Header Ads

Busan 2018: The Little Comrade ★★★

 
Busan 2018: The Little Comrade (by Moonika Siimets)
★★★

ไม่ใช่เรื่องผิดคาดมากนักที่หนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล 'Busan Bank' หรือรางวัลที่ผู้ชมมอบให้กับหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังปูซานครั้งที่ผ่านมา ด้วยพล็อตเรื่องของหนังที่โฟกัสเรื่องราวผ่านความไร้เดียงสาของตัวละครเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อแม่ของเธอถูกทางการโซเวียตส่งไปยังค่ายนักโทษในช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตแผ่อิทธิพลปกครองเอสโทเนียในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพของความไร้เดียงสาถูกบอกเล่าผ่านความโหดร้าย และตรึงเครียดของโลกผู้ใหญ่ในช่วงเวลาที่ลัทธิสตาลินแผ่อำนาจครอบครองได้อย่างโดดเด่น และไม่แปลกใจมากนักที่หนังที่มีแววตาใสซื่อ หนังที่ว่าด้วยมุมมองของความเป็นเด็กที่สวยงามปราศจากการเจือปนด้วยมลทินของโลกผู้ใหญ่จะส่งผลให้ผู้ชมเองชื่นชอบหนังเรื่องนี้ แม้ว่าในความไร้เดียงสาที่โดดเด่นออกมาชัดเจน และถือเป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้ จะซ่อนบาดแผลของการเล่าเรื่อง และการพัฒนามิติของตัวละคร และเรื่องราวที่ยังมีให้เห็นอยู่พอสมควรก็ตามที หนังขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ 'Moonika Siimets' อาจทำได้ดีในการฉายภาพความไร้เดียงสาของเด็กน้อยคนหนึ่งบนโลกของผู้ใหญ่ที่ไม่น่าภิรมย์มากนักในช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนก่อนถึงการเสื่อมถอยของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างสตาลินในประเทศแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งสัมผัสช่วงเวลาหนึ่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา แต่ในรายละเอียดของการพัฒนาประเด็นในหนังเรื่องแรกนี้อาจยังทำได้ไม่ดีนัก


ในขณะที่หนังเรื่องนี้อาจมีพฤติการณ์ของการจัดหมวดหมู่เป็นหนังที่นำเสนอภาพความไร้เดียงสา ความมองโลกอย่างตรงไปตรงมาของเด็ก แต่น่าสนใจคือท่าทีของหนังเองที่วางท่าไว้เสมือนหนึ่งหนังชาตินิยม ที่ปลอมประโลมความเสื่อมถอย และสรรเสริญความเป็นชาติเหมือนหนังที่มีทีท่าปลดแอกที่เราเองมักเห็นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหนังชาตินิยมอเมริกัน หรือในบอลลีวู้ดเองก็ดี ซึ่งในยุโรปเองก็มีหลายประเทศที่มักโฟกัสช่วงเวลาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากช่วงเวลานั้นที่ประเทศในยุโรปตะวันออกหลายประเทศตกอยู่ภายใต้เงาของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นชะตากรรมที่เราเองเห็นความคล้ายคลึงกันตรงส่วนนี้อยู่ไม่น้อยเวลาที่ได้ชมหนังที่มีพล็อตเรื่องในลักษณะนี้ หนังเรื่องนี้เองก็เช่นกัน ไม่ได้สร้างความรู้สึกแตกต่างในประเด็นเหล่านี้มากมายนัก การใช้ดนตรีประโคมเข้ามาในหลายช่วงเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ของผู้ชม การใส่ความหมายสัญลักษณ์ต่างๆในลักษณะของความภูมิใจในความเป็นชาติ ทั้งเรื่องของธงชาติ หรือแม้แต่เรื่องของเหรียญรางวัลที่ต่อสู้ในฐานะตัวแทนของชาติเองก็ดี สัดส่วนของสิ่งเหล่านี้ถูกละลายลงมาในเรื่องราวที่หนังเล่าอย่างจงใจที่ทำให้เกิดการสร้างความหมายต่อการเปลี่ยนผ่านของเรื่องราวในหลายจุด รวมไปถึงการตอบสนองต่อมุมมองของความไร้เดียงสาของเด็กในโลกของผู้ชมด้วย ซึ่งหนังเองวางการตั้งคำถามถึงความเป็นชาติเอาไว้ในหนังอย่างชัดเจน และมันถูกทำให้ยุติธรรมด้วยการมองผ่านมุมมองและเรื่องราวของเด็ก


การวางลักษณะของครอบครัวในหนังเองให้มีลักษณะเป็นครอบครัวที่ต้องเผชิญชะตากรรมจากความไม่ยุติธรรมบางประการทางการเมืองจากคนบางกลุ่มที่ขึ้นไปมีอำนาจภายใต้อิทธิพลของโซเวียตที่แผ่ขยายเข้ามา เป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ มุมมองที่ค่อนข้างทำให้เป็นกลางมากขึ้นผ่านตัวละครของพ่อแม่ที่แทบไม่ได้ถูกนำเสนอภาพของการฝักใฝ่ทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่เกิดจากประเด็นของความเป็นชาติเอสโทเนียที่ซ่อนตัวผ่านการกระทำเล็กๆน้อยๆของเขาที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเสียด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีมุมมองที่ลดทอนความเป็นหนังการเมืองสุดโต่งให้น้อยลงไปอีก และมองในฐานะของผู้ร่วมชะตากรรมที่ถูกวางตัวอยู่บนองค์ประกอบของสิ่งหนึ่งอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งพอมันผสมผสานกับมุมมองของความไร้เดียงสาของเด็กด้วยแล้วนั้น มันยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นกับภาพของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครหลายตัวในเรื่องในฐานะของผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งในทางหนึ่งแล้วภาพของการเป็นเหยื่อในหนังหลายเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ฉายภาพของการจำยอมของตัวละครที่วางตัวค่อนข้างเป็นกลางทางการเมืองค่อนข้างมากอยู่เหมือนกัน และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ให้ภาพที่ต่างออกไปมากเสียเท่าไรนัก


โดยแท้จริงแล้ว หนังเรื่องนี้เองนอกจากเรื่องของความใสซื่อที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของเด็ก และทำให้โลกของหนังเองมันมีคาแร็คเตอร์ที่มีเสน่ห์ผ่านมุมมองของเด็กในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว มันยังมีวิธีการที่หนังเองเลือกที่จะนำเสนอ หรือไม่นำเสนอประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องต่อการตอบสนองทางการเมืองของตัวละครโดยเฉพาะตัวละครผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวผ่านสายตาพ่อที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นเพียงตัวนำในการปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวในส่วนต่างๆ ซึ่งลักษณะที่น่าสนใจในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธที่จะทำอย่างหนึ่งในโรงเรียน หรือการวิ่งในซีนช่วงท้ายๆของเรื่องราวก็นำเสนอภาพของการปลดแอกในโลกที่ถูกทับไว้ด้วยอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ซึ่งในหลายช่วงมันก็เป็นปัญหาพอสมควร ในขณะที่หนังเองทำให้ภาพของตัวละครที่เป็นพ่อเบ่งบานในฐานะตัวละครตัวเดี่ยวมากจนเกินไป มันก็ยิ่งดึงโฟกัสจากตัวละครลูกสาวที่นำเสนอภาพของความไร้เดียงสาที่ไม่ได้มีไดนามิกที่หวือหวามากเสียเท่าไหร่นักไปพอสมควรเหมือนกัน ถือเป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับที่ทำผลลัพธ์ออกมาได้ค่อนข้างดี แม้ว่ามันจะมีบาดแผลของการพัฒนาเรื่องราว และคาแร็คเตอร์ของตัวละครพอสมควรก็ตาม


ไม่มีความคิดเห็น