Header Ads

Busan 2018: Clean Up ★★★★


Busan 2018: Clean Up (by Kwon Man-ki)
★★★★

หลังจากจบการศึกษาทางด้านภาพยนตร์ผู้กำกับ 'Kwon Man-ki' ก็สร้างหนังขนาดยาวเรื่องแรกเข้าฉายในเทศกาลหนังประเทศบ้านเกิดของตัวเองอย่างเทศกาลหนังปูซาน และก็คว้ารางวัล 'New Currents' หรือเทียบเท่ากับรางวัลหนังเยี่ยมของสายประกวดหลักในเทศกาลไปครอง ถือเป็นการแจ้งเกิดเขาในฐานะผู้กำกับหน้าใหม่กับหนังชั้นเยี่ยมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของหนังดราม่ากึ่งสืบสวนสอบสวนของหนังเกาหลีที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน พล็อตเรื่องของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีเรื่องราวที่แปลกใหม่มากมายเสียเท่าไหร่นัก ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนหนึ่ง และเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปถึงสิบสองปีจากเหตุการณ์ที่สร้างรอยแผลเป็นให้ทั้งคู่ และทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของทั้งคู่นั้นล่มสลายลง เหตุการณ์ในอดีตที่กล่าวถึงนั่นก็คือ การลักพาตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่ และนำมาซึ่งการสูญเสียบุคคลสำคัญของคนทั้งสอง และแน่นอนรวมถึงทำให้ชีวิตของทั้งคู่นั้นต่างเผชิญกับความล่มสลายลง ที่น่าสนใจค่อนข้างมากคือ ในความธรรมดาของพล็อตเรื่องที่หนังเองวางเอาไว้ ในหนังเรื่องแรกกลับให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการที่ผู้กำกับมองผ่านความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ และจิตใจของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขของความสัมพันธ์ของคนสองคน ทั้งในเชิงความเศร้า ความรู้สึกผิด การแก้แค้น ตลอดจนความอ่อนโยนของความสัมพันธ์ที่ทั้งหมดทั้งมวลของปมความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหนังนั้นถูกรองรับด้วยที่มาที่ไปของเรื่องราว และต่อยอดความสัมพันธ์ที่สะท้อนความซับซ้อนที่เกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว เป็นหนังที่เต็มไปด้วยน้ำหนักของอารมณ์ที่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจของความเป็นมนุษย์


การเล่าเรื่องที่ดีของหนัง ความเข้าใจในศิลปะภาพยนตร์ในการเล่าเรื่องที่ค่อยๆย่อยสลายเนื้อหาประเด็นที่เกิดขึ้นในเรื่อง และค่อยๆแผดเผามันเป็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่หนักแน่น และน่าเชื่อถือ คือหัวใจที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้ว่าหนังเรื่องนี้เองจะโฟกัสการเล่าเรื่องผ่านตัวละครถึงสองตัวในหนัง ตัดสลับที่มาที่ไป และเล่าอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนั่นไม่กลายเป็นปัญหากับเรื่องโฟกัสของหนังเลย เพราะสิ่งที่หนังเองวางไว้อย่างชัดเจนคือประเด็นที่หนังเองต้องการสำรวจความเศร้า ความเจ็บแค้น หรือความรู้สึกผิดที่แฝงตัวอยู่ในตัวละครในแง่มุมต่างๆของเรื่องราวที่ตัวละครแต่ละคนในเรื่องต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหลักอย่างการสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ไป หรือความคับข้องใจที่เกิดขึ้นกับบุคคลใดคนหนึ่งภายในเรื่อง หรือแม้แต่ความรู้สึกในเชิงความเศร้า ซึ่งรวมไปถึงความถวิลหาความสัมพันธ์ที่อ่อนโยนของมนุษย์ที่พึ่งกระทำต่อกัน ซึ่งประเด็นตรงส่วนนี้หนังเองวางความคลุมเครือของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไว้อย่างน่าสนใจว่าจะเกิดขึ้นในฐานะของแม่ลูก ในฐานะของส่วนเติมเต็มความรักหลังจากครอบครัวล่มสลายไป ดังนั้นฉากสำเร็จความใคร่ที่เกิดขึ้นของตัวละครในหนังเองจึงเป็นข้อความที่หนังใช้ชะลอการตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จที่ผู้ชมจะมีต่อตัวละครดังกล่าว เพราะตัวหนังเองไม่ได้ทำให้ผู้คนเข้าใจในความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่หนังเองสร้างระดับของความซับซ้อนของเรื่องราวออกไป โดยให้ผู้ชมเองเข้าใจเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในฉากเหล่านั้น ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้วมันก็เป็นความรู้สึกที่ยังคงความคลุมเครือและซับซ้อนยากที่จะจัดสรรกลุ่มพวกได้ยาก


ความรัก ความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มของตัวละครทั้งคู่นั้นจึงไม่อาจจำกัดความได้อย่างชัดเจนนักว่ามันเป็นความรู้สึกของการพยายามไถ่บาปของตัวละครตัวหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกของการไขว่คว้าสิ่งที่ขาดหายไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ลักพาตัว หรือมันเป็นเพียงการพยายามเติมเต็มความเจ็บปวดของสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสิ่งอื่นกันแน่ หนังเองไม่ได้วางคำตอบตรงนี้ไว้อย่างชัดเจนมากนัก แต่จากชื่อของหนังเรื่องนี้เองมันก็สื่อภาวะการณ์ของสิ่งที่หนังเองพยายามจะสร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาได้เห็นภาพพอสมควร โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของเรื่องราวที่ทั้งคู่ต้องไปทำงานในบ้านแห่งหนึ่ง การใส่ความหมายเปรียบเทียบในเชิงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนของการลักพาตัวนั้นถูกเปรียบเปรยกับเรื่องของการฆาตกรรมอย่างชัดเจน ซึ่งรวมไปถึงการตอบสนองต่อเลือด-การฆาตรกรรมของตัวละครในฉากอื่นๆด้วย และนั่นเองคือสิ่งที่หนังเองพยายามนำเสนอภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ที่กลายเป็นปมสำคัญของเรื่องราว และนำมาซึ่งพาร์ทของการเล่นกับจิตวิทยาของตัวละครและแน่นอนว่าพ่วงประเด็นเรื่องของเซ็กซ์เข้ามาด้วย มันจึงเป็นหนังที่โดดเด่นในเรื่องของการสำรวจสภาพจิตใจของตัวละครอย่างเข้มข้น และในช่วงต้นของหนังเองก็วางการสังเกตการรับมือของตัวละครนำหญิงในเรื่องต่อตัวละครนำชายที่พึ่งเข้ามาทำงานหลังจากออกจากคุกมา ซึ่งหลังจากนั้นความสัมพันธ์ที่สร้างบรรยากาศประหนึ่งว่าเป็นหนังลึกลับสืบสวนสอบสวนก็ได้ทำหน้าที่ในการดึงผู้ชมเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ในเชิงดราม่าของคนทั้งสองที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ และแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ค่อนไปทางด้านลบตลอดเวลา ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่น และสว่างไสวในซีนสุดท้ายของเรื่อง กลายเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับฝีมือชั้นเยี่ยมของผู้กำกับรุ่นใหม่คนนี้อย่างแท้จริง ซึ่งหนังเองประสบความสำเร็จทั้งเรื่องของการควบคุมฟอร์มการเล่าเรื่อง และอารมณ์ที่ซับซ้อนแข็งแรง


ไม่มีความคิดเห็น