Header Ads

Venice 2018: A Star is Born ★★★★

 
Venice 2018: A Star is Born (by Bradley Cooper)
★★★★

ห่างหายจากการเอามาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไปกว่าสี่ทศวรรษ การกลับมาของเวอร์ชั่นที่ 4 นับตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกในปี 1937 ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของหนังเรื่องนี้ที่ถูกเอามารีเมคซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามแต่ละยุคสมัย ทั้งยุคทองของบรรดาหนังเพลงในเวอร์ชั่นปี 1954 หรือการกลับมาเล่าเรื่องด้วยความสมจริงมากขึ้นผ่านการโฟกัสที่เรื่องราวของวงการเพลงในปี 1976 พัฒนาการที่เกิดจากการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆของเรื่องราวตามแต่ละยุคสมัย และลักษณะของการเล่าเรื่องที่ดัดแปลงไปในแต่ละเวอร์ชั่นทำให้หนังชุดนี้แต่ละเวอร์ชั่นมีคาแร็คเตอร์ของตัวเองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ถ้าในหนังเวอร์ชั่นปี 1954 เคยสร้าง 'Judy Garland' ไว้ให้เปล่งประกายมากแค่ไหน ในหนังเวอร์ชั่นล่าสุดก็ได้สร้างนักแสดงคนหนึ่งให้ได้รับบทบาทที่น่าสนใจมากที่สุดบทหนึ่งในชีวิตของเขา แต่ไม่ใช่เพียงในฐานะนักแสดงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการควบจำแหน่งผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมอีกด้วย แม้ว่ามันจะมีจุดบอดในเรื่องของการสร้างพัฒนาการของคาแร็คเตอร์ และเรื่องราวในหนังที่กลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนค่อนข้างมากอยู่เหมือนกัน เพราะหนังเองก็ดูจะแบกรับความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นในหลายจุดของการเลือกที่จะเล่าเรื่องราว หรือเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องราว หรือแม้แต่กระทั่งการหยิบเลือกเอาวิธีการใดในการเล่ามาใส่ในช่วงเวลาใด การประวิงเวลา หรือการให้น้ำหนักที่ยังไม่สุกมากเพียงพอจากวิธีการที่เขาเองเลือกที่จะเล่าก็เป็นความเสี่ยงที่เขาเองยังผ่านมันไปได้ไม่ค่อยสมบูรณ์มากนัก แม้ว่าในเรื่องของไอเดียของการเลือกนำเสนอ หรือการดัดแปลงความร่วมสมัยต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้มันจะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมค่อนข้างมากสำหรับหนังในเวอร์ชั่นนี้ก็ตาม


หนังเองดูจงใจที่จะวางสัดส่วนของการบอกเล่าเรื่องราวในหนังเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน มันเป็นความจงใจที่ผู้ชมหลายคนมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ในขณะเดียวกันการสร้างพื้นที่เชิงเปรียบเทียบของเรื่องราวที่โฟกัสผ่านตัวละครต่างกันในช่วงครึ่งแรก และครึ่งหลังมันกลับสร้างความน่าสนใจบางอย่างขึ้นมา จะเห็นว่าในช่วงครึ่งแรกของเรื่องหนังเองเทน้ำหนักไปที่สปอตไลท์ของความเฉิดฉายของตัวแอลลี่ นักร้องสาวบาร์เกย์ที่ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟด้วย หนังเองดึงโมเมนตัมของการนำเสนอความเปล่งประกายของความสามารถ และความเป็นตัวตนของเธอออกมาได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ครึ่งหลังความน่าสนใจของหนังตกไปอยู่ที่การโฟกัสเรื่องราวผ่านการรับมือกับสภาพจิตใจของแจ๊คสันอดีตนักร้องชื่อดังที่ต้องเผชิญวิกฤติกับความเป็นตัวเองเช่นกัน ความน่าสนใจของหนังในการคอนทราสต์ความเป็นตัวเองของตัวละครสองตัวมันน่าสนใจไม่น้อย พื้นที่ที่ถูกจัดวางเอาไว้ในการรับมือกับความเป็นตัวเองของตัวละครกลายเป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มันน่าสนใจที่คำว่า 'A Star is Born' การเป็นดวงดาวของทั้งคู่เกิดขึ้นพร้อมกับการต่อสู้เพื่อเป็นตัวของตัวเอง หนังเองให้พื้นที่กับการต่อสู้ตรงส่วนนี้ของตัวละครทั้งคู่ในครึ่งแรก และในครึ่งหลังอย่างชัดเจน แท้จริงแล้วความเป็นดวงดาวนั้นวัดกันที่ความโด่งดังตามกระแสที่มาแล้วผ่านไปในช่วงเวลานั้น หรือแท้จริงแล้วความเป็นดวงดาวนั้นเกิดเพราะมันมีความรู้สึกของความเปล่งประกายที่เกิดขึ้นในใจของผู้คน มีหลายคนยังเชื่อว่าเมื่อคนเราตายไปแล้ว จะไปเกิดเป็นดวงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้า อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้มันก็อยู่ในช่วงชีวิตคนคนหนึ่ง แต่ความโด่งดังนั้นมันไม่มีทางอยู่ได้ตลอดช่วงชีวิตมนุษย์ เพราะฉะนั้นนิยามความเป็นดวงดาวของหนังไม่น่าจะยึดติดอยู่ที่ความเฉิดฉายของตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง แต่คำว่า 'Star' น่าจะมีความหมายที่ลึกกว่านั้น


แน่นอนว่ามุมมองที่ต่างออกไปของดวงดาวถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนในตัวหนังผ่านส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ตัวละครพูดถึงออกเทฟที่มีโน๊ตสิบสองตัว และแน่นอนว่าเพลงเพลงหนึ่งมันเกิดจากมุมมองของการเรียบเรียงผสมผสานสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา มันกลายเป็นวงกตของชีวิตที่น่าสนใจของตัวละคร โดยเฉพาะแจ๊คสันที่ผ่านจุดหนึ่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จของชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่เคยเติมเต็มสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขาเลยด้วยซ้ำ ภาพของการเข้ามาของแอลลี่ในทางหนึ่งมันสะท้อนให้เห็นอดีตของเขาที่เดินทางมาไกลมากแล้ว ในบทเพลงที่ถูกบรรเลงไปนานแล้วย่อมได้รับรู้โน๊ตที่ถูกเล่นผ่านมา ในเส้นทางทางเดินที่ผ่านมามันทำให้ตัวเราแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งอื่น ภาพของตัวละครนำชายในหนังกลายเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่ไม่ได้ตอบสนองตัวของเขาเอง มันมีจุดน่าสังเกตที่สามารถคาดเดาที่ไปที่มาของตัวละครตัวนี้ก่อนจะโด่งดังได้พอสมควร โดยเฉพาะสิ่งที่เขาเองพูดกับพี่ชาย เรื่องของความสัมพันธ์ที่มีต่อพ่อ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนผลักดันให้เขาเดินไปในเส้นทางนี้ที่ไม่เคยเติมเต็มเขาเลยด้วยซ้ำ กับความโด่งดังที่เขาเองได้รับ ในทางกลับกันมันยิ่งกลับทำให้เขาสูญเสียตัวตนมากยิ่งขึ้น ภาพของแอลลี่จึงเป็นความรู้สึกที่เปล่งประกายของเขาในวิธีการมองโน๊ตที่เธอมี และมันก็เจ็บปวดที่เธอกำลังจะถูกความเป็นสิ่งอื่นกลืนกินตัวตนของเธอ ผู้กำกับเองวางรายละเอียดปลีกย่อยของเรื่องราวเอาไว้ได้ค่อนข้างดี มันมีมุมมองของเรื่องราวที่โฟกัสตัวละครในหนังที่ต่อเนื่องกันอยู่พอสมควร มันสามารถอนุมานความเป็นไปที่เกิดขึ้น เบื้องหลังในอดีตของตัวละครที่เกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นที่หนังเองหยิบใส่เข้ามาซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่ได้มีความสำคัญ แต่แท้จริงแล้วมันกลายเป็นภาพจิ๊กซอว์ของเรื่องราว


จะว่าไปแล้วถ้าเราจะมองว่าหนังเองกำลังโฟกัสเรื่องราวผ่านสายตาของตัวละครชายตั้งแต่ต้นจนจบก็อาจจะมองได้ด้วยซ้ำ มันเหมือนว่าหนังเองจะไปเล่าเรื่องของตัวละครฝ่ายหญิงในช่วงครึ่งแรก แต่ที่น่าสนใจคือหนังเองกำลังมองเรื่องราวของฝ่ายหญิงผ่านสายตาของฝ่ายชาย มันเหมือนเป็นการใช้การสะท้อนเพื่อเล่าความรู้สึกของฝ่ายชายได้ด้วยเช่นกัน ความจงใจในการนำเสนอมู้ด และโทนของหนังเรื่องนี้ถูกจัดวางไว้ค่อนข้างจงใจ ซึ่งในทางหนึ่งมันก็เป็นปัญหา เพราะความเปล่งประกายของอารมณ์ และความรู้สึกของตัวละครในช่วงครึ่งแรกของหนังมันถูกมลายไปด้วยความแห้งแล้งของชีวิตของตัวละครที่เดินห่างไกลออกมาจากความสำเร็จ ออกมาจากสิ่งที่เขาเองสัมผัสลมหายใจของการมีชีวิตของเขาอีกครั้ง เมื่อแอลลี่เลือกเดินทางบนเส้นทางที่ไม่ได้เหมือนช่วงครึ่งแรกของเรื่อง เธอยอมเปลี่ยนตัวเองตามกระแสวัฒนธรรมเพลงป๊อบที่กำลังขายได้ในตลาดมากกว่าที่จะเป็นความบริสุทธิ์ของเธอเหมือนอย่างช่วงครึ่งแรกที่เขาพบ และสัมผัสมัน ความห่อเหี่ยวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาที่พยายามสู้เพื่อให้มีความเป็นตัวตนของเขาเองกลับมาอีกครั้ง กลายเป็นความห่อเหี่ยวของชีวิตของเขาที่แทบจะแห้งแล้งในช่วงครึ่งหลังของหนัง ซึ่งผู้กำกับจงใจเลือกมู้ด และโทนที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แต่ความหมายของดวงดาวที่หนังเองใช้เป็นฟินาเล่ให้กับตัวหนังคงไม่ได้หมายถึงการที่ตัวนักร้องหญิงในหนังประสบความสำเร็จจากวัฒนธรรมเพลงป็อบที่กลืนกินความเป็นตัวเองไป แต่หมายถึงการคงอยู่ของบทเพลงที่สะท้อนจิตวิญญาณของนักร้องชายในหนังที่ต่อสู้กับตลาด เพื่อให้ดวงดาวของตัวเองสว่างไสวอยู่บนท้องฟ้าที่แสนมืดมิด ดวงดาวที่แท้จริงจะไม่มีวันพัดหายไปกับสายลม มันอาจมีเกิดมีดับ แต่สสารเหล่านั้นจะไม่มีทางหายไป ซึ่งการวางรายละเอียด ตลอดจนสัญลักษณ์ของความหมายที่เชื่อมโยง และให้ความหมายต่างไปจากการเป็นหนังดราม่าเพลงคลิเช่ที่เราเองเห็นได้ทั่วไป มันก็สร้างพื้นที่ให้หนังเรื่องนี้น่าจะยืนยาวจนไปถึงเวทีออสการ์ได้ไม่ยาก เพราะมันเองก็มีคาแร็คเตอร์ที่แข็งแรงไม่น้อย


ไม่มีความคิดเห็น