธิในองค์กรตำรวจ และระบบยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ จนนำมาซึ่งข้อถกเถียงในวงกว้างหลังเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชายที่ถูกจับกุม หนังโฟกัสที่เรื่องราวของตัวละครนำของเรื่องผ่านทั้งเรื่องราวของความเป็นหนังดราม่าหนักในประเด็นของครอบครัว และการสะท้อนการละเมิดสิทธิผู้ต้องหา ซึ่งรวมไปถึงความพิกลพิการของระบบกระบวนการยุติธรรมในประเทศด้วย ซึ่งหนังเองก็สร้างผลลัพธ์ที่ดีออกมา แม้จะมีข้อบกพร่องของการให้เวลาพัฒนาการเชิงประเด็นที่ค่อนข้างหนักหน่วงที่ยังออกมาไม่มากพอ แต่มุมมองที่หนังเองพยายามเล่าผ่านตัวละครนำในเรื่องที่สร้างความคลุมเครือของหลักเหตุผลการตัดสินใจ ซึ่งสามารถให้ผลลัพธ์ออกมาได้ในหลายทาง มันก็ทำให้หนังสร้างเลเยอร์กับตัวละครนำที่ใช้เป็นจุดโฟกัสของเรื่องราวได้ดีไม่น้อยทีเดียว และทำให้ความเป็นหนังดราม่าที่มีวิธีการการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจำเจแบบนี้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจออกมาได้ อย่างน้อยก็คู่ควรกับรางวัลหนังอิตาลียอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเวนิสในปีนี้ ยังไม่รวมถึงการส่องสปอตไลท์เข้าที่การแสดงที่หนังเองดึงโฟกัสไว้ตรงจุดนี้ได้ดีทีเดียว


ห้าปีก่อนผู้กำกับแจ้งเกิดจากหนังดราม่า 'Border' เรื่องราวของพี่น้องสองคนที่ดันไปข้องแวะกับชายที่หลบหนีตำรวจ ซึ่งหนังเองก็มีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของตำรวจสอดแทรกในหนังอยู่เช่นกัน หนังเรื่องนี้ของเขาฉายในเทศกาลหนังโรม และเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำของอิตาลีสำหรับหนังเรื่องแรก และชื่อของเขาก็ถูกจับตามองมานับตั้งแต่นั้น สำหรับหนังเรื่องใหม่ที่คาดว่าในฤดูกาลรางวัลจะไปได้ไกลกว่าหนังเรื่องแรกของเขา ซึ่งในตอนนี้เน็ตฟลิกซ์เองก็ซื้อสิทธิในการจำหน่ายไปแล้วด้วย แม้หนังเองจะมีกรรมวิธีในการเล่าเรื่องที่เหมือนหนังดราม่าอาชญากรรมที่เราเองสัมผัสกันอยู่บ่อย ทั้งเรื่องของการไล่เรียงประเด็นเรื่องราวที่ค่อยๆขยับขยายตามไทม์ไลน์เวลา นับตั้งแต่ตัวละครเองถูกจับ และหนังเองก็พยายามปูพื้นหลังที่มาที่ไปความสัมพันธ์ของตัวละครกับครอบครัว ตลอดจนการพยายามสำรวจช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการใส่ตัวหนังสือเข้ามาบอกการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นของไทม์ไลน์ เอาเข้าจริงแล้วในส่วนนี้เหมือนหนังเองจะแบ่งการโฟกัสส่วนของเรื่องราวออกเป็นสองส่วนด้วยกันผ่านสองโฟกัส อันดับแรกแน่นอนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของหนัง กับการเล่าส่วนของตัวละครนำที่ถูกจับ และส่วนที่สองที่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวหลังตัวละครถูกจับ การตัดสลับตรงส่วนนี้ แน่นอนว่าในทางหนึ่งมันเองสามารถขยับขยายส่วนของมุมมองให้เห็นมิติที่กว้างมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็ลดทอนความแข็งแรงของเส้นเรื่อง ของแกนเรื่องที่พยายามจะผลักดันส่วนของตัวละครนำออกมา คือจะเห็นว่าการเล่าสองส่วนมันมีน้ำหนักที่เท่ากัน ใกล้เคียงกันมากเกินไป มันจึงค่อนข้างแย่งน้ำหนักกันอยู่พอสมควร


ที่นี้ส่วนที่หนังเองทำได้ค่อนข้างน่าสนใจเป็นส่วนหลักของเรื่องที่เล่าผ่านตัวละครนำ ที่โฟกัสสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนำ และเล่าเรื่องราวต่างๆว่าทำไมตัวละครนำถึงแสดงพฤติกรรมต่อต้านที่เกิดขึ้น เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ตัวละครนำเองแสดงออกมาไม่ได้ชี้ชัดให้เห็นถึงที่มาที่ไปของการตัดสินใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเหล่านี้ท่ามกลางความเทาของคดีความที่มีข้อถกเถียงค่อนข้างมากในอิตาลีเองมันก็ดูจะเอาตัวรอดจากการทับถมโดยฝ่ายตรงข้ามที่มีมุมมองของการพิพากษาเหตุการณ์ไปแล้วได้ แต่ในขระเดียวกันการที่หนังเองไม่กล้าลงน้ำหนักเกี่ยวกับทางใดทางหนึ่งนั้น มันทำให้ภาพของความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นกับตัวละครสร้างเลเยอร์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของความลับที่ตัวละครเองปกปิดไว้อยู่ การพยายามปกป้องครอบครัวโดยการไม่สร้างเรื่องราวให้เกี่ยวพันกับครอบครัวของเขามากนัก หรืออาจจะเป็นการแก้แค้นต่อระบบยุติธรรมที่เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิที่เป็นปัญหาเหมือนกันแทบทุกประเทศทั่วโลก คือความไม่ชัดเจนตรงส่วนนี้มันสร้างความหลากหลายที่มีต่ออารมณ์การตระหนักรับรู้ผ่านตัวละครได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความสิ้นหวัง หรือความชื้นใจ สิ่งเหล่านี้มันทับถมอยู่ในความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจนที่หนังเอสร้างขึ้น และชะตากรรมที่ดูเหมือนจะชวนหดหู่ของตัวละครมันก็ตอบรับกับทิศทางนี้ของหนังได้ดีทีเดียว มันกลายเป็นว่าการที่หนังเองไม่ลงน้ำหนักที่ชัดเจน และสร้างความคลุมเครือกับตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้กลับทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น มากกว่าการที่มันไปลดทอนความดีงามที่เกิดขึ้นกับตัวหนังเสียอีก


การเคลื่อนไหวในสามส่วนสำคัญของเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทีของตัวละครนำ ความพยายามของครอบครัว และการดิ้นรนของตำรวจในการทำคดีในหลายช่วงของเหตุการณ์มันมีความน่าสนใจ เพราะการขยับขยายเรื่องราวด้วยการเคลื่อนไหวของเรื่องราวในทั้งสามส่วนนั้น มันเหมือนการเล่นแร่แปรธาตุ เหมือนการพยายามในการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอยู่เนืองๆ การพยายามในสิ่งต่างๆของตัวละครในทั้งสามส่วน และตัดสลับด้วยเหตุการณ์อีกฟากหนึ่งของเส้นเรื่องสร้างไดนามิกของการเคลื่อนไหวผ่านช่วงเวลาในแต่ละวันที่ผ่านพ้นไปได้ดี เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในเส้นเรื่องหนึ่งที่ขยับขยายไปไกล แต่กลับเห็นการพยายามในอีกเส้นเรื่องหนึ่งพึ่งจะเกิดขึ้น เอาเข้าจริงแล้วส่วนของเรื่องที่ดูจะเป็นต่อมากที่สุดเห็นจะเป็นส่วนของตำรวจ และการเพิกเฉยของการแพทย์ที่มีต่อคดีความ ประเด็นตรงนี้มันโอบล้อมตัวละครนำ และครอบครัว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในอีกสองเส้นเรื่องได้อย่างน่าสนใจ การบีบของเส้นเรื่องหนึ่งมายังอีกเส้นเรื่องหนึ่งไล่เรียงระดับของอำนาจของความโหดร้ายของกระบวนการยุติธรรม และตำรวจที่มีอิทธิพลเหนือการดิ้นรนที่เกิดขึ้นในอีกสองเส้นเรื่องได้ดี และความเป็นดราม่าที่หลอกหลอนตัวละครได้ดีมันเกิดจากการสร้างพลังที่เหนือกว่าของอีกเส้นเรื่องหนึ่ง มันทำให้ระบบที่เกิดขึ้นสะท้อนการพยายามหลีกหนีและดิ้นรนของตัวละครต่างๆในเรื่องได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถือเป็นหนังอิตาเลี่ยนที่อาจจะค่อนข้างคลิเช่ แต่ในรายละเอียดตลอดจนการวางโฟกัสที่มีความคลุมเครือผ่านตัวละคร และการไล่ระดับอำนาจของการตำรวจและยุติธรรมต่อพลเมืองน่าสนใจไม่น้อย


ไม่มีความคิดเห็น