Header Ads

Venice 2018: Truk ★★★

 
Venice 2018: Truk (by Sarah Marx)
★★★

การเอาเรื่องของภาวะซึมเศร้าของแม่ และการถูกจองจำในคุกของลูกชาย เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการสำรวจความหมายของการดิ้นรนในชีวิตในหนังเรื่องแรกของผู้กำกับสาว 'Sarah Marx' ที่เข้าฉายในสายรองอย่าง 'Orizzonti' ของเทศกาลหนังเวนิสในปีนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าเทศกาลหนังเวนิสจะได้แจ้งเกิดผู้กำกับหน้าใหม่ที่เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาแล้ว แม้ว่าประเด็นที่เธอนำเสนอในหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ รวมถึงวิธีการต่างๆที่เธอนำเสนอเองก็ดี แต่การวางส่วนต่างๆรายล้อมตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครลูกชายที่เหมือนเป็นแกนกลางของเรื่องราวในหนัง ตำแหน่งของสิ่งรอบๆมันทำให้หนังสามารถสร้างสมดุลของเรื่องราว การวางน้ำหนักในส่วนต่างๆได้ดีมากยิ่งขึ้น ในหนังของเธอที่เล่นกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกชาย การพยายามดิ้นรนของลูกชายภายหลังการออกมาจากคุก ทั้งในการพยายามดูแลแม่ของลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำงานข้างนอกที่เกี่ยวพันกับสิ่งผิดกฎหมายเองก็ตามที จะเห็นว่ามันเป็นขอบเขตของหนังที่คลิเช่ และไม่ได้สร้างพื้นที่ที่แปลกใหม่มากนัก แต่ผลลัพธ์ของการให้น้ำหนัก และการตั้งคำถามของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังของเธอต่างหากที่สร้างผลลัพธ์ที่ทำให้เธอน่าสนใจ และเป็นที่น่าจับตามองมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่ประเด็นของหนังเรื่องนี้เป็นประเด็นที่พบได้ในหนังดราม่าความสัมพันธ์หนักๆเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง


การวางคำถามเรื่องของคุกน่าสนใจตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังนำเสนอภาพของชีวิตของลูกชายก่อนออกจากคุกมาในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ภาพที่ถูกเล่าออกมาในทางที่ไม่สบายใจ มันดูเหมือนชีวิตประจำวันทั่วไปที่ตัวละครก็ใช้ชีวิตมีความสุขในแบบที่เขาเป็น หลังจากนั้นเพียงช่วงเวลาอันสั้นเรื่องราวได้เริ่มต้นหลังจากที่ตัวละครต้องออกจากคุกมาดูแลแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า และดูเหมือนว่าหลายๆสิ่งเริ่มไม่ได้สวยงามอย่างที่คาดคิด ทั้งในฐานะตัวบุคคลคนหนึ่งที่พยายามหาทางเลี้ยงตัวเอง และโดบเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของลูกชายที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยอยู่ หนังสร้างปัญหารายล้อมตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับแฟนสาว หรือสิ่งที่ดูไม่ค่อยปกติในความสัมพันธ์ที่ลูกชายมีต่อคนที่พยายามช่วยดูแลแม่ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าไปพัวพันกับเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่มีประเด็นความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีในครอบครัว มันกลายเป็นปัญหาที่หนังเองสร้างให้รายล้อมตัวละคร และนั่นกลายเป็นบททดสอบที่สำคัญของชีวิตตัวละครที่ต้องพยายามปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ซึ่งหนังเองนำเสนอภาพของการดิ้นท่ามกลางปัญหาเหล่านั้นที่เกิดขึ้นของตัวละครออกมาได้อย่างเปี่ยมความรู้สึก มันเหมือนกับว่าตัวละครได้เจอคุกที่เกิดจากปัญหาในสภาพจิตใจของผู้เป็นแม่หลังจากออกจากคุกมา ความรู้สึกของการบีบรัดภายหลังจากที่ตัวละครออกจากคุกมามันรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำไป และมันสร้างความหมายของความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเด่นชัด


ด้วยความที่ผู้กำกับเองเคยอยู่เบื้องหลังงานทางด้านมิวสิควิดีโอ หรืองานทางดนตรีแร็พมาก่อนหน้านี้ การหยิบเอาส่วนสำคัญของเรื่องราวส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในงานคอนเสิร์ต รวมไปถึงการวางตัวละครให้เดินหลงทางอยู่ท่ามกลางคนนับร้อยในแสงสีในผับ มันกลายเป็นจุดสำคัญของเรื่องที่คอนทราสต์ความรู้สึก แยกตัวตนเดี่ยวของตัวละครออกมาให้เห็นถึงความรู้สึก ให้คนดูโฟกัสในอารมณ์ของตัวละครอย่างชัดเจน ปราศจากการวางความวุ่นวายเข้ามารบกวน ซีนต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้มันทำให้หนังมีน้ำหนักคอนทราสต์พื้นที่ของความรู้สึกของตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นลูกชายมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ส่วนใหญ่ของเรื่องราวตัวละครต้องวนเวียนกับความรู้สึก ต้องปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวผ่านตัวละครอื่นอยู่ตลอดเวลา ภาพของการตกย้ำหรือฉายทับการวนเวียนอยู่กับที่ของชีวิตตัวละครที่ไม่อาจหลีกหนีจากคุกใหม่ที่ถูกจองจำจึงได้เกิดขึ้น และหนังเองก็พัฒนาการเรื่องราวไปเรื่อยๆ และให้ตัวละครได้ตัดสินใจสิ่งสำคัญในช่วงท้ายเรื่องที่มันเป็นความล่มสลายของความรู้สึกของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะมีที่ยืนในสังคม และการเป็นลูกชายที่ดีคนหนึ่งเพียงเท่านั้น


ด้วยการที่หนังเองพูดถึงเรื่องคุก ซึ่งย่อมมีการให้น้ำหนักของประเด็นความสว่าง ความเทา ความดำที่เกิดขึ้นในเชิงจริยธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของคนอยู่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เอาเข้าจริงแล้วจะว่าไปมันก็ดูจะไม่เชิงว่าหนังเองให้ภาพความดำในกรณีของส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคุกด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่หนังเองให้น้ำหนักน่าจะเป็นเรื่องของยาที่เกิดขึ้นภายหลังมากกว่า ดังนั้นจะเห็นว่าประเด็นตรงส่วนนี้สำคัญมาก การหยิบยกเรื่องของยาเข้ามา ไม่ใช่ในเชิงของการให้น้ำหนักเรื่องของการถกเถียงเพราะสิ่งที่หนังเองวางเอาไว้ เรื่องแนวคิด หรือการตระหนักในประเด็นของสารเสพติดในฐานะต่างๆมันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสารเสพติดที่เสพเพื่อความบันเทิงพอใจ หรือในเชิงของทางการแพทย์ บทสรุปในหลายช่วงของเหตุการณ์ที่เป็นผลพวงมาจากเรื่องของสารเสพติดในหนังเรื่องนี้มันสะท้อนความเข้มของสีที่ต่างกันออกไป และมันนำมาซึ่งการวิพากษ์วิเคราะห์ประเด็นการรับมือความเข้าในในสถานการณ์ที่ไม่สมบูรณ์ของตัวละครที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งการวางรายละเอียดของสิ่งต่างๆเหล่านี้ ตลอดจนการแบ่งสัดส่วนการเล่าเรื่องที่สะท้อนภาพของการดิ้นรนใช้ชีวิตในสังคมของตัวละครแต่ละตัวก็ถูกจัดวางไว้ได้ค่อนข้างลงตัว ถือเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะสิ่งที่เธอกำลังสร้างคำถามเกิดขึ้นในหนัง ไม่ได้ถูกให้คำตอบที่ตายตัว และการที่จะตอบคำถามเหล่านั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่งายเอาเสียเลย แม้แต่ในโลกเสรีปัจจุบัน


ไม่มีความคิดเห็น