Header Ads

Sundance 2018: Don't Worry, He Won't Get Far on Foot ★★★★


Sundance 2018: Don't Worry, He Won't Get Far on Foot (by Gus Van Sant)
★★★★

หลังจากที่ไม่มีผลงานดีสักเรื่องออกมาสู่สายตาเลยนับตั้งแต่ 'Milk' เมื่อสิบปีก่อน คราวนี้ผู้กำกับ 'Gus Van Sant' เองกลับมาพร้อมกับเรื่องราวที่โฟกัสสภาพจิตใจของตัวละครอีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่เขาเองถนัดเมื่อดูจากผลลัพธ์ในผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้ง 'Elephant' และ 'Paranoid Park' ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานเรื่องเยี่ยมที่เกิดขึ้นในยุคหลังของเขา ในหนังเรื่องล่าสุดของเขา แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ออกมายอดเยี่ยมในระดับที่น่าจดจำ หรือกลายเป็นมาสเตอร์พีซอีกเรื่องหนึ่งของเขา แต่มันก็ยอดเยี่ยมมากพอที่จะวิเคราะห์เรื่องราว และพูดถึงมันหลังจากที่หนังเองจบลง แม้ว่าผลงานเรื่องหลังๆมานี้ของเขาจะไม่สู้ดีนัก และหลายเรื่องที่โฟกัสเรื่องราวผ่านตัวละครผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้สร้างพื้นที่ที่น่าจดมากเสียเท่าไหร่ พูดกันตามตรงว่าเอาเข้าจริงแล้วแม้แต่ในหนังเรื่องนี้ซึ่งเขาเองกลับมาทำหนังได้ดีในรอบสิบปีนั้น ก็ไม่ได้มีรูปแบบ หรือ มีเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากหนังจำพวกนี้ที่พูดถึงการที่ตัวละครตัวหนึ่งต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง เพื่อก้าวผ่านเหตุการณ์หนึ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตของตัวละคร ในจำพวกหนังก้าวผ่านวัยที่ก้าวผ่านขีดจำกัดใหม่ของชีวิต ทั้งสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น และสิ่งที่เป็นอดีตก่อนเรื่องราวที่พึ่งเกิดขึ้นตอนหลังจะเกิดขึ้น มันเป็นหนังที่อาจพูดได้ว่าเป็นหนังที่มีท่าทีแบบหนังเยียวยาจิตใจ แม้ว่าภาพของหนังจะยังไม่ได้ให้อารมณ์ในลักษณะนั้นแบบสมบูรณ์แบบมากนักก็ตาม แต่ความอบอวลของบรรยากาศของยุค 70s และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคนั้นผ่านเซ็ตติ้ง ทั้งภาพ และแสงที่ไปโทนสีทองมันก็สร้างการสำรวจอรุณใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจทีเดียว


หนังเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่เป็นหนุ่มขี้เมาคนหนึ่งที่ดูชีวิตจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก วันหนึ่งเขาประสบอุบัติเหตุทำให้เขาเองพิการตลอดชีวิต นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาตัวเองของเขา แน่นอนว่าหนังเองสร้างมาจากชีวประวัติความทรงจำของนักเขียนการ์ตูนตลกเสียดสีชื่อดังอย่าง 'John Callahan' ซึ่งงานของเขาเป็นที่ถกเถียงกันค่อนข้างมากโดยเฉพาะในเชิงประเด็นทางการเมือง แต่เขาเองก็เย้ยหยันต่อคนที่มีแง่ลบทางการเมืองต่อผลงานของเขา ในขณะที่ค่อนข้างยินดีเวลาที่คนชมงานของเขา หนังเองโฟกัสช่วงเวลาของการพยายามเยียวยาตัวเองของเขา ผ่านกลุ่มบำบัด และการปฏิสัมพันธ์กับคนที่เข้ามารายล้อมของเขา โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่ง ท้าวความกลับไปที่ที่ไปที่มาของตัวละครนำของเรื่องที่ชัดเจนว่าเขาเองถูกแม่ของเขาทิ้ง และให้เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเรียนมาในโรงเรียนคาทอลิก รวมถึงถูกครูสาวล่วงละเมิดตั้งแต่แปดขวบ ประเด็นนี้ดูเหมือนหนังเองจะไม่ได้ให้น้ำหนักมากเสียเท่าไหร่นัก ดูเหมือนหนังจะนำเสนอไปที่ตัวเขาเองกับผู้เป็นแม่มากกว่า ซึ่งความล้มเหลว การติดเหล้าของเขาในหนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอให้สัมพันธ์กับเรื่องที่เขาถูกแม่ทิ้งมากกว่าที่จะนำเสนอไปในทางผลลัพธ์จากการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก ซึ่งดูอาจจะขัดกับความจริงที่เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของเจ้าตัวไปเสียนิด ซึ่งภาพของความสัมพันธ์กับเรื่องของพระเจ้าในหนังเอง ในเชิงศาสนาที่เกิดขึ้นในหนังเองดูจะสอดรับกับสิ่งที่ผู้กำกับเองชอบนำเสนอในมุมมองที่มองว่ามนุษย์เองนั้นไร้พลังอำนาจ อ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ ซึ่งคุ้นกันในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาอย่าง 'The Sea of Trees'


ซึ่งในทางหนึ่งเรารู้สึกว่าตัวหนังเองที่ถูกกำกับโดยผู้กำกับคนนี้ มักจะใส่ความเป็นตัวตนของเขาเข้าไปอยู่แล้ว เหมือนในหนังเรื่องนี้ของเขาจะมีตัวตนของเขาใส่ไปอยู่เกือบครึ่งหนึ่งก็ว่าด้วย ด้วยความที่ตัวละครหลักในเรื่อง และผู้กำกับเองก็ดูจะมีอายุที่ไล่เรี่ยใกล้เคียงกัน และคาแร็คเตอร์ที่เกิดขึ้นในหนังก็ดูจะเป็นการผสมผสานเข้ากันระหว่างตัวละครในหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับอย่างชัดเจน มันเลยเป็นภาพที่ถูกผสมเข้าไปมากกว่า ซึ่งในหนังจำพวกนี้มนัมีหนังหลายต่อหลายเรื่องที่นำเสนอการที่ตัวละครจะต้องการผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวละครพิการ การเยียวยาวจิตของตัวละครหลังจากที่ตัวละครเองพิการ อย่างหนังที่พอจะนึกออกในตอนนี้อาทิ 'Stronger' เมือปีที่แล้ว แต่จะเป็นหนังที่เน้นหนักไปในความเป็นดราม่าค่อนข้างมาก และมีอารมณ์ที่ผันแปรของตัวละครที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่เรื่องหนึ่งอย่าง 'The Sessions' ที่เล่าเรื่องของคนอัมพาธที่ปราถนาจะมีเซ็กซ์ครั้งแรก ผ่านบทบาทของศาสนาที่เข้ามา ซึ่งแม้ว่าหนังเองจะไม่ได้เน้นไปในเชิงของบาดแผลจากความพิการที่เข้ามากระทบอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร แต่หนังเองก็เล่าเรื่องด้วยท่าทีที่ค่อนข้างนิ่ง และนำเสนอการเปลี่ยนผ่านอย่างเข้าใจโลกด้วยบบรรยากาศของการเยียวยาความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ซึ่งอาจจะมองว่ามันเป็นการผสมเข้ากันในส่วนของหนังเรื่องต่างๆที่กล่าวมาเหล่านั้นก็ได้ ความเป็นผู้ใหญ่ การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความเข้าใจที่เกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ในหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ 'Gus Van Sant' มันทำให้หนังเองมีพลังของการเยียวยาจิตใจที่ค่อนข้างชัดเจน และการหยิบเรื่องราวของพระเจ้าเข้ามาเป็นกุญแจในหนังอันหนึ่งของเขามันก็มีเลเยอร์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย


หนังวางสถานะของความเชื่อเรื่องพระเจ้าไว้น่าสนใจอยู่พอสมควร การวางสถานะโดยที่ตัวละครหนึ่งบอกกับตัวละครหนึ่งเวลามีปัญหาว่าให้มองว่ามนุษย์เราเองเป็นคนที่ไร้อำนาจ และพลัง จะมีพระองค์คอยช่วยอะไรทำนองนี้นั้น มันสะท้อนได้ในทางหนึ่งว่าหนังเองเชิดชูความสามารถของการเยียวยา และช่วยเหลือผู้คนของพระเจ้า แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นมันก็สามารถมองได้ว่าความเชื่อในลักษณะนี้มันเองสามารถกดตัวละครไว้ให้อยู่ในกรอบของการไม่ดิ้นรนไม่ขวนขวายที่จะทะเยอทะยานได้ด้วยเช่นเดียวกัน ลักษณะของสิ่งเหล่านี้มันกลายเป็นภาพสองด้านของเรื่องราวที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะในทางหนึ่งนั้นหนังเองกำลังสร้างภาพของตัวละครตามชื่อหนังเลยนั่นก็คือ ยังไงตัวละครก็ต้องติดหล่มอยู่กับที่ตรงส่วนนี้ ไม่สามารถหลีกหนีไปจากสิ่งที่เป็นได้ ทั้งเรื่องของตัวละครที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งการถูกละทิ้ง และการที่ตัวละครเองติดเหล้า ประเด็นตรงส่วนนี้เหมือนหนังเองสร้างภาพของการที่ตัวละครไม่อาจเหวี่ยงตัวเองไปจากวงอโคจรเหล่านี้ได้ และนั่นเองทำให้หนังสร้างลักษณะของตัวละครที่ติดแหง็กสอดรับกับภาพของพระเจ้าที่ทำให้ตัวละครเองเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้พลัง การดิ้นรนของตัวละครจึงเป็นการขยับขยายที่ดูเหมือนไม่มากนักในสายตาของคนทั่วไป แต่จากสิ่งรายล้อม และการที่ตัวละครผ่านเรื่องราวหนักหนามา การอยู่ได้ในสภาวะการณ์ที่เป็นอยู่นั้น มันก็สร้างพลังของการเยียวยาที่ค่อนข้างมาก และแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดของตัวละครนั้นมันมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และทรงพลัง มันเป็นหนังที่สร้างภาพของการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดตามสไตล์หนังของเขาหลายเรื่อง แต่มันกัดกร่อนค่อนข้างลึก และทรงพลัง แม้ว่าจะยังมีความขาดเกินไปในบางส่วนก็ตามที


ไม่มีความคิดเห็น