Header Ads

[Review] Nakee 2 ★

 
[Review] Nakee 2 (by Pongpat Wachirabunjong)


เรื่องของพญานาคเป็นตำนานที่ผูกพันธ์พื้นที่ริมฝั่งโขง และทางจามปาเอาไว้อย่างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยก่อน เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์ และนาคก็เป็นสิ่งที่ปรากฎชัดเจนในวัฒนธรรมของเขมร มันมีความแตกต่างของยุคสมัยอย่างชัดเจนกับเรื่องราวในอดีต และเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของผู้คนในยุคปัจจบัน จะเห็นว่าเรื่องราวในอดีตที่ขอบเขตและดินแดนเป็นเรื่องสมมติมีแต่เรื่องราวของผู้คนที่เกิดขึ้นผ่านการดองกัน การแต่งงานกัน ในเรื่องราวของความรักระหว่างมนุษย์และนาคในเขมรเองก็ดูจะสมหวัง ในสมัยก่อนนั้นความสัมพันธ์ของผู้คนเกี่ยวดองกันอย่างง่ายดายด้วยการดองกันโดยไม่ได้มานั่งพิจารณาขอบเขตเชิงกายภาพให้วุ่นวายมากนัก แต่มุมมองในช่วงหลังที่อิงเรื่องราวของพระพุทธศาสนา และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐสถานะที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ ทำให้มุมมองของความสัมพันธ์ที่ต่างชาติพันธุ์กัน หรือต่างสปีชีส์กัน กลายเป็นสิ่งต้องห้าม กลายเป็นสิ่งแปลกปลอม แม้ว่าจะเป็นการสานต่อเรื่องราวจากภาคแรกทางโทรทัศน์ แต่ดูเหมือนว่าโครงร่าง และประเด็นของการเล่าเรื่องเองก็ดูจะเป็นรูปแบบที่ไม่ได้ต่างจากภาคแรกมากเสียเท่าไรนัก ภาพของเพศหญิงผ่านตัวละครท้องที่ที่เป็นตัวละครความคิดเก่าคร่ำครึ เชื่อเรื่องราว นับถือเรื่องลี้ลับ กับชายหนุ่มที่มาจากที่แห่งอื่นที่ดูมีความทันสมัยไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ เป็นโครงสร้างของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างความคิดภายนอก และภายในภูมิประเทศที่เราเองมักเห็นได้ทั่วไปในหนังจำพวกนี้ ทั้งตั้งคำถามเรื่องของความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมซึ่งน่าเสียดายที่สิ่งต่างๆที่หนังเรื่องนี้เองมีจะถูกทำลายไปค่อนข้างชัดเจนในช่วงท้ายเรื่องจากความโกลาหลที่ควบคุมไม่ได้


แม้ว่าในทางหนึ่งในช่วงท้ายเรื่องของหนังเองจะใบ้ถึงที่มาที่ไปของตัวละครเองว่าอาจเป็นภาพสะท้อนของความหมายของรัฐ ของประชากรจากพื้นที่ส่วนกลางอย่างคนในเมือง หรือในกรุงเทพฯที่ให้สัญลักษณ์ของการแทนส่วนกลางเป็นครุฑ และภาพสะท้อนของเรื่องราวเชิงพื้นที่ของตัวละครหญิงจะมองผ่านตัวนาคีเองก็ตามที แต่การขยับขยายเชิงความหมาย หรือการสะท้อนลักษณะเรื่องราวที่หนังเองวางคาแร็คเตอร์ของตัวละครเอาไว้ในช่วงต้นเรื่องมันมลายหายไปค่อนข้างมาก การใส่ตัวละครจากส่วนแรกของเรื่องราวโดยขาดการวางโครงสร้างเรื่องที่ดีเพียงพอ มันไปลดทอนความโดดเด่นของโฟกัสหลักของเรื่องราวที่หนังเองต้องการมองผ่านตัวเอกของเรื่อง ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์เชิงความรัก หรือในแง่ของการสำรวจคดีลี้ลับที่พอหนังคลายปมอย่างงายได้และไร้น้ำหนักในช่วงท้ายเรื่อง มันกลายเป็นจุดบอดที่ชัดเจนที่ทำให้สิ่งที่หนังเองเพียรพยายามสร้างมาตลอดเรื่องราวมลายหายไปหมด และกลายเป็นการแสดงละครจำออดที่ไม่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีพอกับเรื่องราวในส่วนต่างๆ ความกระจัดกระจายจากส่วนต่างๆของความฉาบฉวยที่เกิดขึ้นจากการวางแผนเรื่องราวที่ไม่ดี เป็นปัญหาค่อนข้างชัดเจนในตอนท้ายเรื่องที่หนังเองทำได้เพียงนำเสนอภาพหน้าฉากที่ไม่ได้ต่อเนื่องมากนักจากตอนช่วงต้นเรื่อง ความไม่จำเป็นของวัตถุดิบที่ใส่เข้ามาจนล้น และไม่ได้สำรวจผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่เข้มข้นมากเพียงพอทำให้หนังเองพัฒนามิติออกมาแบนราบ และไม่น่าสนใจเอาเสียเลย


ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องความมานะของการพยายามสร้างความลึกลับความซัสเปนส์ผ่านบรรยากาศที่เหมือนผลักเราไปในพื้นที่เชิงเอกเทศของเรื่องราวบนโลกใบนี้ ต้องมลายหายไปจากละครจำอวดหน้าม่านที่เป่าปี่มาให้สัตว์ประหลาดสองสามตัวแสดงแสนยานุภาพต่อกัน และความโกลาหลที่เกิดขึ้นของเรื่องราวยังไม่ได้หมดแต่เพียงเท่านี้ การดึงตัวช่วย หรือสิ่งที่เป็นความเชื่อส่วนตัวของผู้กำกับเข้ามาใส่เพื่อสร้างจุดหักเห หรือบทสรุปของเรื่องราวที่ขาดการวางน้ำหนักมาก่อน หรือขาดการปูพื้นเรื่องราวที่หนักแน่นมากเพียงพอ ทำให้เสน่ห์ของการสร้างบรรยากาศที่มีความน่าสนใจ กระบวนการของการสำรวจคดีความที่เกิดขึ้น และมันน่าจะเป็นพื้นที่ของหนังสืบสวนสอบสวนที่น่าสนใจกับการคอนทราสต์เรื่องของความเชื่อในท้องที่นั้นมันหายไปอย่างไม่น่าให้อภัย สภาพของหนังเหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำที่เกิดขึ้นพร้อมกับความโกลาหลในช่วงท้ายเรื่อง และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองตัวหลักของเรื่องก็ถูกบดบัง และไม่สามารถพัฒนาการของความสัมพันธ์ออกมาได้อย่างเข้มข้นมากเพียงพอ ถ้าหนังคาดหวังว่าจะออกมาตีตลาดคนดูเข้าโรงเพื่อให้คุ้มค่าตั๋วกับการจัดฉากเอฟเฟ็คใหญ่ๆเข้ามามันอาจประสบความสำเร็จในเชิงการตลาดอยู่บ้าง แต่ในความเป็นศิลปของการเล่าเรื่องมันพังลงไปมากทีเดียว ถือเป็นงานที่ผิดหวัง และสะท้อนว่าความสามารถในการสื่อสารของผู้กำกับผ่านภาพยนตร์ยังไม่ดีมากนัก


ไม่มีความคิดเห็น