Header Ads

[Review] Homestay ★★

 
[Review] Homestay (by Parkpoom Wongpoom)
★★

การหยิบเอาวรรณกรรมญี่ปุ่นของนักเขียน 'Eto Mori' อย่าง 'Colorful' มาทำเป็นหนังไทยครั้งแรกหลังจากที่หลายคนเคยสัมผัสเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นญี่ปุ่นกันไปแล้ว ย่อมสร้างข้อเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ความชัดเจนที่ค่อนข้างทำได้ประสบความสำเร็จผ่านการควบคุมโทนของหนังที่ดี และสร้างสมดุลของการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างใช้ได้ในแอนิเมชั่นดูเหมือนจะยังไม่เกิดในหนังไทยเรื่องนี้ ซึ่งจะบอกว่ามันสร้างความน่าผิดหวังอยู่พอสมควร เพราะสิ่งที่หนังน่าจะทำได้ดีอย่างการเล่นความสัมพันธ์ในเรื่องของดราม่าซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานในหนังเองกลับไม่ประสบความสำเร็จ มันเต็มไปด้วยความขาดๆเกินๆของการเล่าเรื่องในหลายจุดด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงที่เป็นอุปสรรคในหนังที่ใช้คนแสดงนั้นคือเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือของเรื่องราว รวมถึงภาวะซึมเศร้าที่ตัวละครเองเป็นด้วย แต่ในขอบเขตของแอนิเมชั่นรวมไปถึงการคุมโทนในด้านบวกของแอนิเมชั่นทำให้ขอบเขตที่เกิดขึ้นในเรื่องของความเชื่อถือเกิดขึ้นน้อยกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พอดัดมาแปลงเป็นหนังแล้วอาจจะต้องระวังค่อนข้างมากทีเดียว และดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะยังระวังไม่มากเพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือของเรื่องราวในจุดนี้มากนัก โดยเฉพาะการเล่นกับความสัมพันธ์แง่ลบที่เกิดขึ้นกับตัวละครนำที่ยังวางนำ้หนักและสร้างสมดุลของเรื่องราวที่ยังทำออกมาได้ไม่สมบูรณ์มากเพียงพอ สำหรับการบินเดี่ยวครั้งแรกของผู้กำกับ "ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ" หลังจากผ่านงานกำกับร่วมในเรื่อง "ชัตเตอร์" และ "แฝด" รวมไปถึงงานหนั้งสั้นใน "สี่แพร่ง" มาแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ของเขาจะยังดูใหญ่เกินตัวเขาไปเสียนิดหน่อย ด้วยวรรณกรรมที่มีทั้งพาร์ทของความเป็นดราม่าครอบครัว รักวัยรุ่น และความสืบสวนสอบสวน ซึ่งความไม่สมบูรณ์ในส่วนต่างๆ การหลุดโฟกัสในส่วนต่างๆไปนั้นยังเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนในงานของเขาเรื่องนี้


ปัญหาหลักที่หนังเรื่องนี้เจอส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในเรื่องของการควบคุมหนัง และการวางสัดส่วนเรื่องราวของหนังในส่วนต่างๆที่แบ่งสัดส่วนการเล่าเรื่องได้ไม่ดีพอ จะเห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งนั้นหนังเองดูให้ความสำคัญกับการสำรวจพื้นที่ของความเป็นวัยรุ่นในโรงเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศค่อนข้างมาก ในขณะที่หนังเองช่วงท้ายของเลือกดูเหมือนว่าแกนที่หนังเองต้องการผลักออกมาเป็นบทสรุปของหนังดูจะเน้นหนักไปในที่ความเป็นดราม่าของครอบครัวมากกว่า ซึ่งตรงส่วนนี้มันเป็นการวางน้ำหนักที่ผิดพลากค่อนข้างชัดเจน จนน่าเสียดายที่พื้นที่ของความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างลูกชาย กับแม่ในเรื่องกลับไม่ถูกสำรวจในช่วงเวลาที่ผ่านไปของหนังจนทำให้บทสรุปของหนังไม่พัฒนาตัวเองได้อย่างสัมบูรณ์ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยความที่หนังเองก็ต่อยอดจากตัววรรณกรรมออกไปหลายประเด็น และทั้งตัววรรณกรรมเองก็มีประเด็นยิบย่อยอยู่หลายประเด็น การที่หนังเองดูจะวางพื้นที่ของการคาบเกี่ยวเรื่องราวในตอนที่ตัวละครนำต้องดำเนินเรื่องราวในความเป็นหนังสืบสวนหาสาเหตุของการฆ่าตัวตาย หนังเองก็ใส่ความเป็นดราม่าของเรื่องราวให้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ตัวละครเข้าไปสืบเสาะความจริง ความเป็นไปที่เกิดขึ้นรอบตัวละครในรายละเอียดช่วงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับพี่ชาย ความสัมพันธ์กับพี่รหัส ความสัมพันธ์กับเพื่อนเองก็ดี มันมีรายละเอียดที่ดูเหมือนหนังเองพยายามจะลงรายละเอียดของความสัมพันธ์ แต่กลับกลายเป็นว่าความครึ่งๆกลางๆของการเล่าประเด็นในปีกย่อยที่เกิดขึ้น และผลักดันเรื่องราวออกมาค่อนข้างดิบๆสุกๆหลายต่อหลายครั้ง มันกลายเป็นว่าหนังสร้างความเวิ่นเว้อ ยืดยาดของเรืองราวจากส่วนแตกแขนงที่ไม่จำเป็นออกมามากจนเกินไป


การสร้างความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ที่ไม่มากเพียงพอจนทำให้หนังเหมือนโฆษณาชวนเชื่อเรียกน้ำตาที่เห็นได้ตามโทรทัศน์นั้นเป็นปัญหาในหนังของค่ายนี้มาหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนังที่เล่นกับประเด็นดราม่าครอบครัวที่พยายามผ่าพิสูจน์โลกยูโทเปียของชนชั้นกลางที่ควรจะเป็นในแบบฉบับของค่ายนี้ ชะตากรรมของตัวละครที่มีแนวความคิดลบอย่างชัดเจนต่อสิ่งรอบข้าง ซึ่งชัดเจนว่ามีความคิดที่ลบกว่าคนปกติเขาคิดกัน แม้แต่จะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น เอาเข้าจริงแล้วต่อให้ความทรงจำของตัวละครจะถูกลบลงไป ภาวะของโรคซึมเศร้าก็ยังจะสร้างมุมมองอย่างลบต่อเนื่อง สิ่งที่หนังเองพยายามนำเสนอเรื่องของการซ้ำเรื่องราวของตัวละครภายหลังตัวละครสามารถมีวิญญาณมาสิงร่างใหม่ และดำเนินเรื่องราวสืบเสาะค้นหาความจริงนั้น ต่อให้ตัวละครไม่จำเป็นต้องมีโรคซึมเศร้า เหตุการณ์รายล้อมที่ค่อนข้างมีแง่มุมที่ไม่ค่อยสวยงามต่อการมีชีวิตนั้นก็น่าจะส่งผลต่อการสร้างการเปลี่ยนผ่านของสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครอยู่ไม่น้อย แต่การเปลี่ยนผ่านเรื่องราว รวมไปถึงการสร้างเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งกลับไม่ได้สร้างพื้นที่ของการตระหนักครุ่นคิดด้วยน้ำหนัก และเวลาที่มากเพียงพอที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่าน หรือการตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์มันมีความน่าเชื่อถือมากนัก ซึ่งมันค่อนข้างเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะจะเห็นว่าแม้แต่ในส่วนของการเล่าเรื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงในสภาพจิตใจของตัวละคร รวมไปถึงน้ำหนักของการทำตัวสืบสวนสอบสวนของหนังมันทำได้ไม่สมบูรณ์ และมันยิ่งทำให้เราเองรู้สึกว่าความเป็นมนุษย์ในหนังที่ถูกมองผ่านตัวละครมันจับต้องได้ยากมากยิ่งขึ้น นี่ยังไม่รวมถึงความสมเหตุสมผลที่น่าเชื่อถือของการจัดการทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยที่น่าจะเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายด้วย


ความไม่น่าเชื่อถือ แม้จะได้นักแสดงที่เล่นได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และน่าจะเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในอาชีพของ "เจมส์ ธีรดนย์" เลยก็ว่าได้ จะเห็นว่าความบกพร่องต่างๆที่เกิดขึ้นจากบท และการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ถูกแบกไว้ได้ด้วยการแสดงที่ดีของนักแสดงนำชายในเรื่องที่สร้างความน่าเชื่อถือให้มีมากขึ้นของเรื่องราว แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ดูจะเหน็ดเหนื่อยจากความพยายามที่ตัวหนังเองก็ไม่ได้สร้างน้ำหนักที่น่าเชื่อถือเข้ามากมาก ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นของคนที่มีภาวะซึมเศร้าเขาทำได้ค่อนข้างดีตามบทบาทที่เขาเองได้รับ แต่ตัวละครหลายตัวในเรื่องยังอาจจะดูเป็นการแสดงที่ค่อนข้างประดิษฐ์แบบการแสดงที่เห็นว่าเป็นการแสดง และนักแสดงหน้าใหม่ในหนังเองก็ยังดูจะได้รับบทบาทที่ค่อนข้างยากในบทบาทแรกๆของเธอ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนมากพอตัวทีเดียว แม้ว่าหนังเองจะมีทัศนคติในแบบไหนไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญนั้นหนังเองต้องทำให้คนดูเองเชื่อในโลกของหนังที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การกลับไปกลับมาของพื้นฐานเรื่องราว ตลอดจนคาแร็คเตอร์ที่ตัวเองสร้างเอาไว้ โดยไม่ทำให้คนดูเชื่อ ผ่านเรื่องสมดุล ผ่านเรื่องการวางน้ำหนัก หรือผ่านเรื่องของจังหวะเวลาในการเล่าเรื่อง เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเมื่อหนังเองหยิบจับพล็อตเรื่องที่มีความน่าสนใจ และผสมผสานกับในหลายฌองแบบนี้ ซึ่งในการบินเดี่ยวครั้งแรกของผู้กำกับมันอาจจะซับซ้อน และยากเกินไป จนทำให้ภาพของหนังเองที่ออกมาเป็นเหมือนโฆษณาชวนเชื่อความยาวที่เราเองเห็นเพียงสภาพของการเปลี่ยนไปของเรื่องราวที่ประโคมดนตรีดุจวงมโหรี งานภาพฟุ้งเฟ้อ และร่ำรวยเทคนิค ที่ค่อนข้างทำให้หนังยืดยาดเกินจำเป็น แต่น่าเสียดายที่ความดีงามในหลายจุดตรงส่วนนี้กลับไม่พบหัวใจของความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่


ไม่มีความคิดเห็น