Header Ads

Berlin 2018: The Prayer ★★★

 
Berlin 2018: The Prayer (by Cédric Kahn)
★★★

กลายเป็นหนังที่แจ้งเกิดนักแสดงหนุ่มที่ส่วนมากรับบทเป็นตัวประกอบ และตัวรองหลายเรื่อง คราวนี้เขาแจ้งเกิดจากบทนำในหนังเรื่องนี้ที่ไปคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหมีเงินจากเทศกาลหนังเบอร์ลินครั้งล่าสุด ชื่อของเขาคือ 'Anthony Bajon' เราน่าจะได้เห็นเขาจากบทนำกันอีกหลายเรื่องนับจากนี้ สำหรับหนังเรื่องนี้ที่พูดถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ติดยา และถูกส่งไปบำบัดยังสถานบำบัดที่อยู่ใต้ความเชื่อของคริสตศาสนจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งแน่นอนว่าในพล็อตหนังกลุ่มนี้ย่อมต้องสำรวจการรับมือ การก้าวผ่านวัยเรียนรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง โลกของผู้ใหญ่ และตัวละครเองต้องพยายามปรับตัวให้สามารถมีชีวิตรอดได้ ซึ่งหนังเรื่องนี้เองก็ดำเนินเรื่องราวตามขนบแบบนั้น สำหรับ 'Cédric Kahn' นั้นเราเองจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดง และผู้กำกับชาวฝรั่งเศสสายรางวัลหลายเรื่อง โดยหนังของเขามักจะหยิบจับประเด็นของการก้าวผ่านวัย ซึ่งในที่นี้หมายความรวมถึงการก้าวผ่านวัยที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ด้วย โดยมักจะมีประเด็นของการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในสังคม ท่ามกลางปัญหา และสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นปัญหาในฝรั่งเศสด้วย แม้ว่าหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับเองอาจจะยังหยิบจับประเด็น และเล่าเรื่องด้วยท่าทีเรียบง่ายไม่ได้หวือหวามากเสียเท่าไหร่นัก แต่การที่เลือกที่จะเอาประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับเรื่องของความเชื่อทางศาสนามันก็สร้างเลเยอร์ของการวิพากษ์ประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และน่าสนใจอยู่ไม่น้อย


ถึงแม้ว่าพล็อตเรื่องของหนังเองจะเล่าเรื่องของการบำบัด การเยียวยาจากยาเสพติดของเด็กหนุ่มนคนหนึ่งผ่านสถานที่บำบัดที่เน้นการสวดภาวนาเพื่อเข้าถึงพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่รูปแบบ หรือพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่เสียเท่าไหร่นัก แต่ความน่าสนใจของหนังที่ทำให้หนังเองมีพื้นที่ที่พอจะสร้างแรงของการถกเถียงได้อยู่บ้างนั่นคือ การที่หนังเองไม่ได้ให้คำตอบที่ตายตัวมากนักในเชิงของการสร้างทางออกผ่านเรื่องราวทางศาสนา ว่าศาสนาสามารถใช้เป็นทางออกของการบำบัดได้มากน้อยแค่ไหน หรือแท้ที่จริงแล้วการมีอยู่ของพระเจ้านั้น กลับทำให้คนนั้นถูกกด ทำให้คนอ่อนแอลง และไม่กล้าเผชิญหน้ากับโลกของความเป็นจริง ประเด็นตรงส่วนนี้ตั้งคำถามเรื่องอำนาจของศาสนาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผ่านตัวละครนำของเรื่องที่ต้องประสบกับส่วนหนึ่งของความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวละครภายหลังเข้ากลุ่มบำบัดกลุ่มนี้ การดิ้นรนของตัวละครผ่านพื้นที่ของการตั้งคำถามในเรื่องราวที่เกิดขึ้น และปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อพระเจ้า และความเชื่อทางศาสนา และเอาเข้าจริงๆแล้วหนังเองกำลังสำรวจวจนะของพระเจ้าที่เคยพูดเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความรักไว้ได้ค่อนข้างแนบเนียน มันไม่ได้วางบทสรุปที่ตัวละครจะกระทำต่อประเด็นดังกล่าวเอาไว้ชัดมากนัก คือบทสรุปของเรื่องราวของหนังไม่ได้ให้คำตอบเราชัดเจนถึงแนวทางของตัวละครว่าท้ายที่สุดแล้วลงเอยอยู่ในกล่องของคำตอบเหมือนตัวละครอื่นๆรายล้อม หรือพยายามหลีกหนีจากสิ่งที่มันต้องเป็นและเผชิญหน้ากับความจริง โดยได้รับบทเรียนของการเปลี่ยนผ่านความเข้าใจในเรื่องความรักที่เกิดขึ้นจากช่วงบำบัด หรือมันอาจไม่ได้อะไรเลยจากสิ่งเหล่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันกลับยิ่งทำให้ความเป็นตัวเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ซึ่งความสวยงามผ่านช่วงเวลาของความเจ็บปวดของตัวละครถูกบอกเล่าได้อย่างดี และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวละครของหนังเองให้การแสดงที่ดดดเด่นค่อนข้างมาก ภาพสายตาของตัวละครที่ถอดยาวออกไปผ่านพื้นที่ของความว่างเปล่า ผ่านเส้นทางเดินที่เดินผ่านพ้นมาแล้ว ให้ความหมาย ให้ความรู้สึก และความเชื่อที่ตัวละครมีต่อการกระเทาะเปลือกของความสงสัยของการกระทำ และความเป็นไปของตัวเองได้อย่างชัดเจน พื้นที่ของความปวดร้าว ความเศร้า และความทุกข์ที่ถาโถมในความไม่แน่นอนของตัวละครถูกตั้งคำถาม และนั่นนำมาซึ่งการเดินทางของตัวละครที่จะไขปัญหา และทางออกในทางที่ตัวละครเลือก เอาเข้าจริงแล้วแม้ว่าพื้นที่ของการสำรวจที่เกิดขึ้นผ่านตัวละครหลักนั้น จะเต็มไปด้วยความรู้สึกทางด้านลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ของการผสมผสานขั้วของความรู้สึกด้านลบของตัวละครนั้นมันสร้างความงดงามของลมหายใจการมีชีวิตออกมาได้อย่างโดดเด่น ซึ่งก็สอดรับกับการนำเสนอผ่านการแสดงของตัวละคร ด้วยบทที่ผลักดันให้การแสดงของตัวละครโดดเด่นทุกสายตาของการชื่นชมจึงตกอยู่ที่ตัวละครนำของเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้วว่าหนังเองไม่ได้ให้คำสรุปของเรื่องราวเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่หนังเองให้ความรู้สึกของการเดินต่อไปข้างหน้าของชีวิตคนคนหนึ่งที่เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและดำเนินชีวิตต่อไปในสังคม เราไม่รู้ว่าบทสรุปของมันจะไปในทางบวก หรือวนสู่ลุปเก่าสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องไปสร้างแรงเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในใจของตัวละครอยู่ มันรู้สึกได้อย่างชัดเจน


ในหนังเรื่องนี้มันอาจยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่องของการสำรวจเรื่องของโครงสร้างของเรื่อง รวมไปถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ยังขาดความเข้มข้นมากเพียงพอที่จะพัฒนาบทสรุปให้มีน้ำหนักที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ แต่การใช้สิ่งรายล้อมที่เข้ามาปะทะตัวละครเป็นเหมือนกุญแจของการสร้างความหมายให้กับตัวละคร โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของความรัก การเรียนรู้ที่จะยอมรับความล้มเหลว และพยายามหลีกหนีความล้มเหลวในรูปแบบเดิมๆ หรือรูปแบบใหม่ๆที่ไม่เหมาะสมกับเส้นทางของตัวเอง ทั้งเรื่องความรักของตัวละครหญิงที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ หรือคนที่เหมือนเป็นพี่ชายคอยดูแลเขา แต่กลับไม่กล้าออกไปเผชิญชีวิตจริงข้างนอก ยิ่งไปกว่านั้นมันมีรายละเอียดในแง่ของการสำรวจปฏิสัมพันธ์ของสังคมที่มีต่อกลุ่มคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ ช่วงวัยเองก็มีปัจจัยในเรื่องของการวิพากษ์มุมมองของการตัดสินใจอยู่ไม่น้อย การผลักคนกลุ่มนี้ออกไปจากสังคม และต้องเลือกเส้นทางเพียงไม่กี่เส้นทางเพื่อจะกลับเข้าสังคม เอาเข้าจริงแล้วมันมาสุ่คำถามว่าจริงๆแล้วสังคมที่ปากอ้างว่าให้โอกาสนั้นให้โอกาสพวกเขามากน้อยแค่ไหนกันแน่ บทสรุปที่ยังไม่สรุปความชัดเจนเปิดการวิพากษ์ประเด็นในลักษณะนี้ออกไปมากขึ้น สิ่งที่น่าชื่นชมในผู้กำกับในงานเรื่องนี้คือ การดึงส่วนสัมพันธ์ของเรื่องราว เส้นเรื่อง ตลอดจนการวิพากษ์ต่างๆผ่านตัวละครนำ การดึงให้ตัวละครนำเป็นส่วนกลางทำให้ให้โดดเด่น และเฉิดฉายคือความน่าชื่นชมที่สุดของหนังเรื่องนี้


ไม่มีความคิดเห็น