Header Ads

Toronto 2018: Hold the Dark ★★★


Toronto 2018: Hold the Dark (by Jeremy Saulnier)
★★★

ผู้กำกับ 'Jeremy Saulnier' กลับมาอีกครั้งกับผลงานจากค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ของอเมริกา และเรื่องราวที่ดูจะโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งพล็อตของเรื่องที่ขยายขอบเขตออกไปมากขึ้น มีโครงสร้างเรื่องราวที่ใหญ่โตมากยิ่งขึ้น และการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน แต่กลับกลายว่านี่กลายเป็นผลงานที่ไม่เพียงแต่กลายเป็นงานที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นักของผู้กำกับ แต่ยังกลายเป็นงานที่คุณภาพด้อยมากที่สุดของเขาเสียด้วย และมีจุดบกพร่องจากความไม่สมบูรณ์ของตัวเนื้อเรื่องค่อนข้างชัดเจน แม้มันจะเป็นความทะเยอทะยาน และการพยายามหลีกหนีความซ้ำซากจำเจที่นิ่งอยู่กับที่ในงานของเขาจากเรื่องก่อนหน้านี้ที่ทำต่อกันมา และมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก ทั้งการหยิบจับซับพล็อตในประเด็นแบบเดียว และวิถีการเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่าค่อนข้างลอดเลียนกันมาก็ว่าได้ คือมันอาจจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่มันมีหลายอย่างที่มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน ถ้านับจากงานแจ้งเกิดของเขาทั้ง 'Blue Ruin' และ 'Green Room' ซึ่งการพยายามหลีกหนีตัวเองไปนั้นดูเหมือนว่าจะสร้างความน่าผิดหวังเสียเล็กน้อย เพราะสิ่งที่หนังเองเล่านั้นมันดันมีพล็อตเรื่องที่ไม่ได้หลีกหนีจากหนังจำพวกนี้เรื่องอื่นๆที่เคยนำเสนอกันมาโดยผู้กำกับคนอื่นเสียเท่าไหร่นัก ซ้ำร้ายมากกว่านั้นดูเหมือนว่าหัวใจของความเป็นเรื่องราวที่ถูกเซ็ตในดินแดนที่ห่างไกลในโลเคชั่นที่เต็มไปด้วยหิมะ ที่หนังหลายต่อหลายเรื่องก็เลือกที่จะใช้มัน กลับไม่ถูกดึงหัวใจ ดึงเสน่ห์ของความเป็นพื้นที่ และจิตวิญญาณของความลึกลับก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเพียงพอ มันกลายเป็นว่าสิ่งที่หนังเองทำได้นั้น เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวตามเส้นตรงที่ไม่ได้มีเนื้อหนังมังสาแต่ประการใด


หนังเล่าเรื่องราวชวนลี้ลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และมันสัมพันธ์กับเรื่องราวของหมาป่า เมื่อลูกชายของผู้หญิงคนหนึ่งถูกหมาป่าคาบหายไป และได้เขียนจดหมายถึงชายคนหนึ่งเพื่อให้มาตามล่าหมาป่าให้ ในขณะที่สามีของตัวเองนั้นไปรบอยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งหนังเองโฟกัสเรื่องราวผ่านตัวละครนำชายสองตัวหลักในเรื่องทั้งชายที่เข้ามาช่วย และชายที่เป็นสามี ซึ่งตรงส่วนนี้นี่เองที่ค่อนข้างเป็นปัญหากับตัวหนังเพราะการแบ่งโฟกัสเรื่องราวนั้นมันไม่ได้สร้างเงื่อนไขที่สอดคล้องกัน ทั้งการผูกปม หรือการคลายปมของเรื่อง หนังเองพยายามจะสำรวจและให้น้ำหนักที่ตัวละครหนึ่ง ในขณะที่ตัวละครหนึ่งกลับถูกผลักออกเป็นตัวละครรองของเรื่องและแทบไม่ได้ให้ความสำคัญ จะเห็นว่าปัญหาตรงส่วนนี้ชัดเจนมาก เมื่อหนังเองเริ่มเรื่องราวไปครึ่งเรื่อง และตัวละครสามีเข้ามามีบทบาทกับหนัง มันกลายเป็นว่าพาร์ทของการสืบสวนสอบสวนประเด็นลี้ลับชวนสงสัยในตอนต้นเรื่องของตัวละครหนึ่งที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราวถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องราวของตัวละครหนึ่งที่กำลังตามหาภรรยาแทน การกระทำในลักษณะนี้ของเรื่องราวมันทำให้หนังถูกฉีกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน และนั่นเองสร้างความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างชัดเจน คือปัญหามันไม่ได้เกิดจากกรณีที่หนังเปลี่ยนไปเล่าเรื่องผ่านตัวละครอีกตัวหนึ่ง แต่ปัญหามันเกิดจากการที่ตัวละครในเส้นเรื่องแรกยังไม่สามารถผลักดันเรื่องราวออกไปได้สมบูรณ์ต่างหาก ความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวมันทำให้ความสำคัญของส่วนแรกนั้นลดลงอย่างน่าตกใจ และกลายเป็นหนังจำลองอีกเรื่องราวหนึ่งที่ทำเป็นเหมือนเรื่องราวส่วนแรกเป็นเพียงออเดิร์ฟ ถ้านี่เป็นซีรี่ส์คงไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะเรื่องราวยังต้องพัฒนาอีกไกล แต่ในเมือมันเป็นหนังและมันต้องจบในสองชั่วโมง มันจึงเป็นปัญหาค่อนข้างมากทีเดียว


การที่หนังเองโฟกัสเรื่องราวผ่านตัวละครหลักสองตัวยังไม่พอ หนังเองยังแบ่งเวลาไปเล่าส่วนของเรื่องราวที่ถูกโฟกัสผ่านตัวละครอื่นอย่างเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวตำรวจเองก็ถูกให้ความสำคัญที่มาที่ไปในบางจุด ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากนักกับเรื่องราว ความจริงหนังที่ถูกยืดถูกขยายโครงสร้างที่ใญ่เกินตัวในลักษณะนี้ และกลายเป็นปัญหามีให้เห็นในหนังปีก่อนอย่าง 'Wind River' แต่การเล่าเรื่องที่มีทิศทางของเรื่องราวไปในทางเดียวกัน และนำเสนอภาพที่ค่อนข้างเข้ากันได้ของเรื่องราว มันทำให้หนังเองยังออกมาเป็นหนังที่ดีเยี่ยมอยู่ ในขณะที่หนังเรื่องนี้การเล่าเรื่องราวด้วยพล็อตเรื่องหักมุมที่เอาไปนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ เรื่องเชิงไสยศาสตร์ที่เกิดขึ้น มันค่อนข้างฉีกหนังออกไปมากเกิน เอาเข้าจริงถ้าหนังมีแกนของการเล่าเรื่องที่ชัดเจน และแข็งแรง รวมไปถึงการวางเรื่องราวที่สอดรับ และประสานกันได้อย่างลงตัวตั้งแต่แรกนั้น มันอาจทำให้ผลลัพธ์ของหนังเองสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำไป แต่น่าเสียดายที่หนังเองวางพื้นฐานของจุดนั้นได้ไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่นัก การส่งต่อเรื่องราว ตลอดจนความต่อเนื่อง แม้แต่ในกราฟของบรรยากาศ และอารมณ์ของหนังเองยังไม่ค่อยจะหนักแน่นแข็งแรงมากมายเสียเท่าไร มันจึงสะท้อนปัญหาทีชัดเจนถึงการที่ผู้กำกับเองควบคุมองค์ประกอบต่างๆที่หยิบใส่เข้ามามาก และใหญ่เกินตัวไม่ได้ทั้งหมด


ซึ่งแม้แต่ในเชิงของการสร้างสัญลักษณ์ ทั้งในประเด็นของการนำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบาดแผลในการไปสงครามของภรรยา หรือแม้แต่การนำเสนอประเด็นเรื่องลูก และอดีตของตัวละครเองก็ดี ซึ่งตรงส่วนนี้หนังเองยังไม่สามารถครอบคลุมไปถึงตัวละครผู้หญิงที่เป็นตัวละครต้นเหตุของเรื่องได้ด้วยซ้ำ การกระจัดกระจายของอารมณ์ และโฟกัสของหนัง เป็นปัญหาที่หลายจุดของหนังไม่ประสบผลสำเร็จ และยิ่งการที่หนังเองพยายามโฟกัสที่ตัวละครสามีที่ถูกใส่มาในช่วงหลังของเรื่องมากเกินไป จนละทิ้งส่วนแรกของเรื่องอย่างที่ได้กล่าวไป แถมตรงจุดนี้ยังไม่สามารถสนับสนุนความเป็นไปของภรรยาได้ด้วยซ้ำ มันเลยยิ่งทำให้หนังเองอ่อนลงเรื่อยๆ จนสร้างความไม่น่าสนใจ และความแห้งไร้จิตวิญญาณของเรื่องราวออกมาอย่างชัดเจน มันกลายเป็นหนังของผู้กำกับที่ถึงแม้จะทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้นชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันมันกลับพบว่าหนังมีจุดบอดของเรื่องราวที่ถูกนำเสนอด้วยความจืดจางค่อนข้างชัดเจนด้วยซ้ำ และไม่สร้างความเข้มข้นที่สมบูรณ์มากเสียเท่าไรนักในช่วงท้ายเรื่อง การยึดโยงกับเรื่องราวที่พยายามขมวดความเชื่อมโยงด้วยการซ่อนผมเอาไว้ กลายเป็นความน่าเบื่อหน่ายที่ไม่ชวนน่าติดตามเลยด้วยซ้ำไป มันอาจยังเป็นหนังที่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีอยู่ แต่มันก็น่าผิดหวังสำหรับการเป็นหนังของผู้กำกับแนวเขย่าขวัญรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง และถูกจับตามองอยู่ในตอนนี้


ไม่มีความคิดเห็น