Header Ads

[Review] The Wall ★★★★


[Review] The Wall (by Boonsong Nakphoo)
★★★★

หลังจากหันหลังให้หนังที่หวังรายได้จากผู้ชมอย่าง '191 ครึ่ง มือปราบทราบแล้วป่วน' และ 'หลอน ตอน ผีปอบ' ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก การก้าวเข้ามาทำงานที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด คนชนบทเป็นเรื่องแรกอย่าง 'คนจนผู้ยิ่งใหญ่' เมื่อแปดปีก่อน และยึดแนวทางของตัวเองในการสะท้อนจิตวิญญาณของผู้คนในชนบท รวมไปถึงประเด็นที่สะท้อนอดีต และความเป็นมาของตัวเองลงในหนัง ทั้งการหยิบเอาเรื่องในวัยเด็กของตัวเองเข้ามาสอดแทรกในหนัง หรือการเล่าเรื่องราวของครอบครัวตัวเองใน 'วังพิกุล' ซึ่งสะท้อนความล่มสลายของชนบท หรือแม้แต่ความเชื่อในส่วนหนึ่งของช่วงเวลาชีวิตอย่าง 'ธุดงควัตร' จนมาหยิบจับหนังที่ดูเหมือนจะกลับเข้าไปในวงแมสมากขึ้นอย่าง 'มหาลัยวัวชน' ซึ่งต่อยอดมาจากเพลงจากวงดนตรีทางใต้ชื่อดังจนเหมือนเขาจะหันกลับไปจับงานตลาดมากยิ่งขึ้น แต่ในปีนี้ นับตั้งแต่ต้นปีที่เขาเองทำงานหนังเรื่องสั้น เพื่อสะท้อนความเป็นไปของชนบท เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน 'ฉาก และชีวิต' ที่สร้างเพื่อฉายอำลาโรงหนังอิสระอย่างลิโด้ รวมไปถึงในงานที่วางแพลนไว้ตั้งแต่แรกอย่าง 'เณรกระโดดกำแพง' ก็ยืนยันว่าเขาเองยังคงยึดแนวทางในการสะท้อนความเป็นตัวเอง และสะท้อนจิตวิญญาณของคนชนบทที่เห็นได้น้อยมากในหนังไทย ในแนวทางที่ไม่ได้เน้นไปในเชิงความตลกโปกฮาอย่างที่เราเองมักเห็นภาพของสิ่งเหล่านี้ในหนังไทยหลายเรื่อง หรือการสะท้อนภาพของความยูโทเปียผ่านสายตาคนเมืองกรุงที่มักเห็นในแนวทางแบบนี้อีกเช่นกัน หนังของ 'บุญส่ง นาคภู่' แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความสมจริงที่เขาเองเลือกในการนำเสนอ และการสะท้อนจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นจริงในวิถีชีวิตที่ตัวผู้กำกับประสบมาหลายต่อหลายเรื่อง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่โดดเด่นคนหนึ่งในเมืองไทย


เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องล่าสุดของเขายังคงหลีกไม่พ้นเรื่องราวของชีวิตผู้กำกับ และความสัมพันธ์ของผู้คนในชนบท ซึ่งแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดูจะมีสัดส่วนของความเป็นตัวเองที่สูงมากในบรรดาหนังที่เขาเล่ามาก่อนหน้านี้ อย่างใน 'คนจนผู้ยิ่งใหญ่', 'วังพิกุล' และ 'ฉากและชีวิต' แน่นอนว่ารวมถึงจักรวาลที่ไหลลื่นในหนังอย่าง 'สถานี 4 ภาค' ด้วย มันดูจะพูดถึงความรายล้อมที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขามากกว่า หรือออกไปในทางของภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นจากความคิด และความจริงที่เขาเองประสบในช่วงชีวิตหนึ่งของเขา หรือในกรณีของ 'ธุดงควัตร' นั้นก็เป็นหนังที่นำเสนอภาพความเชื่อของเขาที่มีต่อพุทธศาสนา ส่วน 'มหาลัยวัวชน' คงเป็นงานที่ห่างไกลตัวเขามากที่สุด ดังนั้นในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่เล่าเรื่องราวของชีวิตของตัวเอง และเณรรูปหนึ่งตัดสลับกัน มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องของตัวเขาเองอย่างชัดเจน และมีความส่วนตัวมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย และมันน่าสนใจที่ทำอย่างไรที่จะยัดอัตชีวประวัติของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งเข้ามาในหนังโดยไม่โจ่งแจ้ง โดยที่ไม่สร้างความขวบเขินเชิงคลิเช่ที่เราเองมักเห็นได้บ่อยในหนังที่สอดไส้เรื่องราวของคนที่เกิดขึ้นจริงเข้ามา เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเฉพาะส่วนของเรื่องราวในอดีตของเขาเพียงเท่านั้น แต่มันยังควบรวมตัดสลับ และตั้งคำถามกับสิ่งที่ดำเนินขึ้นในปัจจุบัน แน่นอนว่าหนังในลักษณะนี้มันเป็นการตั้งเงื่อนไขโดยอดีต และถามไปยังปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ การโคจรมาเจอกันกับช่วงเวลาที่ห่างไกลกันเป็นกลายทศวรรษ มันเป็นชิ้นส่วนของการสร้างคำถาม และสะท้อนเรื่องราวที่ทรงพลัง และหนังเองเลือกที่จะเอามันมาเผชิญหน้ากันในพื้นที่ของสิ่งที่เขาเองรัก สิ่งที่เขาเองเชื่อมั่น สิ่งที่เขาแยกมันออกจากเซ็ตของความจริงเข้าสู่พื้นที่ของความรู้สึกที่เป็นเอกเทศอย่างโรงหนังที่ล่มสลายลง ทุกสิ่งพัดผ่านไปเหมือนสายลมพัดผ่านอิฐทราย แต่ความฝันจะยังคงอยู่ และจะยังตั้งคำถามเราอยู่ตลอด


หนังเรื่องล่าสุดกลายเป็นงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นจากการสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นข้างในใจของผู้กำกับจริงๆ ในอีกทางหนึ่งนั้นถ้ามีแต่ส่วนเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอ แต่ความสมดุลจากการหยิบเอาองค์ประกอบต่างๆเข้ามาเล่าเรื่องที่มันพอดี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบของดนตรีเข้ามาเร่งเร้ามากเท่าไรนัก มันกลายเป็นสมดุลที่ลงตัวถ้าเทียบจากหนังเรื่องแรกของเขาที่แห้งเหือดจากการเล่าเรื่อง หรือ 'วังพิกุล' ที่เป็นหนังที่ล้นด้วยดนตรีประกอบที่มากเกินงามไปเสียหน่อย ซึ่งไม่ใช่ว่าผลลัพธ์ไม่ดี เพียงแต่มันมีจุดบกพร่องตรงส่วนนี้ หรือในส่วนของ 'ธุดงควัตร' ที่มีปัญหาเรื่องของการสร้างน้ำหนักความน่าเชื่อถือของตัวละครในช่วงต้นเรื่องอย่าชัดเจน ซึ่งในหนังเรื่องล่าสุดของเขานั้นดูจะสร้างความสมดุลต่างๆได้ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ล้น และไม่ขาดมากจนเกินไป การดำเนินเรื่องด้วยลักษณะของเรื่องราวที่เหมือนภาพสารคดี กับการย้อนภาพที่มองชัดเจนว่าเป็นฟิคชั่นในพาร์ทของอดีตของผู้กำกับ ซึ่งเขาเองก็เล่าในลักษณะของหนังเรียลลิสต์ ซึ่งการใช้คัทตัดสลับระหว่างสองพาร์ทมันเลยไม่ได้สร้างปัญหามากเสียเท่าไหร่ ด้วยความที่ไดนามิก และกรู้ฟของเรื่องมันไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นส่วนผสมของงานในอดีตของเขาหลายต่อหลายเรื่องที่ถูกใส่เข้ามาอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ความสมดุลที่มากขึ้นจากบทเรียนข้อบกพร่องในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา แต่สัดส่วนของเรื่องราวที่ถ่ายทอดในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว หรือเรื่องของตัวเองในปัจจุบัน รวมไปถึงการนำเสนอภาพของความฝันของตัวเอง ตลอดจนความเชื่อความศรัทธาในพุทธศาสนาที่ถูกใส่เข้ามาเป็นสัดส่วนเล็กๆของชีวิต มันเลยกลายเป็นการผสมผสานช่วงวัยของผู้กำกับ และทำให้วัยล่าสุดที่เกิดขึ้นในหนังเองมีความสมบูรณ์มากขึ้น


ในหนังของผู้กำกับเลือกที่จะนำเสนอชีวิตของคนตัวเล็กๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งในหนังเรื่องล่าสุดของเขามันก็เป็นภาพสะท้อนของตัวเอง ในความเชื่อของตัวเล็กๆในสังคมชนบทที่พูดกันอย่างตรงไปตรงมามันมีมายาคติที่พยายามกดคนเหล่านั้นเอาไว้ให้เชื่อในลักษณะที่เป็นอยู่ ไม่มีความทะเยอทะยานในชีวิตมากนัก ภาพของเณรที่กระโดดกำแพงทำตามชีวิต ทำตามความปราถนาของตัวเอง ทะเยอทะยานดิ้นรนตามความฝันของตัวเอง พยายามข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง ข้อจำกัดที่สังคม หรือเศรษฐสถานะตีกรอบเอาไว้กลายเป็นความฝันที่ท้าทายของตัวละครอย่างชัดเจน (การใช้ชีวิตของเณรในฐานะเด็กทั่วไปที่มีโดดไปแอบดูหนัง เหล่สาว หรือชกต่อย เป็นภาพของสังคมในช่วงเวลานั้นที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนักสำหรับการเล่าเรียน และการมีชีวิตที่ดีในความคิดของผู้คนช่วงเวลานั้น) การดิ้นรนข้ามกรอบของข้อจำกัดที่ถูกกำหนดเอาไว้เป็นส่วนที่มีพลังค่อนข้างมากในหนัง และพลังตรงส่วนนี้มันถูกใช้เพื่อผลักดันการสร้างคำถามต่อความเป็นไปที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันได้อย่างดี ในสถานะที่มนุษย์เรา ในสถานะที่คนตัวเล็กๆไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ความฝันจึงเป็นสิ่งที่หอมหวาน และเจ็บปวดในคราวเดียวกัน แต่แน่นอนว่ามันทำให้ความเป็นตัวตน มันทำให้จิตวิญญาณของเขายังอยู่ ยังคอยตั้งคำถาม และผลักดันให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น จากหนังเรื่องแรกๆที่โดนข้อครหาว่าจะทำได้สักเท่าไหร่ ใครจะดู เงินทองที่มีไม่มากพอที่จะทำหนังพีเรียด หนังสเกลใหญ่ๆได้ ต้องดิ้นรนเดินตามความฝันของตัวเอง มันกลายเป็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ มันกลายเป็นภาพของการดิ้นรนของการมีชีวิตในพื้นที่ของโลกใบนี้ที่ทุกคนต่างช่วงชิงที่ยืน มันไม่ใช่หนังที่ถ่ายทอดชัยชนะของการดิ้นรนตามความฝัน เพราะเส้นทางเดินยังไม่จบ ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้เป็นภาพสะท้อนของความล้มเหลวของคนคนหนึ่งที่เดินตามความฝันแล้วล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันกลายเป็นภาพของการสะท้อนหัวใจของความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งที่ยังคงดิ้นรนไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา มันเป็นหนังที่เป็นส่วนตัวของผู้กำกับ และทำได้ดีมากทีเดียว 'งดงาม และโศกเศร้า อย่างละเมียดละไม'


ไม่มีความคิดเห็น