Header Ads

Berlin 2018: An Elephant Sitting Still ★★★★★


Berlin 2018: An Elephant Sitting Still (by Hu Bo)
★★★★★

ผลงานขนาดยาวกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวจีน 'Hu Bo' ที่ให้ผลลัพธ์ของงานระดับมาสเตอร์พีซที่หนักแน่นในการสร้างบรรยากาศ และนำเสนออารมณ์ที่ปวดร้าวได้อย่างลึกซึ้ง กลายเป็นหนังแจ้งเกิดของเขาจากสายฟอรั่มของเทศกาลหนังเบอร์ลินปีนี้เรียกเสียงฮือฮาด้วยความยอดเยี่ยมของการเป็นหนังที่มีความยาวเกือบสี่ชั่วโมง หนังเองสามารถคว้ารางวัล 'Special Mention' สำหรับหนังเรื่องแรกยอดเยี่ยมไปครองได้ รวมถึงรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติไปครองด้วย ความน่าสนใจของหนังอยู่ที่การใส่ความแปลกประหลาดของเรื่องราวเข้ามาอย่างจงใจ แม้มันจะเป็นหนังที่เน้นการสำรวจความรู้สึกอันล่มสลายของตัวละครที่เราเองมักเห็นหนังจำพวกนี้เล่าเรื่องราวด้วยความเศร้า บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง แต่การหยิบความแปลกของเรื่องราวที่ดูไม่ได้มีที่มาที่ไปในหนัง ไม่ได้บอกที่มาที่ไปในหนังกลับสร้างเลเยอร์ให้กับเรื่องราวได้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นสิ่งที่หนังเรื่องนี้เองกำลังทำคือการให้พื้นที่ของความขบคิดต่อผู้ชมที่มีต่อสถานการณ์ในหลายช่วงเวลาที่ดูไม่ได้มีที่มาที่ไปบอกชัดเจนมากนัก และเอาเข้าจริงแล้วมันก็แทบไม่ได้สะท้อนน้ำหนักของการตัดสินใจออกมาอย่างเข้มข้นมากนัก ซึ่งตรงส่วนนี้ไม่ได้เป็นจุดบอดของหนังในทางกลับกันมันกลับยิ่งส่งเสริมให้เห็นถึงสถานการณ์ และภาวะการณ์ที่ตัวละครในเรื่องซึ่งแทบจะทั้งหมดเลยด้วยซ้ำเป็นอยู่ ซึ่งการที่หนังเองมีตัวละครในการเล่าเรื่องราวหลายตัวซึ่งโดยปกติแล้วการที่มีเรื่องราวยิบย่อยกว่าสี่เส้นเรื่องในหนังเรื่องเดียวกันนี้มันย่อมจะสร้างปัญหาอยู่แล้ว แต่การวางความสัมพันธ์ของการเชื่อมโยงเรืองด้วยตัวละครที่เข้ามาสัมพันธ์กัน และมีทิศทางของพัฒนาการของตัวละครในทิศทางเดียวกัน มันก็ทำให้หนังช่วยกลับปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นไปได้ดีทีเดียว


หนังเล่าเรื่องราวของตัวละครที่ดำเนินเส้นเรื่องอยู่สี่คนด้วยกัน ภาพของชายชราคนหนึ่งกำลังจะถูกครอบครัวของเขาส่งไปยังบ้านพักคนชรา เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีจากคดีที่ตัวเองไปทำให้เพื่อนต้องเข้าโรงพยาบาล ในขณะที่ตัวพี่ชายของเพื่อนกำลังไล่ลาตามหาตัว ส่วนหญิงสาวเพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งพยายามหลีกหนีจากแม่ของเธอ และดันตกหลุ่มรักครู เรื่องราวของตัวละครทั้งสี่ตัวถูกเชื่อมโยง และปฏิสัมพันธ์กันไว้อย่างน่าสนใจ สิ่งหนึ่งที่กำหนดทิศทางของหนังให้เดินทางมาในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือ การยึดโยงกับคำบรรยายของช้างตัวหนึ่งที่นั่งอยู่นิ่งๆเฉยๆโดยที่ไม่สนใจโลก ความหมกมุ่นจากคำบรรยายตอนช่วงต้นเรื่องถ่ายทอดกรอบของหนังได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นการวางท่าที และการสำรวจคาแร็คเตอร์ของตัวละครที่มีส่วนที่คล้ายคลึงกันถูกสำรวจออกมา อย่างการนำเสนอภาพของตัวละครหลักที่ดูเป็นตัวละครที่เป็นคนอ่อนแอ และไร้พลัง หนังเองสร้างภาพของตัวละครในลักษณะนี้ผ่านตัวละครทั้งสี่ตัว จะเห็นว่าความพยายามของตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องเลยก็ว่าได้ เหมือนพยายามเพื่อที่จะเอา จะไขว่คว้าบางสิ่ง หรือมีอำนาจเหนือบางสิ่ง แต่กลับพบว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นไปได้ กลับพบว่าตัวเองนั้นแสนจะอ่อนแอ และไร้พลังอำนาจใดๆ หนังเองสร้างสถานการณ์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ดูเหมือนตัวละครในเรื่องกำลังกุมอำนาจอยู่ อย่างเช่นการถือปืน แต่ไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะยิงมันออกไป การยิงมันออกไปดันเกิดจากความไม่ตั้งใจของตัวละคร แต่กลับตักตวงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และอนุมานไปว่าตัวเองมีพลังอำนาจที่ทำสิ่งนั้นได้ เป็นต้น หนังเองสะท้อนชะตากรรมของตัวละครในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง และมันยิ่งกดสถานภาพของตัวละครให้ไร้พลังมากยิ่งขึ้นไปอีก


ไม่ชัดเจนมากนักว่าหนังเองต้องการนำเสนอในประเด็นที่วิพากษ์อำนาจของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนด้วยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนังเองเซ็ตเรื่องราวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของอำนาจจีน ผลักดันออกไปเป็นเรื่องราวในพื้นที่ของคนชายขอบทางตอนเหนือของประเทศจีน และการที่หนังเองสร้างให้ตัวละครหมกมุ่นกับเรื่องราวของช้างในแมนจูเรีย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วในความเป็นแมนจูเรีย หรือเมืองแมนจูเรียนั้นก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานก่อนที่ญี่ปุ่นจะยึดครอง และก่อนที่จีนจะผนวกเข้าไปในตอนหลังด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในแง่มุมของการตีความการเลือกใช้พื้นที่ที่เหมือนเป็นจุดศุนย์กลางของการผสมผสานของความเป็นรัสเซีย จีน และมองโกเลียเข้าด้วยกันมันก็สร้างประเด็นเรื่องของความเป็นชาติพันธุ์อยู่ไม่น้อย และเอาเข้าจริงตรงส่วนนี้เองหนังเองก็มีการนำเสนอภาพของอำนาจของรัฐบาลกลางจีนที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือความเป็นชาวแมนจูเรียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรื้อถอนโรงเรียนเองก็ดี เอาเข้าจริงแล้วมันกำลังสะท้อนภาพใหญ่ของอำนาจที่รับบาลกลางจีนกำลังกดการเป็นเอกเทศ การบริหารดูแลตัวเองของชาติพันธุ์ที่ต่างออกไปจากชาวจีนกลุ่มใหญ่ในศูนย์กลางอำนาจหรือไม่ มันกำลังสะท้อนภาพอีกมุมหนึ่งที่รัฐบาลจีนพยายามเข้ามามีอิทธิพลเหนือชนกลุ่มน้อยตามดินแดนห่างไกลของจีนหรือไม่ ซึ่งหนังเองสร้างภาพของตัวละครในสถานที่เหล่านี้ที่ไร้อำนาจได้อย่างชัดเจนกลายเป็นบุคคลอ่อนแอ และรอเพียงชะตาฟ้าลิขิตให้ชีวิตเดินไป เมื่อหนังเองก็ย้ำหนักย้ำหนาหลายคราว่าชีวิตมันเลือกไม่ได้ และไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ที่ร้ายแรงมากกว่านั้นก็คือ มีหลายช่วงที่หนังใช้คำในทำนองว่าคนเราเป็นเหมือนขยะที่ไร้ราคา ไร้ค่า ไร้ความหมาย ซึ่งตัวละครหลักเองก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้แค่เพียงการเตะลูกขนไก่ เขาทำได้เท่านั้นจริงๆในชีวิต หนังเองประวิงภาพ แช่ภาพให้มีความช้าเหมือนช้างที่ดูเหมือนจะมีพลังอำนาจแต่กลับนั่งเฉยๆ ซึ่งสะท้อนภาพของตัวละครได้อย่างชัดเจน


ดังนั้นการเดินทางไปแมนจูเรียในเมืองที่ติดกับชายแดนรัสเซียนั้นก็สะท้อนภาพของการพยายามดิ้นรนเพื่อหาที่ยืน เพื่อหาเอกราชให้กับตัวเองด้วยในทางหนึ่ง หรือถ้าไม่แตะไปในเชิงประเด็นทางการเมืองแล้วมันก็เหมือนกับการที่ตัวละครที่เป็นคนธรรมดาไร้พลังอำนาจใดๆต้องหาความหมายของการมีชีวิต เพราะชีวิตที่เป็นอยู่มันแห้งเหือดเสียเต็มประดาแล้ว การไปดูช้างที่นั่งอยู่เฉยๆโดยที่ไม่สนใจโลก โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันจำยอมที่ต้องทำอย่างนั้น หรือว่ามันอาจจะรู้สึกมีความสุขที่ทำแบบนั้น หลายเป็นเป้าหมายที่ดูมีค่ามีความหมายกับตัวละครที่ชีวิตของตัวละครในขณะเวลานั้นไร้ความหมาย เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่สามารถเลือกได้ ไม่สามารถควบคุมได้ การถ่ายช็อตจากข้างหลังของตัวละครในขณะที่เดินไป และเร่งเร้าอารมณ์ด้วยดนตรีประกอบอธิบายความรู้สึกเชิงลึกของตัวละครออกมาได้อย่างดี ความเศร้า ความหม่นหมองที่เกิดขึ้นและค่อยๆกัดกินในใจของตัวละครส่งผ่านความรู้สึกลึกๆออกมาหาคนดูได้อย่างปวดร้าว การที่ไร้ซึ่งอำนาจ และการที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร การทลายรากเหง้าเดิมของรัฐบาลกลางจีนมันฝากรอยบาดแผลที่ฝังรากลึกลงไป ในขณะที่พวกเขานั้นมีชีวิต ใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเองกลับมองหา 'Something Else' สิ่งที่พวกเขาเองก็ยังไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ แต่มันกลับกลายเป็นความหวังที่ชวนหมกมุ่น และดูเหมือนชะตากรรมของพวกเขาจะยังไม่หมดลงเท่านั้น เพราะเส้นทางเดินของเขานั้นก็ดูเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ควบคุมไม่ได้อีกเช่นเคย มันกลายเป็นหนังที่สร้างความอึดอัดค่อนข้างมาก ผ่านการไร้อำนาจที่ตัวละครต้องเผชิญ มันทั้งสิ้นหวัง เจ็บปวด และเคว้งคว้างในความรู้สึกที่ก้นบึ้งของหัวใจ แม้แต่การที่ครั้งหนึ่งของชีวิตเคยเป็นผู้บัญชาการ เคยมีอำนาจในมือมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องถูกทิ้งอย่างไร้อำนาจในบ้านพักคนชรา มันกลายเป็นความเจ็บปวดของสัจธรรมของชีวิตมนุษย์บนโลกนี้ และเป็นมากหน่อยก็ตัวละครที่มีสถานภาพแบบในหนัง ถือเป็นงานมาสเตอร์พีซอย่างไม่ต้องสงสัย


ไม่มีความคิดเห็น