Header Ads

Sundance 2018: Minding the Gap ★★★★★

 
Sundance 2018: Minding the Gap (by Bing Liu)
★★★★★

หลังจากเป็นผู้กำกับภาพ และผู้ช่วยกำกับภาพในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ความฝันของการเป็นผู้กำกับหนังของเขา ซึ่งหยิบเรื่องราวที่สัมพันธ์กับตัวเองมาเล่าก็ได้ฉายในเทศกาลใหญ่อย่างซันแดนซ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และผลลัพธ์จากความธรรมดาที่แสนงดงามที่หนังเรื่องนี้สร้างขึ้น ก็แจ้งเกิดให้กับผู้กำกับชาวอเมริกันเอเชียนคนนี้ด้วยการคว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลพิเศษขวัญใจกรรมการไปครองได้ ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากกลายเป็นพุแตกที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เขาพาหนังเรื่องนี้เดินทางไปทั่วโลก และคว้ารางวัลไปครองกว่าสามสิบรางวัล เป็นการแจ้งเกิดให้ผู้กำกับคนนี้กลายเป็นที่รู้จัก และหลังจากได้ดูหนังที่เรียบง่าย แต่งดงามเรื่องนี้แล้ว มันทำให้เราเองเห็นว่าผู้กำกับคนนี้มีความสามารถ มีเซ้นส์ทางภาพยนตร์อย่างชัดเจน โดยที่หนังเองไม่ได้ใช้วิธีการนำเสนอที่แปลกออกไป มันเป็นสารคดีที่ใช้วิธีการเล่าเรื่องอย่างธรรมดา แต่ความฉลาด และการมีเซ้นส์ของภาพยนตร์ที่ดีทำให้เขาสามารถสื่อสารสิ่งที่แสนธรรมดาเรื่องราวที่แสนธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เอาเข้าจริงแล้วมันก็มีลักษณะของซับเจ็คในการเล่าเรื่องที่เหมือนโปรโตไทป์ของครอบครัวทั่วไปที่มักถูกพูดถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาที่มีส่วนผสมของชาติพันธุ์ในหนังอย่างคนผิวขาว คนผิวสี หรือคนเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้นการเอาเรื่องของเพศในความสัมพันธ์ของครอบครัวอย่างความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ และครอบครัวที่วิ่งตามความฝันแบบอเมริกัน มันก็ทำให้คนดูสามารถเชื่อมต่อกับสิ่งพื้นฐานเหล่านั้นที่หนังเองกำลังเล่าได้ดีมากขึ้น มันกลายเป็นความธรรมดาที่แสนวิเศษ และสวยงามที่คนดูสามารถสัมผัสได้ ไม่เว้นแม้แต่คนอเมริกัน


การหยิบเรื่องราวของตัวเอง เรื่องราวความสัมพันธ์ใกล้ตัวของผู้กำกับเอามาเล่า แน่นอนว่ามันสามารถสื่อสารด้วยเรื่องราวที่มีความใกล้ชิดกับผู้ชมได้ค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของความคิด ทัศนคติและมุมมองที่ถูกบอกเล่าผ่านหนังเรื่องนี้ รวมไปถึงการเลือกหยิบเอาฟุตเตจผ่านพวกภาพแบบโฮมวิดีโอที่สามารถสร้างความใกล้ชิดในการปฏิสัมพันธ์กับคนดูได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าการใกล้ชิดของซับเจ็ค กับคนดูนั้นมีน้อยมาก เอาเข้าจริงๆแล้วด้วยมุมมองที่มองผ่านเลนส์ของผู้กำกับออกไป มันเหมือนกับว่าคนดูกำลังกลายเป็นผู้กำกับ และกำลังจ้องมองเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นรายล้อมตัวพวกเขาอยู่ และนั้นทำให้ผลลัพธ์ของหนังสามารถเข้าไปกระทบสภาพจิตใจของผู้ชมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เพียงแต่งานภาพเท่านั้น การเลือกเล่าเรื่องด้วยการลำดับเรื่องราว ลำดับภาพที่ดีมันทำให้หนังเองสามารถสื่อสารกับคนดูได้อย่างเต็มที่ จะเห็นว่าการเลือกสลับไล่เรียงเรื่องราวของหนังระหว่างอดีต และปัจจุบันที่ดี มันสร้างเลเยอร์ของการเรียนรู้ความเป็นไปของตัวละครที่ถูกขมวดปมเข้าหากันมากเรื่อยๆ การสอดรับเรื่องราวด้วยท่าทีที่ใกล้ชิดกันกับคุ้นดู พาเราไปสำรวจในแง่มุมของความสนิทในฐานะเพื่อน หรือครอบครัวของหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านห้วงเวลาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งในระดับของความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นในเลเวลของคำว่าเพื่อน หรือครอบครัว มันทำให้ตัวเราสามารถเข้าไปอยู่กลางวงของความสัมพันธ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรื่องราวหน้าฉากที่เหมือนเป็นการรู้จักกันในระดับกายภาพ และเรื่องราวเบื้องลึกของตัวละครที่ไปที่มา ตลอดจนความคิดที่ตัวละครเองกระทำต่อกันมันสร้างเลเยอร์ของความสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง


ในหนังเรื่องแรกของผู้กำกับหลายคนย่อมแทนภาพของตัวเอง หรือย่อมซุกซ่อนความเป็นตัวเองเอาไว้ในหนัง ในหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ในส่วนของการเอาเรื่องราวของตัวเองเข้าไปใส่ในหนังเท่านั้น การซ้อนความเป็นไปของครอบครัว ตลอดจนความคิดที่ตัวเองมีต่อเรื่องของครอบครัวที่เกิดขึ้นในอดีต และกลายเป็นบาดแผลของความไม่เข้าใจ หรือการเป็นปมที่เกิดขึ้นในใจของตัวละคร ผู้กำกับเองดูเหมือนจะจงใจเลือกเรื่องราวที่เล่าผ่านตัวละครหลักตัวอื่นนอกจากตัวเองอย่าง เพื่อนชาวผิวสี เพื่อนผิวขาว และแฟนของเพื่อนที่เริ่มต้นมีครอบครัว และดูจะตามมาด้วยโปรโตไทป์ของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาพชินตา แน่นอนรวมไปถึงปัญหาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของเมืองที่พวกเขาโตมาไปเสียแล้ว ซึ่งจากการโชว์ในเรื่องของสถิติเองก็ดีมันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอันรุนแรงตรงส่วนนี้ การหยิบใส่เรื่องราวที่ใช้ภาพแทน ที่ว่ากันตามตรงแล้วเหมือนผู้กำกับซ้อนทับภาพของครอบครัวของตัวเองเข้ากับเรื่องของเพื่อนที่เขาเองกำลังเล่าในตอนนั้นอย่างชัดเจน และการตัดสลับระหว่างตัวละครที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ก็เป็นการยืนยันสมมติฐานที่ว่าได้อย่างชัดเจนทีเดียว การเลือกที่จะซ้อนทับตรงส่วนนี้ของผู้กำกับทำให้หนังเองมันมีทางการเคลื่อนไหวของเรื่องราวที่เหมือนเป็นการเล่าเรื่องราวส่วนหน้าฉาก และการนำเสนอความนัยที่เกิดขึ้นภายในใจของผู้กำกับด้วยอีกทางหนึ่ง เอาเข้าจริงแล้วมันมีคำถามที่เกิดขึ้น และไม่ได้ฟันธงในหนังว่าเขาเองทำหนังเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร และคำตอบที่คนดูได้รับก็ดูจะไม่น่าต่างกันมากนัก เพราะสภาพที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้มันใกล้เคียงภาพของหนังจำพวกเยียวยาจิตใจของคนที่มีปม มีบาดแผลที่เจ็บปวดที่เกิดขึ้นในอดีตของเขา


ความงดงามของมันไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องของการเอาภาพตัวเอง เรื่องราวของตัวเองเข้าไปจับกับโครงสร้างในหนัง แต่หากเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการเล่าเรื่องที่ดีของผู้กำกับด้วยในทางหนึ่ง ในหนังเองมีทั้งส่วนของเรื่องราวที่เหมือนเป็นความสุขของพวกเขา เป็นเสรีภาพของวัยหนุ่มสาว ซึ่งความหอมหวานของเสรีภาพ ความรุ่งโรจน์ของวัยนี้มันสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนผ่านฟุตเตจโฮมวิดีโอที่หนังเองนำเสนอ ตลอดจนการแทร็กกล้องตามหลังสเก็ตบอร์ดที่ถูกไถไปข้างหน้าของตัวละครที่กำลังจับจ้องในหนังเรื่องนี้ นอกจากความรู้สึกเชิงบวกที่เกิดขึ้นแล้ว หนังเองก็ย่อมต้องมีความรู้สึกเชิงลบ สิ่งที่ชัดเจนมากว่ามันกำลังสะท้อนความเจ็บปวดของตัวละครที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ เรื่องราวในอดีตของตัวละครแต่ละตัวที่ได้รับบาดแผลมาจากความไม่สมบูรณ์ของความสุขในครอบครัว และประเด็นหนักหน่วงหน่อยก็เป็นเรื่องของการล่วงละเมิด และความรุนแรงในช่วงวัยเด็กของพวกเขาที่ทำให้เขาเองตัดสินใจที่จะมีชีวิตในหนทางของตัวเอง และแน่นอนว่าหนังเองยังมีส่วนที่ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างกลาง มีความรู้สึกที่ถูกผสมผสานทั้งทางบวกและลบอย่างในเหตุการณ์ปัจจุบันที่กำลังเล่า ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราเห็นมุมมองที่ดี และลบของชีวิตที่สุดขีดกว่าในแง่ของความรู้สึกไปแล้ว หรือในทางหนึ่งหนังบาลานซ์ส่วนดีและส่วนแย่เข้าด้วยกัน ส่วนที่เป็นกลางตรงส่วนนี้มันเหมือนเป็นสะพานเชื่อมของเรื่องราว ของความสุข และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ร่วมกับการลำดับเรื่องราว และลำดับภาพที่ดี ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม เราสัมผัสการเคลื่อนไหวของลมหายใจของความเป็นมนุษย์ที่อาจจะเจ็บปวดในบางครั้ง และความเจ็บปวดนั้นถูกเยียวยาในบางเวลา หรือความสุขที่เกิดขึ้นในบางครั้งของชีวิต มันคือท่วงท่าของกราฟชีวิตที่มีพลัง และงดงาม เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ความไม่รู้ความไม่แน่นอน การไม่รู้ผลลัพธ์ของเส้นทางเดินที่เลือก คือความงดงามของการมีชีวิต ถือเป็นงานเรื่องแรกที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก เรียบง่าย แต่ทว่าทรงพลัง และงดงาม ผู้กำกับไม่เพียงแต่ได้วัตถุดิบที่ดี แต่เขายังรู้จักการปรุงแต่งมันให้สมบูรณ์ด้วย


ไม่มีความคิดเห็น