Header Ads

Toronto 2018: Roads in February ★★★★


Toronto 2018: Roads in February (by Katherine Jerkovic)
★★★★

การคว้ารางวัลหนังแคนาดาเรื่องแรกยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังโลคาร์โนครั้งล่าสุดเป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน นี่เป็นเพียงหนังเรื่องที่สามของผู้กำกับ 'Katherine Jerkovic' ที่เคยทำผลงานหนังสั้นก่อนหน้านี้มาเพียงสองเรื่องเท่านั้นเอง จริงๆแล้วประเด็นที่หนังเรื่องนี้เองเล่าเป็นประเด็นพื้นฐานของหนังสำรวจความสัมพันธ์ที่ร้างลาที่เราเองพบทั่วไป หนังจำพวกนี้มักจะมุ่งสำรวจความสัมพันธ์ในลักษณะที่ตัดไม่ขาด เชื่อมไม่ติดของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนในหนัง ซึ่งความน่าสนใจของการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ของหนังเรื่องนี้มันเล่นกับการสำรวจประเด็นผ่านตัวละครที่ตัวหนึ่งเป็นผู้ประสบเหตุการณ์ เป็นผู้ที่เป็นหนึ่งในตัวแปรของความสัมพันธ์โดยตรง ในขณะที่ตัวละครหนึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งในสมการโดยตรง แต่ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องจากตัวหนึ่งในสมการความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ที่หนังเรื่องนี้กำลังเล่าเรื่องคือ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างย่า และหลาน ซึ่งพ่อของเธอ หรือลูกของย่าหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ และกลายเป็นว่าในปัจจุบันนั้นชีวิตของหลานเองก็ดูไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น การสำรวจความร้างลา และบาดแผลที่ตกสะเก็ดจากความสัมพันธ์ที่ขาดวิ่นระหว่างตัวละครที่เป็นแม่กับลูก ถูกสะท้อนเรื่องราวในมุมมองที่ขยับออกไปจากศูนย์กลางของอารมณ์ไปอยู่ที่เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างย่า และหลาน มันเลนทำให้ประเด็นที่หนังเองต้องการนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในครอบครัวมีระดับความซับซ้อนที่มากยิ่งขึ้นไปอีก มันเลยทำให้หนังเองค่อนข้างสร้างเอกเทศของตัวเองออกจากหนังจำพวกที่เล่าเรื่องราวของการสำรวจประเด็นความสัมพันธ์ที่ขาดวิ่นเหล่านี้ได้ค่อนข้างโดดเด่นไม่น้อย


แม้ว่าหนังเองจะว่าด้วยเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่มีลักษณะค่อนไปทางดราม่าชัดเจน แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองเลือกที่จะนำเสนอนั่นก็คือ การหยิบยกการเล่าเรื่องในลักษณะที่เป็นการเล่าเรื่องด้วยความเอื่อยเฉื่อยของเหตุการณ์ การพัฒนาการเรื่องราวด้วยความนิ่งเงียบของตัวละคร ความไม่หวือหวาของการคนอารมณ์ของหนังให้ฟูมฟายฟุ้งกระจายขึ้นมา กลายเป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้ เพราะเราจะเห็นว่าตัวหนังเองมีความเรียลลิสต์ค่อนข้างชัดเจน และความเงียบของเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันทำให้เกิดการสำรวจระยะห่างของความสัมพันธ์ และอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในใจของตัวละครได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มันเป็นลักษณะที่เมื่อความวุ่นวายของสิ่งรายล้อมลดน้อยลงแล้ว มันก็ยิ่งทำให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของตัวละครได้อย่างโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เป็นการใช้พลังของความนิ่งเงียบได้ค่อนข้างทรงพลังมากทีเดียว เอาเข้าจริงแล้วการที่มันมีลักษณะของความเป็นโลว์คีย์ และการเล่าเรื่องราวผ่านไดอะล็อก หรือความวุ่นวายของสถานการณ์ที่ไม่ได้มากนัก มันทำให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของหนังที่ใส่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการพูดด้านของความรู้สึกของตัวละคร หรือแม้แต่การพูดประเด็นชีวิตที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จของตัวละคร มันกลายเป็นพื้นหลังที่สำคัญของตัวละครที่ส่งความแตกต่างของสถานการณ์ในปัจจุบัน และสะท้อนไปยังการตัดสินใจในอดีตที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าผิดพลาด แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้คิดแบบนั้น ให้เห็นภาพของความคอนทราสต์กันได้ค่อนข้างทรงพลังมากยิ่งขึ้น และภาพของรอยแตกที่เกิดขึ้นจากทั้งการตัดสินใจในอดีต และช่วงเวลาที่ทำให้รอยแตกเหล่านั้นแห้งกรังมากยิ่งขึ้นฉายภาพออกมาได้ปวดร้าว และทรงพลังมากขึ้น


มันมีรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงของปัจจุบันที่เป็นรายละเอียดที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่กลับสร้างความหมายของการเป็นส่วนหนึ่ง หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งได้อย่างชัดเจน มันมีคำถามมากมายถึงประเด็นในเชิงความเป็นชาตินิยม ว่าความเป็นชาติถูกกำหนดขึ้นโดยสัญชาติที่แปะอยู่ในเอกสารทางการ หรือความเป็นชาตินั้นเกิดจากความรู้สึกของมนุษย์มากกว่ากัน สิ่งที่หนังเรื่องนี้เองนำเสนอ จะเห็นว่าการใส่รายละเอียดของสถานการณ์เข้ามาที่ดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่แทบไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดธรรมดาทั่วไป อย่างเช่นเพื่อนบ้านเดินผ่านหน้าบ้าน และตัวละครไปพูดตอนหลังว่าเธอน่าจะจำเธอไม่ได้ หรือเรื่องราวที่ไม่น่าภิรมย์มากนักที่เกิดขึ้น อย่างความสัมพันธ์ของเธอระหว่างชานแปลกหน้าที่เข้าไปทำกิจกรรมในที่แห่งหนึ่ง และดันเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น มันสะท้อนถึงการที่เธออาจไม่ใช่ส่วนหนึ่งของประเทศนี้อีกแล้ว การยึดโยงอยู่กับพื้นที่ของตัวละครที่ห่างไปนานอาจยึดโยงไว้เพียงแค่คนคนเดียวที่มีความสำคัญ การที่หนังเองสร้างให้ตัวละครคอยถือกล้องบันทึกภาพของสถานที่ มันสร้างคำถามที่น่าสนใจต่อปฏิสัมพันธ์ของเธอที่มีต่อพื้นที่ที่อาจเรียกได้ว่าชาติกำเนิดของเธอทั้งในสถานการณ์ในปัจจุบัน และในความคาดหวังที่อาจมีเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งในรายละเอียดเหล่านั้นมันสะท้อนภาพของตัวเธอได้โดดเด่นอย่างชัดเจน การค้นหาตัวตนของตัวเธอเองในวัยหนุ่มสาวที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าไหร่นัก กับการย้อนไปสำรวจความสัมพันธ์ในรากเหง้าของเธอ มันสะท้อนภาพของการพยายามทำความเข้าใจตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจน เอาเข้าจริงแล้วมันสามารถจัดหมวดหมู่ในกลุ่มหนังก้าวผ่านวัยได้เลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้เล่ามันมีรายละเอียดของการเป็นหนังที่มากกว่าหนังวัยรุ่นเรียนรู้ตัวเองแค่เพียงเท่านั้น


ไม่มีความคิดเห็น