Header Ads

Locarno 2018: A Family Tour ★★★★

 
Locarno 2018: A Family Tour (by Liang Ying)
★★★★

เป็นหนึ่งในบรรดาหนังอัตชีวประวัติหลายเรื่องที่อยู่เทศกาลหนังโลคาร์โนในปีนี้ ผู้กำกับชาวจีนที่ลี้ภัยไปพำนักอยู่ในฮ่องกงอย่าง 'Liang Ying' ดูเหมือนจะหยิบเรื่องราวของตัวเองเอามาสร้างเป็นหนังอีกเช่นเคย คราวนี้เขาเอาช่วงเวลาหลังจากตัวเองต้องลี้ภัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังฮ่องกงภายหลังหนังเจ้าปัญหาที่ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังโลคาร์โนเมื่อแปดปีที่แล้วอย่างเรื่อง 'When Night Falls' ที่เล่าเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของชายคนหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ที่แทงตำรวจหกคนจนเสียชีวิต หลังจากเขาถูกจับจากการขับรถที่ไม่มีใบอนุญาติ และตำรวจนั้นซ้อมเขา หนังเองนำเสนอมุมมองผ่านผู้เป็นแม่ ซึ่งหลังจากหนังเรื่องนี้ฉายที่เทศกาลหนังแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ ตำรวจจีนก็บุกเข้าไปยังบ้านของแม่เขา โดยทางการจีนบอกว่ามันเป็นหนังที่บ่อนทำลาย และให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความรู้สึกของครอบครัวเหยื่อซึ่งเป็นตำรวจ หนังเรื่องนี้สำรวจเรื่องราวจริงของตัวเขาหลังจากเขาต้องย้ายมาพำนักอยู่ฮ่องกง โดยต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับแม่ที่ยังคงอาศัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ หนังเปลี่ยนตัวละครนำเป็นผู้กำกับหญิง และเรื่องราวบางส่วนทั้งประเด็นที่ถูกตั้งข้อหาด้วยความไม่ชอบธรรมโดยรัฐบาลจีน และประเด็นชีวิตส่วนบุคคลบางจุดก็หยิบยืมมาจากเรื่องจริงของเขาเอง และบางส่วนก็เลือกที่จะแต่งเรื่องราวเพิ่มเติมขึ้นมา มันเป็นหนังหนึ่งในหนังเรื่องเยี่ยมของเทศกาลหนังโลคาร์โนปีนี้ที่เล่าเรื่องราวผ่านความสัมพันธ์ที่ตรึงเครียดและเปราะบาง ผ่านความรู้สึก และประสบการณ์ของวัยหนุ่มสาวออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และทรงพลัง


หนังเล่าเรื่องราวของทัวร์ครอบครัวหนึ่งโดยอิงจากเรื่องจริงของเขาอย่างที่กล่าวไป เมื่อผู้กำกับสาวชาวจีนที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ในฮ่องกงมาห้าปีวางแผนที่จะมาพบกับแม่ของเธอซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเธอเองก็มีลูกชาย และสามีเป็นคนฮ่องกง ทั้งหมดได้วางแผนเพื่อมาพบกันในไต้หวัน ซึ่งแม่เธอเดินทางผ่านทัวร์เข้ามาในไต้หวัน การสำรวจความสัมพันธ์ที่ตรึงเครียด และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของระยะห่างที่เกิดขึ้น เส้นแบ่งของความสัมพันธ์จึงเกิดขึ้น ผู้กำกับเองชอบที่จะเล่าเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งมันน่าสนใจที่หนังเรื่องนี้สำรวจภาพรวมของครอบครัว แต่มีหนังเรื่องสำคัญที่กลายเป็นชีวประวัติของเขาถูกพูดถึงในหนังอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่แจ้งเกิดที่พูดถึงการตามหาพ่อของเด็กผู้ชายจากหมู่บ้านในเสฉวนอย่าง 'Taking Father Home' หนังเมื่อสิบสามปีก่อนของผู้กำกับซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่พ่อของเขาถูกจับและขังโดยที่ไม่มีการแจ้งข้อหาในช่วงต่อต้านคอรัปชั่นปี 1988 และแน่นอนกับหนังที่เป็นประเด็น และทำให้เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ในฮ่องกงอย่างหนังเรื่อง 'When Night Falls' ซึ่งมันทำให้หนังเรื่องนี้แทนภาพจักรวาลที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา การเล่นประเด็นทางการเมืองจึงเกิดขึ้นในหนังของเขาอยู่แล้ว แต่ภาพที่เรามักเห็นเป็นภาพหลักในหนังของเขามักจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลมากกว่า และสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองผ่านระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่เข้ามากระทบครอบครัวของเขาตั้งแต่ในอดีต และทำให้ครอบครัวของเขาต้องแตกแยกจากกัน ซึ่งในรายละเอียดที่เขาใส่มาล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นตัวตน และเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขา รวมไปถึงเรื่องการสอน และการตั้งใจที่จะทำหนังเกี่ยวกับปฏิวัติร่มในฮ่องกงในอนาคตด้วย


สำหรับหนังเรื่องนี้เขาสำรวจความสัมพันธ์ของเขาที่มีต่อแม่ แต่เปลี่ยนเป็นผ่านตัวละครที่เป็นผู้กำกับหญิงที่มีประเด็นทางการเมืองที่ต้องลี้ภัยไปตั้งรกรากในฮ่องกงเช่นเดียวกับเขา ซึ่งในที่นี้จะเปลี่ยนไปใช้คำว่าเธอตามคาแร็คเตอร์ของตัวละครนำในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเธอเองต้องวางแผนโดยมาเจอกับแม่ที่ไต้หวัน เพื่อให้ลูกของเธอได้มาเจอกับแม่ของเธอ ซึ่งในตอนนี้แม่ของเธอป่วย และต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ลูกของเธอได้คุยกับแม่ของเธอผ่านอินเตอร์เน็ตตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้หลังจากที่เธอต้องลี้ภัยไปฮ่องกง มันเป็นหนังที่สำรวจความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆดอนๆของตัวละคร คือลักษณะบางประการของความสัมพันธ์นั้นไม่อาจอธิบายออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากนัก มันเป็นความสัมพันธ์ที่กล้ากลืนจากเรื่องของระยะห่างที่เกิดขึ้นของตัวละคร ท้าวความไปในประเด็นทางการเมืองที่ครอบครัวของเธอต้องประสบจากการเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคแห่งชาติจีน หรือก๊กมินตั๊ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดไต้หวันขึ้น และแน่นอนว่าย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนอยู่แล้ว นัานเป็นภูมิหลังของความสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีตที่ถูกเล่าในหนัง และแน่นอนว่าจากการที่เธอทำหนังเรื่องนั้น ก็ทำให้เธอหลายเป็นปฎิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปโดยปริยาย เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการสำรวจเบื้องหลังทางการเมืองที่มีต่อตัวละคร และทำให้เรื่องราว หรือลักษณะของครอบครัวนี้ต้องเผชิญชะตากรรมในลักษณะนี้มีมากกว่านี้อีก หนังเองยังสำรวจความแตกต่างของคนในแต่ละสัญชาติด้วยซ้ำ แม้จะพูดกันโดยนิตินัยว่าฮ่องกงยังเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการที่จีนยังไม่ยอมรับให้ไต้หวันมีเอกราชสมบูรณ์ก็ตามที


ประเด็นเรื่องการสำรวจความเป็นชนในชาติต่างๆ ความเป็นจีน ความเป็นฮ่องกง และความเป็นไต้หวันถูกสำรวจไว้อย่างน่าสนใจ และประเด็นของความแตกต่างตรงส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นจีนที่ถูกมองผ่านตัวละครแม่ และความเป็นฮ่องกงที่ถูกมองผ่านคนเป็นลูก ซึ่งในรายละเอียดตรงนี้หนังสำรวจคาแร็คเตอร์ ตลอดจนแนวคิด และพฤติกรรมที่น่าสนใจ หนังไม่ได้ให้นิยามของความเหนือกว่าหรือด้อยกว่า แต่หนังใช้ตรงส่วนนี้เป็นการสร้างเส้นแบ่งของความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างตัวละคร และมันสะท้อนความเข้ากันไม่ได้อย่างชัดเจน ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างชัดเจน แต่ก็ยังซ่อนความคลุมเครือเอาไว้อยู่ ไม่ใช่เพียงแต่ตัวละครแม่ และลูกเท่านั้น แต่หนังยังสำรวจไปถึงปฏิกิริยารายล้อมที่ตัวละครแต่ละตัวมีต่อชาติที่ต่างกันด้วย มันมีคาแร็คเตอร์ที่น่าศึกษา และเวลาที่ตัวละครแต่ละตัวทำต่อกันมันก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในทางหนึ่งหนังเองก็สะท้อนผลลัพธ์ของการเมืองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนเปลี่ยนไป คนที่พูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นชาติเดียวกันเลยด้วยซ้ำ นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ที่มีความตรึงเครียด มีความทุกข์ความเศร้าที่เข้ามาบีบรัดตัวละครแล้ว การสำรวจความเป็นตัวละครนำเองก็มีความน่าสนใจ ด้วยความที่เธอเองต้องย้ายไปอาศัยในฮ่องกง และเอาเข้าตามตรงหนังเองสำรวจความเป็นฮ่องกงในตัวเธอด้วย ผ่านสถานะของภรรยาของสามีชาวฮ่องกง และลูกที่เป็นพลเมืองฮ่องกง แต่ความเป็นตัวเธอนั้นกลับไม่ชัดเจน และเอาเข้าจริงๆจากประเด็นที่เธอพยายามจะสะท้อนเรื่องปฏิวัติร่มอีกมันก็อาจจะทำให้เธออยู่ไม่ได้ในฮ่องกงซึ่งตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว มันกลายเป็นหนังที่ไม่เพียงแต่สะท้อนความปวดร้าวของความสัมพันธ์ แต่ยังสะท้อนความปวดร้าวของการสำรวจตัวตน เหมือนสายลมที่พัดเข้ามาปะทะเรา และหยุดนิ่งงันท่ามกลางสายตาที่มองถอดออกไปอย่างปวดร้าว ถือเป็นงานชั้นเยี่ยมของผู้กำกับที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้กำกับแถวหน้าของเอเชียอย่างไม่ต้องสงสัย


ไม่มีความคิดเห็น