Header Ads

Cannes 2018: Happy as Lazzaro ★★★★★


Cannes 2018: Happy as Lazzaro (by Alice Rohrwacher)
★★★★

หนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ 'Alice Rohrwacher' ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังอิตาลีจากสายประกวดปาล์มทองคำที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด หลังจากแจ้งเกิดจากหนังเรื่อง 'Corpo Celeste' หนังจากเทศกาลหนังซันแดนซ์ และสาย 'Director's Fortnight' ที่คานส์ ชื่อของผู้กำกับหญิงคนนี้ก็กลายเป็นที่ถูกจับตา และสร้างจุดสูงสุดที่น่าจดจำของอาชีพการทำงานของเธอจากหนังขนาดยาวเรื่องที่สองของเธอที่กระโดดเข้าไปฉายในสายประกวดหลักของเทศกาลหนังเมืองคานส์เป็นครั้งแรกกับหนังเรื่อง 'The Wonders' ที่สามารถคว้ารางวัลกรังปรีซ์ซึ่งเทียบได้กับรางวัลรองชนะเลิศของเทศกาลไปครอง และนั่นทำให้ชื่อของเธอเป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้น ทั้งประเด็นที่เล่าผ่านตัวละครหญิงในเรื่อง และเรื่องราวที่มีลักษณะกึ่งนิทานพื้นบ้าน กึ่งเทพนิยาย และความฝันที่เอามาสะท้อนโลกของความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด การอาบใบมีดด้วยน้ำผึ้ง และให้ความรู้สึกของความสมจริง การก้าวผ่านวัยในการเข้าใจสังคมของอิตาลีถูกถ่ายทอดออกม่ได้อย่างเปี่ยมเสน่ห์จนทำให้หนังของเธอสามารถคว้ารางวัลในปีนั้นไปครองได้ เฉกเช่นเดียวกันกับหนังเรื่องใหม่ที่ยังคงสไตล์การเล่าเรื่องที่อิงกับเรื่องของเรื่องเล่า เรื่องของเทพนิยายและความฝันเข้ามาสะท้อนชีวิตผู้คน สะท้อนสังคม และการดิ้นรนที่เกิดขึ้นของมนุษย์ในสังคมบ้านเกิดของตัวผู้กำกับเองที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีการเล่นกับเลเยอร์ของความแฟนตาซีที่หนังเองสร้างขึ้น และผลักขอบเขตของการตีความความหมายในเชิงอุปมาอุปมัยออกไปไกลมากยิ่งขึ้น และความเชื่อมโยงของหลายสิ่งในหนังมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนส่งให้หนังเรื่องล่าสุดของเธอเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสายประกวดหลักของเทศกาลหนังเมืองคานส์ไปครองได้


วิธีการเล่าเรื่องของหนังเองอาจยังให้ภาพที่ไม่ได้แปลกตาออกไปจากหนังเรื่องก่อนของเธอ ถ้าพูดกันตามตรงการคุมโทน หรือการสร้างพื้นที่ของหนังที่ฉายภาพออกมาสู่ผู้ชมนั้นเหมือนเป็นพัฒนาการของความต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากหนังรางวัลกรังปรีซ์เรื่องก่อนหน้าของเธอ ด้วยโทนบรรยากาศที่มีลักษณะของการเล่าเรื่องแบบเรื่องเล่า และนิยาย รวมไปถึงการใช้โทนของแสง และสีในหนังเองก็สะท้อนภาพของความรู้สึกของสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างชัดเจนไม่น้อย หนังเองเลือกที่จะวางเรื่องราวออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน กับพาร์ทแรกที่หนังเองพาเราไปสำรวจภาพของพื้นที่ห่างไกลออกไป เหมือนจะจงใจเซ็ตออกมาเป็นภาพของโลกในยุคสมัยก่อนที่มีการค้าทาส หรือมีการใช้แรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายของโลกในปัจจุบัน แม้ว่าหนังเองจะเซ็ตสถานที่ และเรื่องราวให้มีลักษณะสัณฐานที่ไกลออกไปจากสังคมที่ถูกโอบล้อมด้วยความสมัยใหม่ แต่หนังเองก็ใส่วัตถุ หรือโครงสร้างที่อาจมองว่าเป็นสิ่งปัจจุบันเข้ามาหลายอย่าง ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสถานภาพของกาลเวลาที่ไม่ได้หลีกหายไปจากโลกโลกาภิวัฒน์มากนัก ส่วนในพาร์ทที่สองของหนังเองนั้นหนังวางตัวละครเข้าไปสำรวจโลกของความเป็นปัจจุบัน ผ่านสภาพของสังคมเมืองที่วิถีของความเป็นไปในการใช้ชีวิตนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าบางบริบทที่หนังเองพูดถึงนั้นมันจะมีความค้ลายคลึงกันในแง่ของประเด็นความหมายที่จะถูกตีความออกมาก็ตาม เอาเข้าจริงแล้วแม้ว่าหนังเองจะใส่ภาพของการข้ามเวลาของตัวละครหลักในเรื่องเข้ามาในหนังเพื่อสร้างพื้นที่ของความเป็นไปได้ของเรื่องราวให้เกิดขึ้น และในแง่มุมของการวิพากษ์ในเชิงขิงประเด็นต่างๆทางสังค และพฤติกรรมความเป็นไปในโลกสมัยใหม่นั้นให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น


ในส่วนของทั้งสองพาร์ทที่หนังเองวางไว้เชื่อมโยงกันในการคอนทราสต์ หรือสร้างความหมายร่วมกันนั้น มันทำให้หนังเองมีความเป็นแฟนตาซีของเรื่องราวมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน และภาพสะท้อนของประเด็นทางสังคม และชนชั้นก็มีมุมมองของการวิพากษ์ที่ทั้งคล้ายคลึง และแตกต่างกันออกไปด้วยในทั้งสองพาร์ท แม้การสำรวจของเธอดูเหมือนจะจงใจใช้เล่าการแปรสภาพของความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อสังคมอิตาลีที่เปลี่ยนไป ดังที่หนังเองแบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกเล่าผ่านความเป็นชนบท และพาร์ทหลังเล่าส่วนของสังคมเมือง ซึ่งตัวละครเองจัดวางให้เดินทางข้ามเวลามาสำรวจเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปในพาร์ทที่สองเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าสนใจในแง่ของการย่นของไทม์ไลน์เวลาที่ไม่ได้ถึงกับพลิกยุคของสมัย เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดของหนังจึงไม่ได้อิงอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกที่เป็นจริง มันจึงเหมือนวิธีการที่หนังใช้เล่าออกมาให้มันมีความเป็นแฟนตาซี ความฝัน และเป็นเทพนิยาย ซึ่งภาพของหนังอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น มันก็เหมือนเรื่องในนิยายมากกว่าที่จะทำให้มันดูสมจริงเอาเข้าจริงแล้วประเด็นในเรื่องของความฝันในหนังของผู้กำกับมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะในขณะที่เธอกำลังสำรวจเรื่องของความฝันนั้น ในอีกภาพหนึ่งที่ถูกสะท้อนผ่านออกมานั้นมันกำลังกระเทาะภาพในเรื่องของชนชั้น ซึ่งภาพของชนชั้นในมุมมองของสังคมสมัยเก่าที่ยังมีเรื่อของการค้าทาส และในสังคมสมัยใหม่ที่มองเรื่องของชนชั้นผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม มันมีความเชื่อมโยงของชนชั้นที่ถูกกำหนดด้วยโครงสร้างของความสำคัญที่สังคมมีต่อในแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ และเมื่อตัวละครอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไป การสะท้อนสถานภาพของตัวเองในสังคมนั้นก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย แต่ภาพของการดิ้นรน และการเอารัดเอาเปรียบยังเกิดขึ้นในสังคมอยู่ เพราะมันกลายเป็นคาแร็คเตอร์ของความเป็นมนุษย์ไปเสียแล้ว


แน่นอนว่าไม่ว่าจะชนชั้นอะไรก็ย่อมมีความฝัน แต่ความฝันของชนชั้นที่ต่างกันก็ย่อมต่างกันออกไปด้วย การหากินกับเรื่องของความเชื่อ และความศรัทธาถูกบอกเล่าออกมาอย่างชัดเจนในหนังเรื่องนี้ และถ่ายทอดในเชิงความฝันของตัวละครอื่นๆที่รายล้อมตัวละครหลักของเรื่อง การกำหนดให้ตัวละครนำในเรื่องมีภาวะสภาพจิตใจที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาก และไม่มีความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ที่แสนยุ่งเหยิงซ่อนอยู่ ทำให้ภาวะของประเด็น และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรายล้อมตัวละครนั้นฉายภาพที่ชัดเจนออกมามากยิ่งขึ้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ หรือสัตว์ที่อยู่บนโลกในนี้ ไม่เว้นแม้แต่ฝูงหมาป่าที่หนังเองใช้เล่าเรื่องราวในหนังก็มักจะกดคนตัวที่ต่ำกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหมาป่า และแกะถูกบอกเล่าในลักษณะของความคลิเช่ที่คาดเดาได้ไม่ยากเย็นมากนัก แต่ความน่าสนใจของการเอาเรื่องราวหมาป่าแก่ที่ไร้อำนาจวาสนาใดๆเข้ามาเล่าเรื่องราวสะท้อนภาวะของการไม่ต่อต้าน ที่ยังมีความขบถของตัวละครออกมาได้อย่างน่าสนใจ การเข้ามาของสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอาจนำมาซึ่งการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นให้ปรับตัวในโลกที่เผชิญ และกลายเป็นคนอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่เมื่อเราเองแก่มากขึ้น ประสบการณ์ที่สั่งสมมาอาจมีมาก แต่ว่าข้อจำกัดทางกายภาพที่เกิดขึ้นก็ทำให้เราทำอะไรได้ไม่มากนัก ซึ่งไม่แน่ใจมากนักว่าภาพของสิ่งใดมันเจ็บปวดมากกว่ากัน การต้องเป็นแกะ หรือว่าการต้องเป็นหมาป่าแก่ๆตัวหนึ่งเท่านั้น มันคือภาพสะท้อนของตัวละครนำได้ในอีกทางหนึ่งที่สะท้อนถึงการเป็นหมาแก่ ที่ไม่แน่ใจว่าผู้กำกับแทนภาพตัวเองลงไปในนั้นหรือไม่ การยืนจ้องมองความว่างเปล่าของตัวละคร การที่เสียงเพลงกลายเป็นอากาศที่ล่องลอยไปเรื่อย ก็สะท้อนภาพของความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าสภาพของการมองโลกอย่างเที่ยงตรงและบริสุทธ์คือการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดหรือไม่ ความต้องการของมนุษย์นั้นมีความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรายล้อมตัวก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การถูกละทิ้งจึงเกิดขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับความสว่างคือหลอดไฟ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังชื่นชมความสวยงามของดวงจันทร์ ซึ่งหนังเองพูดถึงประเด็นเชิงศาสนาคริสต์ และความเชื่อเชิงศาสนา ชื่อของนักบุญอากาทาแห่งซิซิลีถูกเอ่ยอย่างชัดเจนในหนังเรื่องนี้ และสัญลักษณะของความบริสุทธิที่เธอยืนยันจนทำให้เธอถูกประหารในตอนท้าย ก็น่าจะอธิบายเรื่องราว หรือประเด็นบางจุดในหนังได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการที่เธอเป็นสัญลักษณะของผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ถูกข่มขืน ก็น่าจะสร้างการเชื่อมโยงของความหมายผ่านตัวละครนำของเรื่องที่ถูกสร้างเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของอุปมาได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำของเรื่องที่กำพร้าพ่อแม่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกสร้างความน่าสงสัยไว้อยู่พอสมควร นอกจากนี้สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราคืออากาศที่หายใจ แต่ในบางครั้งเราเองก็ต้องการเสียงเพลงที่ล่องผ่านอากาศผ่านโสตประสาตทำให้ใจเราพองโต มันเป็นหนังที่วางโครงสร้างของการวิพากษ์ประเด็นของสังคม ความไม่เท่าเทียม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปออกมาได้อย่างแนบเนียน ผ่านสัญลักษณ์และการสื่อสารที่พูดทั้งทางตรง และทางอ้อม ผู้กำกับทำหนังที่ว่าด้วยสัมผัสของการมีชีวิตได้อย่างมีเลเยอร์ และเปี่ยมเสน่ห์อีกเช่นเคย


ไม่มีความคิดเห็น