Header Ads

Toronto 2017: Village Rockstars ★★★★


Toronto 2017: Village Rockstars (by Rima Das)
★★★★ 

หลังจากเข้าฉายในหลายเทศกาลหนังเมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งเทศกาลขนาดใหญ่อย่างโตรอนโตด้วย ดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้เองจะเดินทางไปตามเทศกาลอื่นๆอย่างเงียบๆ จนปีนี้หนังเองเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจากการที่มันสามารถกวาดรางวัลจากเวทีรางวัลแห่งชาติของอินเดียไปได้กว่าห้ารางวัล และทำให้หนังเองกลายเป็นตัวแทนของอินเดียเข้าชิงรางวัลออสการ์ในครั้งที่ 91 กลายเป็นหนังภาษาอัสสมีที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรัฐอัสสมีของอินเดียเรื่องแรกที่เป็นตัวแทนเข้าชิงรางวัลออสการ์ของประเทศนี้นับตั้งแต่มีการส่งหนังเข้าชิงในปี 1957 และยังเป็นหนังภาษาอัสสัมเรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมของรางวัลหนังยอดเยี่ยมแห่งชาติของอินเดีย นับตั้งแต่มีการให้รางวัลมาตั้งแต่ปี 1953 ถือเป็นชัยชนะของการสะท้อนพหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ที่ล้วนแต่เต็มไปด้วยพื้นที่ทางการตลาดของหนังภาษาฮินดี และในภาษาราชการหลักอื่นอย่าง เทลูกู, มาลายาลัม, เบงกาลี, ทมิฬ และ มราฐี ซึ่งแม้ว่าภาษาอัสสมีที่ใช้ในหนังเรื่องนี้จะถูกจัดเป็นหนึ่งในภาษาราชการด้วยก็ตาม แต่ในฐานะคอหนัง และผู้ชมเราอาจไม่เห็นภาษานี้โลดแล่นบนจอภาพยนตร์บ่อยมากเสียเท่าไรนัก แม้ดินแดนแห่งนี้จะยังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และศาสนาอยู่บ้างระหว่างรัฐบาลอัสสัม และชาติพันธุ์เบงกอลที่อพยพเข้ามาอยู่ แต่หนังเรื่องนี้เองไม่ได้โฟกัสเรื่องในเชิงการเมือง หรือในเชิงประวัติศาสตร์การต่อสู้ครอบครองดินแดน หรือสำรวจปัญหาเชิงชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวไทอาหมที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับพื้นที่มาตั้งแต่อดีตแต่ประการใด สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองกำลังทำนั้นคือการโฟกัสเรื่องราวความฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในพื้นที่ที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้อยู่ท่ามกลางศูนย์กลางความเจริญ และการเชื่อมต่อกับอินเดียวส่วนใหญ่ด้วยพื้นที่คอไก่ก็ไม่ได้สร้างความเป็นอินเดียให้เกิดขึ้นในที่แห่งนี้


สิ่งที่ต้องชื่นชมค่อนข้างมากในหนังเรื่องนี้นั่นก็คือ การเล่าเรื่องด้วยความเป็นธรรมชาติ และสมจริง ซึ่งการนำเสนอด้วยความซื่อตรงของหนังเป็นความเดียงสาที่ผู้คนสามารถสัมผัสเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเด็กสาวคนหนึ่ง ในพื้นที่ที่มีความเอกเทศทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เรื่องราวของการดิ้นรนใช้ชีวิตที่ดูเรียบง่าย แต่ทว่าซ่อนความเจ็บปวดผ่านเหตุการณ์ในอดีตที่ตัวละครเคยประสบค และสถานการณ์ของการดิ้นรนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นการวางน้ำหนักในส่วนต่างๆของเรื่องราวได้อย่างเรียบง่าย และทรงพลัง อย่างเช่นในกรณีที่หนังเองวางพื้นหลังของเรื่องราวการศูญเสียที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของตัวละครผ่านประโยคทั้งในส่วนของการระลึกคำนึง โดยเฉพาะประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ถ้า..." สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลที่ยังคงอยู่ในใจของตัวละคร ผ่านเรื่องราวในปัจจุบันที่ตัวละครเองสะท้อนให้เห็นถึงภาวะของการยังไม่หลุดพ้นจากความเจ็บปวด ไม่สามารถหลีกหนีไปไหนได้ ตัวละครยังฝังอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต สลับกับเหตุการณ์ในช่วงปัจจุบันที่ตัวละครมีความฝันในการที่จะมีวงดนตรี มีกีตาร์เป็นของตัวเอง แต่ด้วยภาวะของเศรษฐสถานะของตัวละครที่ไม่เอื้ออำนวยเองก็ดี หรือการเปลี่ยนผ่านของตัวเธอเองที่กำลังจะเข้าสู่วัยสาว ซึ่งต้องอยู่ภายในกรอบของความเชื่อมากมายทางสังคมที่กำลังเข้ามาบีบรัดตัวเธอ การเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง การพยายามชั่งสมดุลในชีวิตความเป็นไปของตัวเธอในโลกของความเป็นจริง การนำเสนอที่หนังเองใช้ทั้งหมดไม่ได้เน้นความฟูมฟายของสถานการณ์ หรือความหวือหวาของเรื่องราวเข้ามาใช้เล่าเรื่อง แต่การเล่าเรื่องที่โลว์คีย์ การเล่าเรื่องที่น้อย และไม่ใส่สีตีไข่เข้ามามากจนเกินไป การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันดูสมจริง และการโฟกัสอารมณ์ผ่านสายตาของตัวละคร ผ่านความรู้สึกทะลุนับตาของตัวละครมันสามารถส่งผ่านความเจ็บปวดของภาวะการณ์ที่เธอเป็นอยู่ออกมาได้อย่างทรงพลัง


แม้ว่าหนังเองจะมีพัฒนาการของประเด็นในบางจุดที่ยังไม่เข้มข้นมากเสียเท่าไหร่นัก แต่กลับไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นจุดบอดของหนังเรื่องนี้ ในทางกลับกัน เงื่อนไขที่หนังเองสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆที่ตัวละครประสบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ่อที่ยังตัดออกไปไม่ขาดเสียที เรื่องของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นผู้หญิง รวมไปถึงความฝันของตัวเธอ ที่หนังเองแม้ว่ามันจะถูกสร้างอิมแพ็คให้กับตัวละครอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่น่าสนใจที่ว่าหนังเองทำให้เรื่องราวที่ทรงพลังเหล่านั้นกลายเป็นเหมือนบาดแผลของตัวละครที่เริ่มแห้งแตกสะเก็ดแล้ว มันยังมีรอยให้เห็น ช่วงแรกของแผลนั้นอาจสร้างความเจ็บปวด แต่หลังจากที่มันกลายเป็นแผลเป็นแล้ว ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็หายไป เหลือแต่เพียงร่องรอย การสร้างผลลัพธ์ในลักษณะที่เหมือนกับสายธารที่ไกลไป เหมือนกับน้ำที่ช่วงหนึ่งเข้ามาท่วมหมู่บ้านเธอ และก็ไหลลงไป แห้งลงไป ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือความผิดหวังที่ตัวละครเองประสบในช่วงเวลาสั้นๆ แม้มันรุนแรง แต่ในท้ายที่สุดมันก็จะกลับสู่ภาวะปกติ มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือเธอต้องมีชีวิตอยู่ ความเจ็บปวดรวดร้าวถูกไหลรวมในช่วงเวลาหนึ่ง และมันได้แห้งเหือดลงไป เราไม่รู้ว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คือ อะไร แต่ชีวิตมันก็ยังหายใจของมันอยู่แบบนั้น แค่เรายังไม่ได้หยุดหายใจเท่านั้นเอง หนังสร้างสถานการณ์ให้เห็นถึงภาวะที่ไร้อำนาจของตัวละคร ในสถานการณ์ที่มีสิ่งใหญ่กว่ารายล้อมตัวละคร และก็ต้องคงตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น มันเป็นหนังก้าวผ่านวัยที่มีความเป็นผู้ใหญ่ เข้าใจชีวิต เรียบง่าย เจ็บปวด แต่งดงามในลมหายใจของความเป็นมนุษย์


แน่นอนว่าการนำเสนอภาพของความเดียงสาออกมาในการที่จะนำเสนอการรับมือของตัวละครในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย ในโลกที่เต็มไปด้วยความคดของชีวิต มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของช่วงวัย ภาพสิ่งหนึ่งที่นำเสนอผ่านหนังเรื่องนี้ชัดเจนเลยนั่นก็คือ การนำเสนอภาพของความยากจนที่มีค่อนข้างมาก และเหวี่ยงสถานการณ์ออกมาจากศูนย์กลางของความเจริญในดินเดีย ทั้งประเด็นเรื่องของเขื่อนกั้นน้ำที่พึ่งสร้าง หรือสภาพบ้าน และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นภายในหนัง การดิ้นรนของตัวละครที่จะมีกีตาร์อันหนึ่งที่มีความสามารถพอจะซื้อมือสองที่คนเอามาซ่อมแล้วไม่มาเอา สะท้อนให้เห็นถึงการที่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้เกิดจากการที่ส่วนกลางส่วนของความเจริญทิ้งให้พวกเขาเหล่านั้นต้องดิ้นรนเผชิญชะตากรรรมตามยถากรรมกันไปเอง ความไร้ค่า ความด้อยค่าของสิ่งต่างๆที่รายล้อมตัวละคร หรือผลลัพธ์ของสถานการณ์บางสถานการณ์ที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนัก สะท้อนให้เราเห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่เฉิดฉายขึ้นมาอย่างชัดเจนในหนังเรื่องนี้ และมันกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุด แน่นอนว่าความหมายตรงส่วนนี้รวมไปถึงความหมายของการเป็นครอบครัวในหนังเรื่องนี้ด้วย แม้หนังเองจะวิพากษ์ปัญหาเชิงโครงสร้าง สังคม และการเมืองในลักษณะอ้อมๆ แต่สิ่งที่กลายเป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้คือความเป็นมนุษย์ ที่มีความสวยงามในบางครั้ง มีความเจ็บปวดโลดแล่นเข้ามาในบางที บางครั้งมันชุ่มช่ำ บางครั้งมันก็แห้งเเล้ง เหมือนสายน้ำที่ไหลมาท่วมในระยะเวลาสั้นๆ พัดพาความสูญเสีย ความเศร้า และความชุ่มช่ำเข้ามาปะทะให้เรารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ก่อนที่จะแห้งเหือดลงไป และเข้าสู่ชีวิตปกติที่ยังคงต้องดิ้นรนหายใจกันต่อไป เป็นหนังที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และสะท้อนหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้อย่างโดดเด่นน่าชื่นชมมากทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น