Header Ads

Cannes 2018: Whitney ★★★


Cannes 2018: Whitney (by Kevin Macdonald)
★★★

สารคดีเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ 'Kevin Macdonald' ซึ่งแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับจากผลงานสารคดี ก่อนที่จะดังจากหนังที่ส่งให้นักแสดงผิวสีอย่าง 'Forest Whitaker' ได้รางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง 'The Last King of Scotland' แม้ว่าคนส่วนมากจะรู้จักเขาจากหนังฟิคชั่นหลายเรื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้วผลงานทางฟิคชั่นของเขาเกือบทุกเรื่องดูจะไม่ค่อยได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากเท่าไรนัก เมื่อเทียบความแตกต่างนี้กับหนังสารคดีที่เขามักจะทำออกมาได้ดีกว่า ในสารคดีเรื่องนี้ของเขาไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ หรือสร้างความประหลาดใจมากนัก กับการที่เขาเล่าเรื่องราวของดาวค้างฟ้า นักร้องดีว่าคุณภาพเยี่ยมอย่าง 'Whitney Houston' ตัวผู้กำกับเองเคยหยิบเรื่องราวของนักร้องในตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอย่าง 'Bob Marley' มาเล่าเมื่อหกปีก่อนแล้วกับหนังสารคดีที่ใช้ชื่อเรื่องว่า 'Marley' ซึ่งส่วนตัวมองว่าผลลัพธ์ของหนังเรื่องนั้นทำได้ดีกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังสารคดีเรื่องนั้นเล่าเรื่องราวส่วนตัว ส่วนบุคคลมากกว่าหนังสารคดีเรื่องนี้ที่โฟกัสความสัมพันธ์ของเธอกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการเมืองในห้วงเวลานั้น ซึ่งทำให้ระยะของหนังมันดีดตัวออกมาไหลมากกว่าที่จะสร้างผลลัพธ์กับผู้ชมได้เข้มข้นมากเพียงพอ จากเรื่องราวที่มีความเป็นพื้นฐาน และสากลมากกว่า


ชัดเจนในความตั้งในของผู้กำกับในการวางระยะห่างของการสำรวจตัวละครเอาไว้ค่อนข้างไกล จากสิ่งที่ผู้กำกับมองผ่านการเปลี่ยนผ่านของชีวิตของตัวละครจากจุดเริ่มต้น จุดสูงสุด และจุดจบของชีวิต โดยยึดโยงการเปลี่ยนผ่านกับภาพทางการเมือง และวัฒนธรรมเพลงที่เปลี่ยนแปลงไป แม้มันจะให้ภาพตรงส่วนนี้ออกมา แต่ในส่วนของการนำเสนอภาพในส่วนบุคคลก็ยังพอจะเห็นถึงความเข้มข้นตรงส่วนนี้อยู่ ซึ่งมันอาจไม่ได้เข้มข้นมากนัก และมันทำให้ระยะห่างของตัวละครกับผู้ชมมีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นคนธรรมดาจ้องมองไปที่ดวงดาว ซึ่งมันค่อนข้างสร้างปัญหาในส่วนของการนำเสนอชีวิตของตัวละครอยู่พอสมควร การยึดโยงที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นไม่อาจส่งผลโดยตรงต่อผู้ชมได้ทั้งหมด มันกลายเป็นเพียงภาพของการรับรู้ที่เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาในลักษณะที่ผู้ชมจะมองว่าในห้วงเวลานั้น สภาพสังคม และวัฒนธรรมที่เคยสัมผัสเป็นอย่างไร ยิ่งหลายคนมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ในเวลาเหล่านั้นมากก็จะยิ่งเชื่อมโยงความรู้สึกกลับไปหาเรื่องราวของตัวละครที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ เพราะหนังเองใช้ความเชื่อมโยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หาใช่การหยิบเอาพื้นฐานของชีวิตมนุษย์เข้ามาบอกเล่า และพัฒนาเรื่องราวนำเสนอคนดูอย่างเต็มที่ไม่


ซึ่งจะเห็นว่าวิธีการตรงส่วนนี้ของหนัง หนังเองใช้ภาพตัดสลับอย่างรวดเร็วตัดกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงในช่วงต่างๆของตัวละครกับการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม และสังคมการเมือง มันเลยมีลักษณะของการบอกเล่าข้อมูลความเป็นไปเสียส่วนใหญ่ วิธีการแบบนี้อาจได้ผลที่ดีในกรณีที่ตัวบุคคลเป็นตัวละครที่ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับโลก และต้องการการเชื่อมโยงกับสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่า แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ จะเห็นความการหยิบเอาเรื่องราวของนักร้องผู้ล่วงลับที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว เข้ามาจับกับภาพการเมือง และการเปลี่ยนแปลงที่มีระดับของการรู้จักที่ไม่ได้แตกต่างกันมากเสียเท่าไหร่นัก มันจึงทำให้เห็นข้อมูลความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเชื่อมโยงของอารมณ์มากนัก เพราะเอาเข้าจริงแล้วภาพตรงส่วนนี้ก็ไม่ได้ถูกจัดวางในลักษณะที่คอนทราสต์ หรือในลักษณะที่ช่วยขยายความเชิงมิติของเส้นเรื่องของตัวละครออกไปมากมายจากเดิมมากเสียเท่าไรนัก ซึ่งในทางหนึ่งนั้นภาพของข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เข้ามา มันกลับไปลดทอนชะตากรรมของตัวละครที่ควรจะมีรายละเอียดของการนำเสนอ มีห้วงพัฒนาการที่มากเพียงพอที่ผู้ชมเองจะยึดโยงกับความเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้า และมอดไหม้ลงมากกว่าที่จะมองเพียงภาพของความเชื่อมโยงในมุมกว้างมากกว่า


แม้ว่าหนังเองจะพยายามหยิบบทเพลงที่เราคุ้นเคยเข้ามาใส่อยู่เป็นช่วงๆเพื่อดึงเราให้อยู่กับห้วงชีวิตของตัวละคร แต่เอาเข้าจริงแล้วด้วยพัฒนาการที่ไม่แข็งแรงของตัวเรื่องหลักที่มีไม่มากนักกับการเล่าชีวิตคนที่มีแง่มุมในประเด็นที่อ่อนไหว มีแง่มุมของชีวิตให้ตีความมากมายในลักษณะนี้ การที่หนังเองพูดในส่วนต่างๆที่ค่อนข้างมากเกินไปจนไม่อาจเก็บรายละเอียดออกมาได้ทั้งหมด ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สามารถดึงพลังที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องราวเข้าสู่บทเพลงได้อย่างเข้มข้นมากนัก ในที่นี้หนังเองยังทำได้ดีเยี่ยมอยู่ เพียงแต่ผลลัพธ์มันไม่ได้สร้างจุดพีคอย่างที่มันควรจะเป็น แต่สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้ค่อนข้างน่าสนใจ แล้วเวลาที่ผู้กำกับทำหนังที่โฟกัสหลักตกไปอยู่ที่ตัวละครตัวหนึ่งที่มีชีวิตที่น่าสนใจนั้น สิ่งที่ผู้กำกับเองทำได้ดีตลอดมานั้นคือ การดึงเสน่ห์ การดึงมิติของความเป็นมนุษย์ ผ่านภาพต่างๆที่ร้อยเรียงเข้ามา และดึงดูดเราให้อยู่กับความเป็นไปที่เราเห็นในนั้น ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เขาถึงความเป็นไอคอน ความเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เปี่ยมเสน่ห์ งดงาม แต่มีความเปราะบาง ความไม่แน่นอนอยู่ในสายตาคู่นั้นออกมาได้อย่างน่าชื่นชม และนี่กลายเป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ผู้ชมสามารถโฟกัสอยู่กับตัวละครได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น


ไม่มีความคิดเห็น