Header Ads

Venice 2018: 22 July ★★★


Venice 2018: 22 July (by Paul Greengrass)
★★★ 

ผ่านไปเจ็ดปีแล้วหลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายอันสะเทือนขวัญจากกลุ่มขวาสุดโต่งที่เกิดขึ้นในนอร์เวย์ ก็คงได้เวลาที่เหตุการณ์ที่ช็อคคนทั้งโลกจะถูกเอามาทำหนังสักที ในปีนี้นอกจากหนังเรื่องนี้แล้วยังมีหนังอีกเรื่องหนึ่งของผู้กำกับนอร์เวย์ 'Erik Poppe' อย่าง 'Utoya: July 22' ที่เล่าส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่มีคนร้ายเข้าไปกราดยิงในแคมป์เยาวชนฤดูร้อน แต่หนังจะโฟกัสเรื่องราวผ่านตัวละครพี่สาวคนหนึ่งที่พยายามตามหาน้องสาว ซึ่งกลับกันในหนังฟอร์มยักของฮอลีวู้ดเรื่องนี้หนังจะโฟกัสเรื่องราวผ่านตัวละครเด็กหนุ่มที่ถูกยิงแต่รอดชีวิตมาได้ ซึ่งจะเป็นพาร์ทหนึ่งของเรื่องราวที่หนังจะเล่านอกจากพาร์ทที่หนังเองโฟกัสเรื่องผ่านตัวประธานาธิบดี และคนร้ายในหนัง เป็นที่ทราบกันอยู่ประมาณหนึ่งแล้วกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในออสโลช่วงกรกฎาคมของปี 2011 ที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้น ทั้งในที่ทำการประธานาธิบดีใจกลางออสโล และการกราดยิงที่เกิดขึ้นในแคมป์ ซึ่งหนังเองหยิบเอาเรื่องราวมาเล่าทั้งหมดตั้งแต่ต้นเรื่องที่ผู้ก่อการร้ายมีการเตรียมแผนการ ตลอดจนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น และไล่เรียงต่อมาในเรื่องราวภายหลัง ทั้งการฟื้นฟูร่างกาย และจิตใจของเหยื่อ รวมไปถึงการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการดึงเรื่องราวของทนายที่ทำคดีให้คนร้ายด้วย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยโครงสร้างที่สูตรสำเร็จของความเป็นฮอลีวู้ด ทั้งวัตถุดิบการนำเสนอ ตลอดจนการชี้นำประเด็นอะไรต่างๆนั้นก็เป็นสิ่งที่เราคาดเดาได้อยู่ชัดเจน


ดูเหมือนว่าผู้กำกับ 'Paul Greengrass' จะยังคงความสามารถที่ชัดเจนในการกำกับช่วงเหตุการณ์เชิงระทึกขวัญ ไม่ว่าจะเป็นช่วงของการทำปฏิบัติการทางทหาร หรือช่วงที่ตัวละครตัวร้ายในเรื่องไล่ยิงเด็กในค่าย ซึ่งความระทึกขวัญ และความกดดันจากสถานการณ์ที่หนังเองสร้างขึ้นเขายังทำได้ดีตามมาตรฐานหนังหลายๆเรื่องของเขา ซึ่งในพาร์ทของดราม่าในช่วงครึ่งหลัง เขาเองก็ทำได้ค่อนข้างดี แต่ติดปัญหาที่ว่า เรื่องราวของตัวละครที่ใส่เข้ามาค่อนข้างมาก และผู้กำกับเองก็พยายามจะเล่าให้หมดในแทบทุกส่วนของเรื่องราว เป็นสิ่งที่ใหญ่เกินตัวมากเกินไป ด้วยความที่โครงสร้างของเรื่องราวที่ใหญ่มาก และการขยับขยายเรื่องราวจึงไปได้ไม่มากนัก เราจะเห็นว่าพัฒนาการของเรื่องราว และอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละครแต่ละตัวมันมีทิศทางที่ไม่ได้ไปทางเดียวกันเสียเท่าไหร่นัก มันเป็นปัญหาค่อนข้างชัด เมื่อส่วนต่างๆของเรื่องราวไม่ได้เดินไปในรูปแบบมู้ดเดียวกัน ในทางหนึ่งถ้าหนังเองจะใช้การเปรียบเทียบ การคอนทราสต์ความต่างของอารมณ์ที่เดินไปคนละทาง สัดส่วนของมันดูจะไม่ได้เสียเท่าไหร่ เพราะจะเห็นว่าสัดส่วนของความเศร้าในฐานะเหยื่อของสถานการณ์นั้นมีสัดส่วนสองต่อหนึ่งเลยทีเดียว และสภาพของการรับมือกับอารมณ์ ร่วมกับเรื่องราวของตัวละครที่ต้องขยายสภาพที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวละคร มันมีส่วนของตัวละครถึงสามตัวที่ต้องขยายความ เผลอๆการใส่ส่วนของทนายเข้ามาอีกยิ่งทำให้หนังเองมีเรื่องราวที่จะเล่ามากเกินไปเสียด้วยซ้ำ


ถึงกระนั้นก็ดี ความไม่สมบูรณ์ของเรื่องราวที่ใหญ่มากเกินไปในครึ่งหลังที่เหมือนแยกส่วนของเรื่องราวออกเป็นสามส่วนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนของประธานาธิบดีที่มีอำนาจต่อรองที่น้อยกว่าคนอื่นชัดเจน จะทำให้หนังเองมีบาดแผล แต่เอาเข้าจริงแล้วการพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวในตอนท้ายเรื่องมันก็ยังพอที่จะแก้สถานการณ์ได้อยู่พอสมควร เพราะแม้ว่าเราเองจะยังไม่เห็นความเชื่อมโยงของเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา แต่ในเชิงของผลลัพธ์ทางสังคม และการเมืองที่ไม่ได้ฉายออกมาเป็นภาพตรงนั้น มันก็มีการเชื่อมโยงให้เห็นอยู่พอสมควร มันเป็นหนังที่ฉายภาพของวิธีการนำเสนอเรื่องราว ด้วยลูกเล่นต่างๆมากกว่าการที่จะมานั่งขยับขยายประเด็น ซึ่งถ้ามองเฉพาะในสถานะนั้นหนังเองก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีอยู่ เพียงแต่ยังขาดพัฒนาการของเวลาที่มากเพียงพอที่จะสร้างการยึดโยงกับความรู้สึกของความเห็นอกเห็นใจที่มากเพียงพอที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ทรงพลัง มันอาจเป็นหนังที่พยายามให้ความรู้สึกของข้อมูลที่รอบด้านที่สุดในเวลาที่จำกัด แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นมันก็ทำให้มันขาดไดนามิกของอารมณ์ความเคลื่อนไหวที่น่าจะโฟกัสสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้หนักแน่น และชัดเจน ถือเป็นงานมาตรฐานที่ดีของผู้กำกับ แต่ก็ยังห่างไกลจุดสูงสุดของอาชีพการกำกับที่เขาเคยทำได้ในลักษณะแบบเดียวกับ 'United 93' ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกร่วมที่ไม่ได้เข้มข้นจนต้องมองจากฝั่งเดียวแบบในหนังเรื่องเยี่ยมของเขาเรื่องนั้นก็ได้


ไม่มีความคิดเห็น