Header Ads

Tribeca 2018: McQueen ★★★★



Tribeca 2018: McQueen (by Ian Bonhôte, Peter Ettedgui)
★★★★

หลังจากที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จจากหนังแอคชั่นทริลเลอร์เมื่อสองปีก่อนของผู้กำกับ 'Ian Bonhôte' มากเสียเท่าไหร่ คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับผู้กำกับร่วมอีกคน และเล่าเรื่องราวในแนวหนังสารคดีที่มีกลิ่นไอของความเป็นทริลเลอร์ผ่านผลงานของศิลปิน และดีไซเนอร์ที่สร้างกระแสมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษอย่าง 'Alexander McQueen' โดยการเล่าเรื่องของหนังแบ่งเรื่องราวออกเป็นบทผ่านการผลิตงานในคอลเล็คชั่นต่างๆของเขา เอาเข้าจริงแล้วพล็อตของหนังเรื่องนี้มันก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มประเภทของหนังสารคดีที่เลือกจะเล่าเรื่องราวในภาพกว้างของศิลปินที่หยิบจับไทม์ไลน์ตั้งแต่ช่วงที่เขาจะดัง จนถึงช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเล่าเรื่องในทุกช่วงวัย ในทุกมิติของเขาด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นนั่นคือ หนังเรื่องนี้แม้จะนำเสนอด้วยการจับโครงของการเล่าเรื่องผ่านคอเลคชั่นงานของเขาตามไทม์ไลน์ในชีวิตของเขาจากจุดเริ่มต้น ไปจนถึงจุดสุดท้ายของชีวิตของเขา แต่ในเนื้องานที่หนังเองนำเสนอมานั้นกลับเลือกที่จะโฟกัสที่สภาวะของจิตใจของตัวละครมากกว่าการที่หนังเองจะสำรวจเรื่องราวผ่านการดิ้นรนในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานผ่านอาชีพ การที่หนังเองเลือกนำเสนอผลลัพธ์ทางด้านที่เน้นไปที่ตัวละคร สะท้อนระดับพฤติการณ์ และสภาพจิตใจของตัวละครที่เริ่มกัดกร่อน และพังทลายลงไป มันทำให้หนังเองสามารถสื่อสารกับผู้ชมได้ดีมากยิ่งขึ้น และนำเสนอภาพของตัวละครในฐานะของมนุษย์ผู้หนึ่งมากกว่าที่จะนำเสนอไปในมุมมองที่มองเป็นซับเจ็คของสิ่งที่พิเศษแยกตัวออกจากประชากรกลุ่มใหญ่


เรื่องราวของหนังเริ่มสำรวจตัวละครจากช่วงเริ่มตั้งไข่ผ่านการดิ้นรนผลิตผลงานของตัวเองผ่านห้องเสื้อ และโรงเรียนชื่อดังหลายต่อหลายแห่ง จากนั้นจึงเริ่มสร้างความน่าสนใจของเนื้องานผ่านงานธีซิสของเขา และเริ่มมีห้องเสื้อของตัวเอง หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยประเด็นของการดิ้นรนในช่วงชีวิตที่ตัวเองโด่งดังสุดขีด การได้รับรางวัลแห่งปีถึงสองปีซ้อน ตลอดจนเรื่องดราม่าของตัวละครผ่านพฤติกรรม และลักษณะนิสัยที่เป็นประเด็นส่วนบุคคล ความน่าสนใจของหนังเองอยู่ตรงที่การโฟกัสชีวิตของตัวละคร โดยเฉพาะในแง่ของสภาพจิตใจของตัวละครอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การนำเสนอในด้านนี้ของหนังเองมันสร้างพลังให้หนังค่อนข้างมาก เอาเข้าจริงแล้วการนำเสนอของหนังไม่ได้ใช้วิธีการการนำเสนอต่างไปจากหนังสารคดีส่วนใหญ่เสียเท่าไรนัก แต่การลำดับเรื่องราวที่ดี การนำเสนอภาพของตัวละครตัดสลับกับการดิ้นรนทางเรื่องแฟชั่นของตัวละครที่ทำได้ค่อนข้างดี มันทำให้หนังเองสามารถสร้างสมดุล และจังหวะของการนำเสนอที่สามารถสอดรับไปได้เป็นอย่างดี ทั้งในอารมณ์ของความดราม่าของเหตุการณ์ ความทริลเลอร์ที่ถูกเจือใส่เข้ามาในหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจน ตลอดจนในเรื่องของความหนัก และเบาของอารมณ์ของซีน และเรื่องราวต่างๆที่ถูกใส่เข้ามาในหนัง ตรงจุดนี้จะเห็นว่าหนังสร้างเส้นโค้งของอารมณ์ที่มีการขึ้นลง และมีความต่อเนื่อง ได้ไดนามิกของอารมณ์ที่ดี มันจึงทำให้หนังเองค่อนข้างแข็งแกร่งจากจุดนี้ด้วยในอีกทางหนึ่ง


มันเป็นหนังที่ถ้าอธิบายเป็นภาพวาดก็คงจะมีการเจือของสีทั้งด้านสว่างสุกสกาว และด้านดำมืดที่มองแทบไม่เห็นสีเลย มันเหมือนภาพวาดสีน้ำในค่ำคืนของความหลงใหล และมึนเมาของสติสัมปชัญญะ นี่คือรูปแบบที่เกิดขึ้นกับหนังสารคดีเรื่องนี้ที่สร้างภาพของชายคนหนึ่งที่ให้ลักษณะของความมีจุดสมดุลของความรู้สึกที่เล่นกับผู้ชมได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสมดุลของความรู้สึกสงสารในมุมมองของความเป็นมนุษย์ที่ให้น้ำหนักเชิงบวกที่ผู้ชมส่งไปให้ตัวละคร แต่ในอีกทางหนึ่งมันกลับสร้างหอกของปีศาจที่ทิ่มแทงความรู้สึกของผู้ชมผ่านความดำมืดในเนื้องาน และการสร้างพื้นที่ของความเจ็บปวดผ่านผลงาน รวมไปถึงมุมมองที่ผู้ชมมีต่อพฤติกรรมของตัวละคร ในทีนี้สโคปเรื่องของมายด์เซ็ตของตัวละครได้ด้วยเช่นกัน การดิ้นรนของตัวละครในฐานะของคนคนหนึ่งที่เป็นเหยื่อในระบบของสังคมที่ดูไม่ยุติธรรมต่อตัวเขา และการนำเสนอผ่านความเกรี้ยวกราด และดุร้ายในผลงานของเขา มันสะท้อนให้เห็นถึงเลเยอร์ของการซ้อนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าหนังสารคดีเรื่องนี้จะวางพื้นที่ และเล่าเรื่องราวในส่วนต่างๆเอาไว้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว และมันทำให้หนังสารคดีเรื่องนี้ดูมีชีวิตชีวา มีมุมมองของการนำเสนอเรื่องราวที่มีการเคลื่อนไหวเหมือนมันกำลังตะเกียกตะกายผ่านหล่มของความมืดมิดที่เกิดขึ้นในใจของตัวละครอย่างชัดเจนทีเดียว ถือเป็นผลงานที่น่าสนใจของสองผู้กำกับที่ทำหนังเรื่องนี้เป็นสารคดีเรื่องแรกค่อนข้างมาก


ไม่มีความคิดเห็น